เฉลิมพระชนมพรรษา ..... ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ข้อมูลจาก ..... เจ้านายเล็กๆ - ยุวกษัตรย์
บทพระนิพนธ์ ..... สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณีวัฒนาฯ
ภาพจาก ..... ปฏิทินปี พุทธศักราช ๒๕๔๒ ของ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.)

 
 

ร่มแผ่นดิน

นับแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๐ ..... เจ้านายพระองค์น้อยเจริญชนม์เป็นกษัตริย์ผู้ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมทรงอุทิศพระองค์ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการน้อยใหญ่ครบถ้วนสมบูรณ์ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ และ พระปรีชาญาณอันสูงส่ง ยังให้พสกนิกรภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารต่างอยู่เย็นเป็นสุข จวบจนทุกวันนี้ และ เมื่อกาลเวลานับเนื่องมาจนถึงวโรกาสอันเป็นอภิลักขิตมหามงคลสมัย ที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗๖ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ นี้

เว็บไซต์น้ำตาล และ เพื่อนๆ ..... ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ร่วมเทิดพระเกียรติในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการบันทึกและรำลึกภาพเหตุการณ์ พระราชประวัติ และ พระจริยาวัตรอันงดงาม ตั้งแต่พระชนมายุ ๑ ชันษา จวบจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความปลาบปลื้มซาบซึ้ง ..... และ ภาคภูมิใจอย่างสูงสุด ที่ได้เกิดเป็นข้าแผ่นดินอยู่ใต้ "ร่มแผ่นดิน" ร่มพระบรมโพธิสมภาร และ ด้วยพลังแห่งความจงรักภักดี และ ความกตัญญูกตเวทีต่อองค์ในหลวง และ แผ่นดินแห่งมาตุภูมิ เว็บไซต์น้ำตาล และ เพื่อนๆ ขอยืนยันในปณิธานที่จะมุ่งมั่นกระทำความดี พร้อมเชิญชวนเพื่อนๆ ร่วมใจร่วมพลังร่วมสร้างแผ่นดินนี้ ให้ผาสุกร่มเย็น ดังเช่นในหลวงทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ทุกประการ

 
 

วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐ .....
เด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้น ต่อมาโลกได้จารึกพระนามของพระองค์ไว้
ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาล เมานท์ออเบอร์น เป็นเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเชตต์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีเถาะ นพศกจุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐

มีพระนามเดิมว่า ..... พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี และ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นาง เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคมพุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลแบร์ก ประเทศเยอรมนี


๒๔๗๑ ..... หนึ่งชันษา ก่อนเสด็จกลับประเทศไทย

 
 

เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๑ ..... ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา กลับประเทศไทย ประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาในวันที่ ๑๔ กันยายนพุทธศักราช ๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกสวรรคต ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุได้ไม่ถึงสองพรรษา และเมื่อมีพระชนมายุได้ ๕ พรรษา ได้ทรงเข้ารับการศึกษาชั้นต้น ณ โรงเรียนมาแตร์ เดอี กรุงเทพมหานครฯ

จนถึงพุทธศักราช ๒๔๗๖ ..... จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และสมเด็จ พระบรมเชษฐาธิราช เพื่อทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษาในโรงเรียน Miremont ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ จากนั้น ทรงเข้าศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียน Ecole Nouvelle de la Suisse Romande, Chailly-sur Lausanne เมื่อทรงรับ ประกาศนียบัตร Bachelier es Letters จาก Gymnase Classique Cantonal แห่งเมืองโลซานน์แล้ว ทรงเข้า ศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแขนงวิชาวิทยาศาสตร์


๒๔๗๒ ..... สองชันษา ทำบุญ ช่วยกันปล่อยนก เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ
 
 

 


พุทธศักราช ๒๔๗๓ ..... ชุดลูกเสือปัตตานี
 
 

 


พุทธศักราช ๒๔๗๔ .....
ชั้นเด็กเล็ก ในโรงเรียนอนุบาลของมิสซิสเดวิส
 
 

พุทธศักราช ๒๔๗๕ .....
ทรงชุดละครไทย ซึ่งสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าประทานให้
 
 

พุทธศักราช ๒๔๗๖ .....
สำราญพระอิริยาบถ ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
 
 

พุทธศักราช ๒๔๗๗ .....
รัฐบาลกราบบังคมทูลเชิญ พระวงวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระเชษฐา
เสด็จขึ้นสืบราชสมบัติครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๘ แห่งบรมราชจักรีวงศ์
 
 

พุทธศักราช ๒๔๗๘ .....
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช พระอนุชา จึงทรงได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช
 
 

พุทธศักราช ๒๔๗๙ ..... สองพี่น้อง
 
 

พุทธศักราช ๒๔๘๐ .....
"รถลากไม้" ทรงประดิษฐ์ด้วยพระองค์เอง
 
 

พุทธศักราช ๒๔๘๑ .....
โดยเสด็จพระราชดำเนินตาม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทย
เป็นครั้งแรก แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์
 
 

พุทธศักราช ๒๔๘๒ .....
ประทับอยู่ ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒
 
 

พุทธศักราช ๒๔๘๓ ..... กิจกรรมหนึ่งที่ทรงโปรด
 
 

พุทธศักราช ๒๔๘๔ .....
ยามภาวะสงครามน้ำมันขาดแคลน ทรงจักรยานไปโรงเรียน
 
 

พุทธศักราช ๒๔๘๕ .....
สามพระองค์ กับ ลูกแมว สัตว์เลี้ยงที่ทรงโปรด
 
 

พุทธศักราช ๒๔๘๖ .....
ยามว่าง ทรงศึกษา ศิลปะ งานช่าง จากครูชาวฝรั่งเศส
 
 

พุทธศักราช ๒๔๘๗ .....
สองพี่น้องที่ไม่เคยอยู่ห่างกันเลย
 
 

พุทธศักราช ๒๔๘๘ .....
ทรงเป็นปราชญ์ แห่งคีตศิลป์ และในปีนี้ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง
 
 

พุทธศักราช ๒๔๘๙ .....
ทรงเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตโดย กระทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง รัฐสภาได้มีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้อัญเชิญ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๙ ในวันเดียวกัน แต่เนื่องจากยังมีพระราชกิจด้านการศึกษา จึงต้องเสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง ในเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัย แห่งเดิม ในครั้งนี้ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมาย และ วิชารัฐศาสตร์ แทนวิชาวิทยาศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม
 
 

พุทธศักราช ๒๔๙๐ .....
สมเด็จพระชนนี ทรงปลูกฝังให้พระราชโอรสตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา
 
 


พุทธศักราช ๒๔๙๑ ..... ระหว่างประทับอยู่ ณ สวิสเซอร์แลนด์ ทรงโปรดการขับรถยนต์ไปในที่ต่างๆ ทั่วยุโรป แล้ววันหนึ่งก็มีข่าวร้ายแก่ชาวไทย ข่าวด่วนจากวิทยุ บีบีซี ๑๓.๐๐ น. วันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แห่งประเทศไทย ประสบอุบัติเหตุเนื่องด้วยรถยนต์ ณ ที่แห่งหนึ่งใกล้ๆ เมืองโลซานน์ เมื่อค่ำวันที่ ๔ พระอาการค่อนข้างสาหัส สำนักข่าวรอยเตอร์ ก็ได้กระจายข่าวทั่วโลกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน ผู้มีชันษาครบ ๒๐ แห่งประเทศไทย ซึ่งทรงได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส เนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อคืนวันที่ ๔ นั้น ในตอนบ่ายวันที่ ๕ นี้ มีข่าวว่า ทรงมีพระอาการดีขึ้น และ พ้นขีดอันตรายแล้ว

 

 
  ข่าวจากโรงพยาบาลมอร์เซส แจ้งว่า ..... พระมหากษัตริย์ไทย ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสแถบพระพักตร์และพระเศียร แต่ไม่มีพระอัฐิส่วนใดแตกหรือเดาะเลย พระโลหิตตกมาก พระเนตรข้างขวาเศษกระจกเข้า แต่พระสติดีสามารถแจ้งนามพระองค์ได้ ทั้งนี้ รถยนต์พระที่นั่งชนกับรถยนต์บรรทุกคันหนึ่ง ข้างทะเลสาบเจนีวา เมืองมอนเน

ตามรายงาน ..... ของหลวงดิฐการภักดี อุปฑูตไทย ประจำสวิตเซอร์แลนด์ ในขณะนั้น กล่าวว่า ในคืนที่ทรงประสบอุบัติเหตุนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงขับรถพระที่นั่งไปถึงสี่แยกที่มีป้อมจราจรแห่งหนึ่ง และ พอดีกับตำรวจจราจรให้สัญญาณหยุด เพื่อให้ทางแก่จักรยานอีก ๒ คัน รถบรรทุกคันหน้าจึงหยุดกึกลงทันที ที่ได้รับสัญญาณจากตำรวจจราจร ขณะนั้นประจวบกับมีรถยนต์อีกคันหนึ่งขับสวนขึ้นมา และ เปิดไฟหน้าสว่างจ้า จึงทำให้พระเนตรพร่า มองไม่เห็นรถบรรทุกคันนั้น รถพระที่นั่งจึงชนเอาท้ายรถบรรทุกโครมใหญ่

สำหรับประเทศไทยนั้น ..... หนังสือพิมพ์รายวันได้ตีพิมพ์ข่าวร้ายนี้ทั่วถึงทุกฉบับ ชาวไทยทุกคนยามนั้น ต่างโศกเศร้า และ ทุกข์ร้อนกันทั่วหน้า และ ในวันที่ ๗ ตุลาคม เวลา ๑๖.๐๐ น. เศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้มีพระราชดำรัสโทรศัพท์ทางไกลตอบประธานคณะอภิรัฐมนตรี กรมขุนชัยนาทนเรนทร จากโรงพยาบาลที่ประทับว่า .....

ฉันปลอดภัยแล้ว ขอฝากความขอบใจมายังคณะผู้สำเร็จราชการ คณะอภิรัฐมนตรี
คณะรัฐบาล และ ประชาชนของฉัน ที่มีความห่วงใยในอาการป่วยของฉัน


เสด็จออกจากโรงพยาบาล ..... เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ แพทย์ผู้ถวายการรักษา แถลงว่าจะต้องใช้เวลาจนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ จึงจะรู้ผลเกี่ยวกับพระเนตร แพทย์ขอให้ทรงหยุดการศึกษาชั่วคราว จะทรงพระอักษรไม่ได้ ขอให้ทรงดำรัสแต่น้อย ไม่ควรเสด็จไปไหนในระยะนี้ เพื้อป้องกันพระเนตรที่ประชวรได้รับความกระทบกระเทือน
 
 


พุทธศักราช ๒๔๙๒ ..... วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ รัฐบาลได้แถลงต่อสภาฯ ว่า เมื่อต้นเดือนมกราคม นี้ แพทย์ได้ถอดผ้าปิดพระเนตรข้างขวาออก และ ได้ใช้ฉลองพระเนตรสีมัวๆ เพื่อให้ค่อยๆ ชินขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาในปลายเดือนจึงใช้ฉลองพระเนตรปกติ ทอดพระเนตรเห็นชัดขึ้น ทรงเล่นดนตรีได้พอสมควร เวลาอากาศดีๆ เสด็จประพาสโดยรถยนต์ หรือ ดำเนินเล่นช้าๆ ได้ ระวังไม่ให้ออกพระกำลังมากเกินไป พระอาการประชวรที่พระเนตร เนิ่นนานมาจนถึงต้นเดือนตุลาคม จึงมีข่าวยืนยันว่า พระเนตรที่มีพระประชวรหายแล้ว และ ทอดพระเนตรได้ทั้งสองข้างด้วย

ข่าวเกี่ยวกับพระอาการพระประชวรของ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ดีขึ้นเรื่อยจนเป็นปกติ ยังความชื่นชมโสมนัสแก่พสกนิกรเป็นที่ยิ่ง และ โดยเฉพาะพระธิดาของท่านทูตนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประสบอุบัติเหตุ และ มีอาการรู้สึกพระองค์แล้ว ได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้โทรเลขขออนุญาต ม.จ.นักขัตรมงคล กิติยากร ให้ส่ง ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เข้าเฝ้าถวายการอภิบาลรักษา ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ม.ล.บัว กิติยากร ผู้เป็นพระชนนี ได้นำธิดาทั้งสองเข้าเฝ้า แล้วถวายบังคมกลับกรุงลอนดอน โดยให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ประทับอยู่กับสมเด็จพระราชชนนีที่เมืองโลซานน์ และ ได้ศึกษาต่อที่นั่น นอกจากถวายการอภิบาลรักษาแล้ว เป็นที่ทราบกันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพอพระราชหฤทัยในฝีมือเปียโนของ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร และ ทรงฟังอยู่เสมอๆ หลังจาก เฝ้าถวายอภิบาลจน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระอาการทั่วไปคืนสู่ปกติแล้ว ม.ร.ว.สิริกิติ์ ได้กราบถวายบังคมลากลับไปพำนักกับพระบิดาที่ประเทศอังกฤษ

ฟ้าสดใสหลังพายุก็มาถึง ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และ สมเด็จพระราชชนนี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพบ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และ หม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร ได้รับสั่งเรื่องการหมั้น หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการหมั้นอย่างส่วนพระองค์จริงๆ ทำกันเฉพาะในครอบครัวเท่านั้น ไม่มีผู้ใดระแคะระคายเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นำแหวนเพชรทำเป็นหนามเตยรูปหัวใจ ของสมเด็จพระราชบิดา ที่เคยประมานแด่สมเด็จพระราชชนนี มอบแก่ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล เพื่อให้เป็นพระธำมรงค์หมั้น หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร

หมายเหตุ ::: หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ภายหลังได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลฯ เป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล และ พระวงวงศ์เธอกรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ ตามลำดับ

 
 


พุทธศักราช ๒๔๙๓ ..... แม้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ยังทรงมีพระสุขภาพอนามัยไม่ปกตินัก และ แพทย์ผู้ถวายการรักษามิใคร่ยอมให้เสด็จพระราชดำเนินหนทางไกลๆ แต่ก็ได้ตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินนิวัติประเทศไทย เนื่องจากมีพระราชกรณียกิจสำคัญๆ ถึง ๓ ประการ คือ

- พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช
- พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส
- พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปวงชนชาวไทย ต่างร่ำร้องให้พระองค์คืนสู่ประเทศ

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ..... ให้ตั้งการ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓

ต่อมาในวันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ..... ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนัก สมเด็จพระศรีสวริน ทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรม ราชโองการ โปรดเกล้าฯให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ..... โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระบรมนามาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

พร้อมทั้งพระราชทานพระปฐม บรมราชโองการว่า .....
เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

และ ในโอกาสนี้ ..... ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติ
สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี

 
 


พุทธศักราช ๒๔๙๔ ..... หลังจากเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรักษาพระสุขภาพ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามที่คณะแพทย์ได้ถวายคำแนะนำ และ ระหว่างที่ประทับในเมือง โลซานน์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลพระราชธิดาพระองค์แรกคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งประสูติ ณ โรงพยาบาลมองซัวซีส์ เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๔

เมื่อ ..... สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกเจริญพระชันษาได้ ๗ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนคร ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากนั้นทรงย้ายที่ประทับไปประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เนื่องจากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงพระตำหนักจิตรลดารโหฐานสำหรับเป็นที่ประทับแทนการ ที่รัฐบาลจะจัดสร้างพระตำหนักขึ้นใหม่ และ ที่พระที่นั่งอัมพรสถานนี้เอง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีมีพระประสูติกาลพระราชโอรสและพระราชธิดาอีกสามพระองค์

 
 


พุทธศักราช ๒๔๙๕ ..... สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระประสูติกาล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ประสูติ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์สยามมกุฎราชกุมาร และ ในวันนั้นประชาชนชาวไทยทั้งชาติ ต่างใจจดใจจ่อต่อข่าวที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะมีประสูติกาล ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ต่างเฝ้าหวังและภาวนาขอให้เจ้าฟ้าพระองค์นี้เป็นชาย ต่างสมหวัง และ ชื่นชมกันทั่วหน้า

 
 

พุทธศักราช ๒๔๙๖ .....
ในหลวง และ พระราชินี พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดา
 
 


พุทธศักราช ๒๔๙๗ .....
สถานีวิทยุ อส. เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างในหลวงกับพสกนิกร

 
 


พุทธศักราช ๒๔๙๘ ..... ทูลกระหม่อมน้อย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๘ ต่อมาในพุทธศักราช ๒๕๒๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรรัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี

และจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ..... ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่างๆ เป็นประจำ ได้ทรงพบเห็นท้องถิ่นหลายๆ แห่ง ประสบปัญหาความแห้งแล้งหรือขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคและการทำเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูเพาะปลูก เกษตรกรจะประสบความเดือดร้อน ทุกข์ยากมาก เนื่องจากบางครั้งฝนได้ทิ้งช่วงนาน หรือภาวะฝนทิ้งช่วงเกิดในระยะวิกฤติของพืชผล คือพืชอยู่ในระยะที่กำลังให้ผลผลิตต่ำ หรืออาจจะไม่มีผลผลิตให้เลย ดังนั้นภาวะฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วงในแต่ละครั้ง แต่ละปี จึงสร้างความเดือดร้อนและความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรเป็นอย่างสูง นอกจากนี้ ภาวะความต้องการใช้น้ำนับวันจะทวีปริมาณความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ตามอัตราการเพิ่มของประชากร การขยายพื้นที่เกษตรกรรมและการเจริญเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรม

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล ..... และทรงความอัจฉริยะในพระองค์ท่าน ดังนั้นในปีพุทธศักราช ๒๔๙๘ จึงได้มีพระราชดำริค้นหาวิธีการที่จะทำให้เกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติ โดยนำเทคโนโลยีนำสมัยและทรัพยากรที่มีอยู่ประยุกต์กับศักยภาพของการเกิดฝนในเขตร้อนเช่นประเทศไทย มุ่งขจัดปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว และทรงมีพระราชหฤทัยเชื่อมั่นว่าวิธีการดังกล่าวนี้ จะทำให้การพัฒนาระบบการจัดทรัพยากรน้ำของชาติ เกิดความพร้อมและครบบริบูรณ์ตามวัฏจักรของน้ำ คือ

๑. การพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำใต้ดิน
๒. การพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำผิวดิน
๓. การพัฒนาการจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ ..... ฯลฯ

 
 


พุทธศักราช ๒๔๙๙ ..... ครั้งหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของพุทธศาสนิกชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงผนวชเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และ ประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการทรงปฏิบัติราชการแผ่นดินแทนพระองค์ตลอดเวลา ๑๕ วันที่ทรงผนวชอยู่ และ จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อย เป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในปีเดียวกันนั้นเอง

พระบรมราชินีนาถ ..... มีความหมายว่า กษัตริย์ผู้หญิง นับเป็นพระบรมราชินีองค์ที่สอง แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้รับสถาปนาเป็น พระบรมราชินีนาถ องค์แรกคือ สมเด็จพระนางเจ้าเสวภาผ่องศรี หรือในกาลต่อมาคือ สมเด็จพระศรีพัชรินทร์ทราพระบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง ซึ่งทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ตลอดระยะเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสทวีปยุโรปครั้งแรก

และในปีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ..... ก็ยังทรงเชื่อมั่นในพระราชหฤทัยว่า ด้วยลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศของประเทศ จะสามารถดำเนินการให้บังเกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติ และ จะต้องมีผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน ดังนั้นในปีพุทธศักราช ๒๔๙๙ จึงได้ทรงพระมหากรุณาพระราชทาน โครงการพระราชดำริ "ฝนหลวง" ให้หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล รับไปดำเนินการศึกษาวิจัยและการพัฒนากรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็ว

 
 


พุทธศักราช ๒๕๐๐ .....
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงฉายพระรูปนี้ เมื่อแรกประสูติ ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐ และ ในวันที่ ๓๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐ หลังจากทรงประกอบพิธี เฉลิมพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งได้ต่อเติมขึ้นใหม่แล้ว ได้ทรงย้ายที่ประทับจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต กลับไปประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จนถึงปัจจุบัน

 
 


พุทธศักราช ๒๕๐๑ .....
รถไฟพระที่นั่งไปถึงแห่งหนไหน ก็นำความปลาบปลื้มใจไปสู่แห่งหนนั้น

 
 


พุทธศักราช ๒๕๐๒ .....
สมเด็จพระชนนีฯ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จเยือนต่างประเทศ

 
 


พุทธศักราช ๒๕๐๓ .....
ทรงดนตรีร่วมกับนักดนตรีระดับโลก มิสเตอร์เบนนี่ กู๊ดแมน เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเริกา ผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และ ผู้ที่เคยได้ร่วมเล่นดนตรีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เล่าถึงพระราชอัจฉยริภาพในการพระราชนิพนธ์เพลงว่า ทรงแต่งเพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย ครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัยหยิบฉวยซองจดหมายได้ก็ทรงตีเส้น ๕ เส้น แล้วทรงเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นโดยฉับพลัน จึงได้เพลง "เราสู้" มา

 
 


พุทธศักราช ๒๕๐๔ ..... โครงการส่วนพระองค์ในสวนจิตรลดา เริ่มขึ้นมากมาย โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และ ได้ทราบถึงปัญหาต่างๆที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพสกนิกรของพระองค์ โดยเฉพาะทางด้านการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และอื่นๆ จึงมีพระราชดำริที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้น โดยใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐานเป็นที่ตั้งของโครงการส่วนพระองค์เกี่ยวกับการเกษตร คล้ายกับจำลองความเป็นอยู่ และ การประกอบอาชีพของราษฎรจากภาคต่างๆ ทั่วประเทศมาอยู่ในบริเวณที่ประทับ เพื่อจะได้ทดลองหาวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ถูกต้องและตรงจุดด้วยพระองค์เอง

โครงการส่วนพระองค์ฯแบ่งออกเป็น ๒ แบบ คือ
๑. โครงการแบบไม่ใช่ธุรกิจ
๒. โครงการแบบกึ่งธุรกิจ

วัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน
๑. เป็นโครงการทดลอง
๒. เป็นโครงการตัวอย่าง
๓. เป็นโครงการซึ่งไม่หวังผลกำไรตอบแทน

ในการดำเนินงานของโครงการส่วนพระองค์ฯนั้น ..... ได้เน้นหนักให้เห็นถึงการใช้ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ และปัจจัยทางการเกษตรที่ประเทศไทยเรามีอยู่ นำมาใช้สอยอย่างประหยัด และให้ได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยขั้นตอนการผลิตที่สามารถทำได้ไม่ยากนัก โดยคำนึงถึงการใช้ปัจจัยทางการเกษตรและวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการประหยัดทั้งงบประมาณและเวลา อีกทั้งอาศัยความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการศึกษาค้นคว้าและทดลอง เพื่อรวบรวมข้อมูลและผลที่ได้จากการทดลองนำไปเผยแพร่เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการเกษตร และประชาชนทั่วไปที่สนใจในโครงการส่วนพระองค์ฯ นี้

 
 


พุทธศักราช ๒๕๐๕ ..... ทรงดนตรีร่วมกับวง อส.วันศุกร์ เพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยแหลมตะลุมพุก มีผู้ใกล้ชิดพระองค์เล่าว่า พระองค์ทรงดนตรีได้ทุกแห่ง ครั้งหนึ่งทรงล่องเรือแบบเรือแจว และนั่งเล่นดนตรีไปกับข้าราชบริพารบนเรือลำเล็กๆ บริเวณทุ่งนารังสิตคลอง ๓ คราวเสด็จพระราชดำเนินประพาสบ้านนาของ ตระกูลสนิทวงศ์

แล้วพระองค์ยังปลูกฝัง ..... ให้พระราชโอรส และ พระราชธิดา รักการดนตรีและเสียงเพลงอีกด้วย ยังปรากฏให้พวกเราพสกนิกรได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงดนตรีร่วมกับ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ในช่วงเวลาหนึ่งนั้นเสมอๆ และในปัจจุบันเราก็ยังได้เห็นสมเด็จพระเทพฯ ทรงดนตรีไทยแสดงร่วมกับวงนาฏศิลป์อยู่เป็นประจำทุกๆปี และที่ปรากฎในจอทีวี ก็มีทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ได้ขับร้อง "เพลงกษัตริยา" ได้ไพเราะ พร้อมด้วยพระอัจฉริยภาพด้านการแสดงละคร ให้พวกเราได้ชื่นชมในความสามารถของทูลกระหม่อมฯ อีกแขนงหนึ่ง

 
 


พุทธศักราช ๒๕๐๖ .....
เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค

พยุหยาตราสถลมารค .....
เมื่อครั้งอดีตเราจะเห็นภาพ ริ้วกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค
ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อเสด็จไปนมัสการปูชนียวัตถุ
ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร

พยุหยาตราสถลมารค .....
ก็คือการเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ทางบก นั่นเอง

 
 


พุทธศักราช ๒๕๐๗ .....
สถาบันดนตรี และ ศิลปะ แห่งกรุงเวียนนา ถวายปริญญากิตติมศักดิ์
ในฐานะที่ทรงเป็นนักดนตรีแจ๊ส และ คีตกวี

 
 


พุทธศักราช ๒๕๐๘ ..... ประทับแรมกลางป่า คราวเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทางภาคเหนือ ในหลวงเสด็จเยี่ยมชาวเขาในหมู่บ้านต่าง..ต่างของภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ทอดพระเนตรเห็นสภาพความเป็นอยู่อันยากลำบากของชาวเขา รวมทั้งสภาพป่าที่ถูกทำลาย อันจะส่งผลต่อไปยังสภาพต้นน้ำลำธารของประเทศ ในหลวงจึงสนับสนุนให้มีการวิจัยไม้เมืองหนาว เพื่อช่วยให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น หันมาปลูกพืชที่ทำการวิจัยแทน ทั้งยังเป็นการเปลี่ยนวิธีการปลูกพืชที่ต้องถางป่าทำลายหน้าดิน ให้เป็นวิธีการปลูกที่ถูกต้องเหมาะสม โดยมีผู้เชียวชาญทางด้านเกษตรกรรมให้คำแนะนำแก่ชาวเขาอย่างใกล้ชิด

ปัจจุบันเวลาที่ผ่านมากว่า ๓๐ ปี ..... ของโครงการหลวงฯ ได้สร้างชีวิตใหม่และทำให้คนไทยกลุ่มหนึ่งมีอาชีพและมีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าเดิม อย่างเห็นได้ชัด ทุกวันนี้ เด็ก..เด็ก ชาวเขาในบริเวณโครงการหลวงฯ ได้ไปโรงเรียน พวกผู้ใหญ่มีงานทำ สุขภาพอนามัยของพวกเค้าดีขึ้น เพราะมีแพทย์ พยาบาล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขึ้นไปดูแลอยู่อย่างสม่ำเสมอ แล้วพวกเราชาวไทยทั้งประเทศ ก็พลอยได้รับของขวัญที่มีค่ามหาศาล นั่นคือเรามีป่าไม้ และ ต้นน้ำลำธารเป็นแหล่งชีวิตของพวกเราต่อไปอีกนานเท่านาน

 
 


พุทธศักราช ๒๕๐๙ .....
กีฬาเรือใบเป็นกีฬาที่ทรงโปรด พระปรีชาสามารถทางด้านการช่างของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ปรากฏอย่างเด่นชัดในการออกแบบ และ สร้างเรือใบด้วยพระองค์เอง ตั้งแต่เริ่มประกอบตัวเรือจนถึงการทาสี ได้แก่ เรือใบมด การต่อเรือใบมดนี้ ทรงใช้วัสดุภายในประเทศ และทรงทดสอบด้วยการนำไปแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถเอาชนะเรือใบประเทศอื่นได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังทรงออกแบบและสร้างเรือใบอีกหลายประเภท คือ เรือใบซุปเปอร์มด เรือใบไมโครมด ซึ่งเป็นที่นิยมเช่นเดียวกับเรือใบมด

 
 


พุทธศักราช ๒๕๑๐ .....
นอกจากพระปรีชาสามารถทางด้านการออกแบบ และ สร้างเรือใบแล้ว พระองค์ยังทรงสนพระราชหฤทัยในกีฬาเรือใบ ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบ ทรงร่วมการแข่งขันด้วยพระองค์เอง และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วย เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์ฯ ทรงชนะเลิศการแข่งขันกีฬาเรือใบ และ ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองในการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทองครั้งที่ ๔ ที่ประเทศไทย ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๐

 
 


พุทธศักราช ๒๕๑๑ ..... แม้เพียงครั้งหนึ่งในชีวิต ก็คุ้มค่าแล้วที่เกิดมาเป็นคนไทย เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นตอนหนึ่งในสี่สิบเรื่องของหนังสือ "ที่สุดของหัวใจ" ที่เป็นความผูกพันของคนไทยกับในหลวงซึ่งประทับอยู่ในหัวใจของผู้ที่ได้มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท อ่านแล้วไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดคนไทยถึงรักในหลวงได้มากมายถึงเพียงนี้ ด้วยรู้แล้วว่าในหลวงพระองค์นี้ทรงรักประชาชนยิ่งกว่าพระองค์เอง

น้ำลดหรือยัง โดย ถาวร ชนะภัย ..... หลายปีมาแล้วเมื่อครั้งน้ำท่วมภาคใต้ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้รับผลกระทบหนักที่สุดเป็นช่วงเวลาที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยได้นำเครื่องโทรพิมพ์ มาติดตั้งที่ห้องทรงงานใหม่ๆ ข้าราชสำนักท่านหนึ่งกรุณาเล่าให้ฟังว่า แม้ดึกดื่นที่ยงคืนแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ยังไม่เสด็จขึ้นห้องพระบรรทม แต่ทรงคอยติดตามข่าวเรื่องอุทกภัย ที่หาดใหญ่อยู่อย่างใกล้ชิดด้วยทรงห่วยใยราษฏร จึงทรงส่งคำถามผ่านเครื่องโทรพิมพ์ด้วย พระองค์เอง ถามไปทางหาดใหญ่ว่า .....

"น้ำลดแล้วหรือยัง" โดยที่ไม่ทราบว่า ผู้ส่งคำถามมานั้น คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คำตอบที่มีผ่านมาทางเครื่องโทรพิมพ์เมื่อเวลาตีสองตีสาม มีข้อความที่ตอบด้วยความไม่พอใจว่า "ถามอะไรอยู่ได้ดึกดื่นป่านนี้แล้ว คนเขาจะหลับจะนอน แต่ตอนท้ายของคำตอบก็ไม่ลืมที่จะบอกด้วยว่า "น้ำลดแล้ว"

ไม่ต้องกั้น โดยดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ..... มีอยู่ครั้งหนึ่งเสด็จฯ ไปที่เซ็นทรัลวันที่มีประชุมรัฐสภาโลก วันนั้นผมจำได้ ผมติดอยู่บนท้องถนนฝนตก ผมก็มีวิทยุ เลยได้ยินรับสั่งมากับตำรวจมาเลย "วันนี้ไม่ต้องกั้นรถ" ทรงเข้าใจความทุกข์ของราษฏรอยู่ตลอดเวลาวันนี้เป็นวันฝนตกรถติดกันอย่างมหาศาลถ้าขืนต้องไปติดขบวนอีก สร้างความทุกข์ให้กับประชาชน ทรงวิทยุบอกตำรวจว่า "ขบวนจะแล่นไปพร้อมกับรถของประชาชนไม่ต้องกั้น เคลื่อนที่ไปพร้อมกัน"

ลุงวาเด็ง โดย มนูญ มุกข์ประดิษฐ์ ..... วันนี้ลุงวาเด็งพาแววตาที่เป็นประกายมาเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยชุดเต็มยศครึ่งท่อน คือสวมกางเกงตัวเดียวไม่สวมเสื้อไม่มีที่ไหนในโลกอีกแล้วที่สามัญชนคนธรรมดาไม่ว่าจะอยู่ในเสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆ ก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกันที่จะเข้าใกล้ชิดพระองค์บอกเล่าความทุกข์สุขกับพระเจ้าแผ่นดินของเขาได้อย่างเสมอภาคกันถ้วนหน้าเช่นนี้ ลุงวาเด็งดีใจที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินมาถึงหน้าบ้านจึงเหลียวซ้ายแลขวาหลายครั้งผิดปกติ ในที่สุดก็ได้กราบบังคมทูลอย่างฉะฉานว่า .....

"พระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทั้งทีไม่มีอะไรจะถวาย ผลไม้ในสวนเพิ่งเก็บขายไป ได้เงินมาสองหมื่นบาท
ก็นำเงินไปซื้อเครื่องปั๊มน้ำมาได้ 1 เครื่อง ถอดเอาขึ้นรถและขนไปเลยขอถวายพระเจ้าอยู่หัว"

ข้าวผัดไข่ดาว โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ..... วันหนึ่งเสด็จฯ เขาค้อเปิดอนุสาวรีย์ พอเปิดอนุสาวรีย์เสร็จ พระองค์ท่านก็ขอกลับไปที่พระตำหนัก เพื่อจะทรงเปลี่ยนฉลองพระบาท เพราะเดี๋ยวจะไปดูงานในป่าในดง เราก็ไม่ได้ทานข้าว ไม่มีใครทานข้าว ตอนนั้นบ่ายสองโมงแล้วก่อนจะเปลี่ยนฉลองพระบาทสักยี่สิบนาทีน่าจะพุ้ยข้าวทัน ก็รีบวิ่งไปห้องอาหารที่เตรียมไว้ปรากฏว่าพวกที่ไม่ได้ตามเสด็จเขาทานกันหมดแล้ว ในนั้นจึงเหลือข้าวผัดติดก้นกระบะกับมีไข่ดาวทิ้งแห้งไว้ ๓ - ๔ ฟอง เราก็ตักเห็นมีข้าวอยู่จานหนึ่งวางไว้มีข้าวผัดเหมือนอย่างเรา ไข่ดาวโปะใบหนึ่งมีน้ำปลาถ้วยหนึ่งวางอยู่ เพื่อนผมก็จะไปหยิบมา มหาดเล็กบอกว่า .....

"ไม่ได้ๆ ของพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านรับสั่งให้มาตัก" ดูสิครับตักมาจากก้นกระบะเลย ผมนี่น้ำตาแทบไหลเลย ท่านเสวยเหมือนๆ กันกับเรา ..... ฯลฯ

เรื่องประทับใจ ..... น่าปลื้มใจมากที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย คราใดที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวลนั้น จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปยังท้องที่ห่างไกลทุรกันดารย่านหัวหิน หนองพลับแก่งกระจาน ด้วยพระองค์เอง ทำนองเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ห้า โดยที่ราษฎรไม่รู้ตัวล่วงหน้าว่าทรงมาถึงแล้ว วันหนึ่งทรงขับรถยนต์พระที่นั่งผ่านไปถึงยังบริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านหมู่บ้านห้วยมงคล อำเภอหัวหิน ซึ่งราษฎรกำลังช่วยกันตบแต่งประดับซุ้มรับเสด็จกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง และไม่คาดคิดว่าเป็นรถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์ ต้องให้ในหลวงเสด็จฯ ก่อนแล้วพรุ่งนี้ถึงจะลอดผ่านซุ้มได้ วันนี้ห้ามลอดผ่านซุ้มนี้ เพราะขอให้ในหลวงผ่านก่อนนะ ทรงขับรถพระที่นั่งเบี่ยงข้างทางไม่ลอดซุ้มดังกล่าว วันรุ่งขึ้นเมื่อทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านเดิมนั้น อย่างเป็นทางการ พร้อมคณะข้าราชบริพารผู้ติดตาม และ ทรงมีพระดำรัส ทักทายกับชายผู้นั้น ที่เฝ้าอยู่หน้าซุ้มเมื่อวันวานว่า "วันนี้ฉันเป็นในหลวง คงผ่านซุ้มนี้ได้แล้วนะ ..."

อีกครั้งหนึ่งที่ภาคอีสาน ..... เมื่อเสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยมบนบ้านของราษฎรผู้หนึ่ง ที่คณะผู้ตามเสด็จทั้งหลาย ออกแปลกใจในการกราบบังคมทูลที่คล่องแคล่ว และ ใช้ราชาศัพท์ได้อย่างน่าฉงน เมื่อในหลวงมีพระราชปฏิสันถารถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ดีนี้ จึงมีคำกราบทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้าเป็นโต้โผลิเกเก่า บัดนี้มีอายุมากจึงเลิกรามาทำนาทำสวน พระพุทธเจ้าข้า ... " มาถึงตอนสำคัญที่ทรงพบนกในกรงที่เลี้ยงไว้ที่ชานเรือน ก็ทรงตรัสถามว่า ... "เป็นนกอะไรและมีกี่ตัว" พ่อลิเกเก่ากราบบังคมทูลว่า "มีทั้งหมดสามตัว พระมเหสีมันบินหนีไป ทิ้งพระโอรสไว้สองตัว ตัวหนึ่งที่ยังเล็ก ตรัสอ้อแอ้อยู่เลย และ ทิ้งให้พระบิดาเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว" เรื่องนี้ ดร.สุเมธเล่าว่าเป็นที่ต้องสะกดกลั้นหัวเราะกันทั้งคณะไม่ยกเว้นแม้ในหลวง .... ฯลฯ

 
 


พุทธศักราช ๒๕๑๒ ..... พ่อหลวงเสด็จมาแล้ว พระราชดำริด้านการป่าไม้ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเล่าถึงแรงบันดาลใจ ในความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ป่า น้ำดิน ซึ่งโยงใยมีผลกระทบต่อกัน ตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ว่า ... อาจมีบางคนเข้าใจว่า ทำไมถึงสนใจเรื่องชลประทาน หรือ เรื่องป่าไม้ จำได้เมื่ออายุ ๑๐ ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดินแล้วให้เขียนว่า ภูเขาต้องมีป่า อย่างนั้น เม็ดฝนลงมาแล้วจะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไป ไปทำความเสียหาย ดินหมดจากภูเขา เพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้ เรื่องการอนุรักษ์ ดิน และเป็นหลักของชลประทานที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน จะทำให้เดือด ร้อนตลอด ตั้งแต่ดินภูเขาจะหมด ไปกระทั่งการที่จะมีตะกอนลงมาในเขื่อน มี ตะกอนลงมาในแม่น้ำทำให้น้ำท่วมนี่นะ เรียนมาตั้งแต่อายุ ๑๐ ขวบ ..... การที่ทรงเห็นความสำคัญของปัญหาป่าเสื่อมโทรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านอื่นๆ ไม่เฉพาะแต่ปัญหาเรื่องดิน เรื่องน้ำเท่านั้น หากโยงใยถึง ปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง คุณธรรมและระบบนิเวศน์ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้แนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาป่า มิได้เป็นกิจกรรมที่ดำเนินไปอย่าง โดดๆ หากแต่รวมเอางานพัฒนาที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด เข้าไปทำงานในพื้นที่ อย่างประสานสัมพันธ์กัน แนวพระราชดำริด้านการป่าไม้ จำแนกออกเป็นหมวดหมู่ตามงาน ได้ดังนี้

1..... การอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม
2..... การฟื้นฟูสภาพป่าและการปลูกป่า
3..... การพัฒนาเพื่อให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน

โครงการพัฒนาดอยตุง พื้นที่ทรงงาน ..... อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ก็เป็นโครงการฯ หนึ่ง สภาพโดยทั่วไปตั้งอยู่ในเขตบางส่วนของอำเภอแม่สาย และอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ ๙๓,๕๑๕ ไร่ หรือ ๑๔๙,๖๕๒ ตารางกิโลเมตร มีสภาพหนาวเย็นตลอดปี ภูมิประเทศส่วนใหญ่ เป็นภูเขาสูง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารต่างๆ ในภาคเหนือ สภาพป่าบางส่วนเป็นป่าเสื่อมโทรมประกอบด้วย กลุ่มบ้านรวมทั้งสิ้น ๒๗ หมู่บ้าน/กลุ่มบ้าน ๑,๖๐๒ ครัวเรือน มีครัวเรือนขนาดใหญ่เล็กต่างๆ กัน โดยเฉลี่ยประมาณ ๕๙.๓๐ ครัวเรือนต่อกลุ่มบ้าน โดยกลุ่มบ้านที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ บ้านห้วยน้ำขุ่นมีจำนวน ๔๐๒ ครัวเรือน และครัวเรือนที่เล็กที่สุด ได้แก่ บ้านเล่าล่อโจ๋ มีจำนวน ๖ ครัวเรือน ประชากรทั้งหมดประกอบด้วยชาว ไทยภูเขา ได้แก่ อีก้อ มูเซอ ลีซอ เย้า ลั้วะ และชนกลุ่มน้อย มีไทยใหญ่ และ จีนฮ่อ ตลอดจนชาวไทย พื้นราบ โดยประชากรในพื้นที่มีรายได้ส่วนใหญ่จากการ ประกอบอาชีพรับจ้าง รองลงมาได้แก่ การเกษตรกรรม

โครงการพัฒนาดอยตุง ..... พื้นที่ทรงงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาที่สนองแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี ในอันที่จะพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เคยเสื่อมโทรมให้กลับมีสภาพที่อุดมสมบูรณ์ดังเดิม การแก้ไขปัญหาความยากจนและสุขภาพอนามัย ของราษฎรในพื้นที่ ตลอดจนเป็นการลดความรุนแรงของปัญหาพืชเสพติดในพื้นที่ ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการ พัฒนาได้หันมาให้ความสำคัญและมุ่งมั่นในการดำเนินงาน เพื่อสนองพระราชดำริจนประสบผลสำเร็จ และปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามเพื่อให้การดำเนินงานโครงการพัฒนาดอยตุง พื้นที่ทรงงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกิดการต่อเนื่องมีความสมบูรณ์ ตลอดจนเกิดการ พัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนราษฎรในพื้นที่สำหรับการดำเนินงาน ให้ปรากฎผลสำเร็จตามแนวพระราชดำริต่อไป

 
 


พุทธศักราช ๒๕๑๓ ..... เฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระชนนีศรีสังวาลย์เป็น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี การสำเร็จราชการแทนพระองค์ของสมเด็จพระชนนีฯ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อานันทมหิดล สมเด็จพระชนนีฯ ประทับอยู่ในต่างประเทศเกือบตลอดเวลา จึงมิได้มีพระราชภารกิจในประเทศมากเท่าใดนัก ต่อมาเมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลปัจจุบัน พระองค์ไม่มีพระราชภาระในการถวายพระอภิบาลดังกาลก่อน จึงมีเวลาว่างเสด็จกลับมาประทับที่พระตำหนักวังสระปทุมได้บ่อยครั้ง และ ได้มีวโรกาสที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เพื่อแผ่นดิน และ ประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หลายครั้งตามเหตุผลในประกาศพระบรมราชโองการว่า สมควรจะได้รับพระราชภารกิจนี้ เช่น ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา และ ประเทศทางยุโรป ประมาณ ๗ เดือน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ - ๒๕๐๓ ในการนี้ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอย่างสมบูรณ์ต่างพระเนตรพระกรรณได้อย่างดี ทรงลงพระนามในกฎหมาย และ ประกาศสำคัญหลายฉบับ ฯลฯ

นับว่า ..... สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินที่เป็นสตรีพระองค์ที่ ๓ นับแต่สมเด็จพระพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๕ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลปัจจุบัน

 
 


พุทธศักราช ๒๕๑๔ ..... ฝนหลวง พรมสู่ผืนดินที่แห้งแล้ง ทรงเชื่อมั่นในพระราชหฤทัยว่า ด้วยลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศของประเทศ จะสามารถดำเนินการให้บังเกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติ และ จะต้องมีผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน ดังนั้นในปีพุทธศักราช ๒๔๙๙ จึงได้ทรงพระมหากรุณาพระราชทาน โครงการพระราชดำริ "ฝนหลวง" ให้หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล รับไปดำเนินการศึกษาวิจัยและการพัฒนากรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็ว

จากนั้น ..... พระองค์ทรงคิดค้นและพัฒนาฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นที่ทรงโปรดให้เรียกว่า SUPER SANDWICH เป็นการโจมตีเมฆทั้งในระดับเมฆอุ่นและเมฆเย็นพร้อมกัน โดยใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติดูดซับความชื้นได้ดี ทั้งในอุณหภูมิที่สูง และต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เป็นตัวเร่งให้เกิดกระบวนการเกิดฝน และให้ฝนตกกระจายสม่ำเสมอ ลงสู่พื้นที่เป้าหมายด้วยปริมาณที่สูงกว่า และครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่าฝนตามธรรมชาติได้สำเร็จ

ในปีนี้ ..... ปวงชนชาวไทยต่างมีความจงรักภักดีเป็นที่ยิ่งดังปรากฏว่า ในวาระสำคัญ เช่น ศุภวาระเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๒๕ ปี ก็มีพระราชพิธีรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๑๔

 
 


พุทธศักราช ๒๕๑๕ ..... สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ประสูติเมื่อ ๒๘ กรกฏคม ๒๔๙๕ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมาทรงได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อ ๒๘ กรกฏคม ๒๕๑๕

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ..... ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริพร้อมด้วยพระราชวงศานุวงศ์ กับเสนาบดีและข้าราชการ ผู้ใหญ่ผู้น้อยเห็นพร้อมกันว่า ตำแหน่งยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งเรียกว่าสมเด็จหน่อพุทธเจ้า อันได้ตั้งขึ้นไว้แต่ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ในจุลศักราช ๗๒๒ นั้น และเป็นตำแหน่งอันสมควร ซึ่งจะใช้เป็นแบบอย่างสืบต่อกันไป ภายหน้า

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ..... เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกในพระบรมราชจักรีวงศ์ คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวิรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๑ พระองค์ทรงเป็นพระราชปิโยรสซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดและไว้วางพระราชหฤทัยให้ทรงประกอบ พระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อยู่เสมอ แต่พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นรัชทายาทอยู่เพียง ๗ ปี ก็ประชวรทิวงคตด้วยโรคพระวักกะพิการ เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ ขณะทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๖ พรรษาเศษ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ..... สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ที่สองในพระบรมราชจักรีวงศ์ คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๓ ตรงกับวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง โทศก จุลศักราช ๑๒๔๒ ทรงได้รับพระราชทานพระนามเมื่อแรกประสูติว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตด้วยโรคพระอันตะอักเสบ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ เวลา ๐๑.๔๕ น. และด้วยพระปรีชาญาณทางด้านอักษรศาสตร์อันเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน เมื่อเสด็จสวรรคตแล้วปวงชนชาวไทยจึงได้พร้อมกันถวายพระสมัญญาภิไธยว่า “ สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ”

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ..... สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ที่สาม ในพระบรมราชจักรีวงศ์ คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะโรง จัตวาศก จุลศักราช ๑๓๑๔ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงได้รับพระราชทานพระนามเมื่อแรกประสูติว่า “ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ์ เทเวศธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรม ขัตติยราชกุมาร ”

พุทธศักราช ๒๕๑๖ ..... กระแสพระราชดำรัสที่ทำให้คนไทยเลิกทำร้ายกันเอง ในช่วงของเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองยุคใหม่ของไทยที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นการลุกฮือ ของประชาชนนับแสนๆคน เพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร เป็นการเปิดประวัติศาสตร์บทบาทใหม่ทางการเมืองไทย ในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วรัฐบาลนายสัญญาได้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แก่นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนที่เดินขบวนในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในปลายปี ๒๕๑๗

เวลาที่เกิดเหตุการณ์ ..... วันที่ ๑๔–๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ ชนวนของเหตุการณ์ เรียกร้องให้ปล่อยตัว ๑๓ ผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญที่ถูกจับกุมตัวในข้อหากบฏ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคมเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการประท้วงคำสั่งลบชื่อนักศึกษารามคำแหงเก้าคน การประท้วงนี้ยังเสนอให้รัฐบาล ประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายในเวลาหกเดือน ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยมีการปกครองภายใต้รัฐบาลทหารโดยไม่มีรัฐธรรมนูญ ในสมัยของรัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจรก็มีเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สั่งสมให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจรัฐบาล เช่น เมื่อนักการเมืองระดับสูงใช้ยุทโธปกรณ์ลาสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ฯ เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๑๖ และภาวะข้าวสาร ขาดแคลน ขณะที่บทบาททางการเมืองของนักศึกษาชัดเจนและเข้มแข็งขึ้น หลังจากที่ ประสบความสำเร็จ มาแล้วจาก การเป็นผู้นำสัปดาห์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๕ ในวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๑๖ นักศึกษาจัดให้มีการประท้วงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อเรียกร้องให้ รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้ง ๑๓ คน มีนักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชนมาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนประมาณ ๕ แสนคน เที่ยงตรงของวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๑๖ ฝูงชนเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สู่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยและลานพระบรมรูปทรงม้า การเจรจาระหว่างนักศึกษากับฝ่ายรัฐบาลดำเนินไปจนถึง เวลาดึกของวันเดียวกัน การนองเลือดเริ่มต้นเวลาเช้ามืดของวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เมื่อตำรวจคอมมานโดบุกเข้าตี นักศึกษาที่กำลังจะแยกย้ายกันกลับบ้านอยู่แล้ว ข่าวการทารุณของตำรวจคอมมานโดแพร่ไปทั่วกรุงเทพฯ นักเรียน นิสิตนักศึกษา ประชาชนที่มีแต่ระเบิดขวด ท่อนไม้ และ ก้อนหิน ปะทะกับทหารตำรวจอาวุธ ครบมือ เหตุการณ์ลุกลามไปทั่วบริเวณหน้ากรมลุกลามไปทั่วบริเวณหน้ากรมประชาสัมพันธ์ หน้าวัด ชนะสงคราม สะพานผ่านฟ้าฯ ถนนราชดำเนินกลางและถนนราชดำเนินนอก

เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคมสิ้นสุดลง ..... เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร หรือตามที่เรียกกันในขณะนั้นว่า “สามทรราช” เดินทางออกนอกประเทศไปในที่สุด ผลจากเหตุการณ์ ประเทศไทยช่วงหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม เป็นช่วงที่กระแสประชาธิปไตยเบ่งบานที่สุดช่วงหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ๗๓ คน บาดเจ็บ ๘๕๗ คน หลังเหตุการณ์ มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย มากที่สุด และจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเวลาต่อมา ปัญหาสังคมที่สั่งสมมาเป็นเวลานานได้ระเบิดออกมาหลังเหตุการณ์ขบวนการนักศึกษาและ กระแสประชาธิปไตย แสดงพละกำลังอย่างชัดเจน มีการสไตรค์ของกรรมการบ่อยครั้ง และเกิดการรวมตัว ของชาวนาและกษตรกรอย่างกว้างขวางและเป็นระบบทั่วประเทศ ตามมาด้วยขบวนการของกลุ่มอำนาจฝ่ายขวาอย่างเช่น กลุ่มนวพลลูกเสือชาวบ้านและกระทิงแดง ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อใช้ความรุนแรงต่อต้านขบวนการนักศึกษาในลักษณะ “ขวาพิฆาตซ้าย”

ความสำคัญของเหตุการณ์ .....
เป็นครั้งแรกที่ประชาชนคนไทยได้แสดง “พลังประชาชนและประชาธิปไตย”
ซึ่งมีผลใน การเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมืองและสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 
 


พุทธศักราช ๒๕๑๗ .....
ทุกข์สุขของราษฎรคือ ทุกข์สุขของพระองค์ด้วย

 
 


พุทธศักราช ๒๕๑๘ ..... ความสำเร็จของโครงการส่วนพระองค์ ได้รับการเผยแพร่สู่คนไทยทั้งประเทศ ในการเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรมยัง ภูมิภาคต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมวงศานุวงศ์นั้น พระราชประสงค์ที่แท้จริงของ พระองค์คือการเสด็จฯ ออกสดับตรับฟังทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ แล้วทรงนำกลับมาขบคิดหาแนวทางการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของพสกนิกรเหล่านั้น ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรคือ ทุกข์เข็ญที่เข้ามาแผ้วพาลการดำรงชีพของพสกนิกรไทย จึงมีพระราชดำริแนวคิดใหม่ในการบริหารการจัดที่ดิน ของเกษตรกรให้มีสัดส่วนในการใช้พื้นที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด กล่าวคือ พื้นที่เกษตรกรไทยส่วนใหญ่จะมีเฉลี่ยราว ๑๐-๑๕ ไร่ต่อครอบครัวโดยทำการแบ่งพื้นที่ดินทั้งหมดดังนี้

๓๐ % ขุดสระน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร
๖๐ % เป็นพื้นที่สำหรับทำไร่ทำนา ปลูกข้าวและไม้ผลหรือไร่สวนผสม
๑๐ % ที่เหลือใช้เป็นที่อยู่อาศัยเลี้ยงสัตว์ปลูกพืชสวนครัวและถนน

จะเห็นได้ว่าหลักการสำคัญทฤษฎีนี้ก็คือ ..... ให้เกษตรกรมีความพอเพียง โดยเลี้ยงตัวเองได้ ในระดับที่ประหยัดก่อน ทั้งนี้ต้องมีความสามัคคีเกิดขึ้นในท้องถิ่น แต่แนวพระราชดำรินี้ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยที่จะยอมเสียสละพื้นที่ดินจำนวนมาก เพื่อกักเก็บน้ำ และมักจะขุดบ่อเล็กๆ ทำการปลูกพืชโดยพึ่งระบบน้ำฝน ซึ่งได้ผลน้อยมากในสภาวการณ์ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานแนวคิด ทฤษฎีใหม่ นี้ โดยได้พระราชทานพระราชดำริให้ทำการทดลองขึ้น ณ วัด มงคลชัยพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ด้วยการแบ่งพื้นที่ตามสัดส่วน คือ

ส่วนที่หนึ่ง ..... ร้อยละ ๓๐ เนื้อที่เฉลี่ยประมาณ ๓ ไร่ ให้ทำการขุดสระกักเก็บน้ำที่มีความลึกประมาณ ๔ เมตร จะมีความสามารถกักเก็บน้ำได้มากถึง ๑๙,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร

ส่วนที่สอง ..... ร้อยละ ๖๐ ทำการเพาะปลูกพืชต่างๆ โดยแบ่งที่ดินนี้เป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกร้อยละ ๓๐ ทำนาข้าวประมาณ ๕ ไร่ อีกส่วนหนึ่งร้อยละ ๓๐ ปลูกพืชไร่หรือพืชสวน ตามแต่สภาพของพื้นที่และภาวะตลาด ประมาณ ๕ ไร่ พื้นที่ทางการเกษตรทั้ง ๒ แบบนี้ใช้น้ำประมาณ ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร

ส่วนที่สาม ..... พื้นที่ที่เหลือร้อยละ ๑๐ เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ จัดเป็นที่อยู่อาศัย
ถนน ก่อสร้างคัดดินหรือคูคลอง ตลอดจนปลูกพืชสวนครัวและเลี้ยงสัตว์

 
 


พุทธศักราช ๒๕๑๙ ..... กราบพระบาทด้วยความจงรักภักดี และ เรื่องประทับใจ

พระองค์ท่านเสด็จไปที่จังหวัดสกลนคร ..... เพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้าน และพระองค์ก็ทรงตรัสถามชายคนหนึ่งที่มาเข้าเฝ้าเพราะแขนเจ็บเข้าเฝือก
ในหลวงทรงรับสั่งถามว่า ..... แขนเจ็บไปโดนอะไรมา
ชายคนนั้นตอบว่า ..... ตกสะพาน
แล้วในหลวงทรงรับสั่งกลับไปอีกว่า ..... แล้วแขนอีกข้างหนึ่งละ
ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาอีกว่า ..... แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลงไปด้วยตกข้างเดียว
ในหลวงของเราก็ทรงพระสรวล

พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่ ทางภาคใต้ ..... คือจังหวัดนราธิวาส ทางใต้นี้มีปัญหาเรื่องดินเป็นกรดมีความเค็ม
พระองค์จึงทรงรับสั่งถามกับชาวบ้าน ที่มาเฝ้ารับเสด็จว่า ..... ดินหลังบ้านเป็นอย่างไร เค็มไหม
ชาวบ้านก็มองหน้ากันแล้วทำหน้างง ก่อนตอบกลับมาว่า ..... ไม่เคยชิมซักที
ในหลวงก็รับทรงสั่งกับข้าราชบริภารที่ตามเสด็จว่า ..... ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ

ครั้งหนึ่งหลายๆ ปีมาแล้ว ..... พระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรนิดหน่อยเกี่ยวกับพระฉวีมีพระอาการคัน มีหมอโรคผิวหนังคณะหนึ่งไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายการรักษา คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนังแต่ไม่ได้เชี่ยวชาญทางราชาศัพท์
ก็กราบบังคมทูลว่า ..... เอ้อ ทรง อ้า ทรงพระคันมานานแล้วหรือยังพะยะค่ะ
พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระสรวล ตรัสว่า ..... ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่ จะท้องได้ยังไง
แล้วคงจะทรงพระกรุณาว่าหมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์ทางด้านอวัยวะร่างกายจริงๆ
ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า .... เอ้าพูดภาษาอังกฤษกันเถอะ เป็นอันว่าก็กราบบังคมทูลซักพระอาการกันเป็นภาษาอังกฤษไป

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ ..... อ.พร้าว พระองค์ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรเผ่าลีซอ พอจะเสด็จกลับ ผู้เฒ่าคนหนึ่งยื่นถุงห่อข้าวให้ท่าน เกรงว่าท่านจะหิวขณะเดินทาง เป็นน้ำพริกตาแดง กับ ข้าวเหนียวหนึ่งห่อ พร้อมกับบอกในหลวงว่า ..... หมู่บ้านเฮามันไกล กว่าเฮาจะเดินเข้าเมืองได้ใช้เวลาหลายวัน กลัวว่าท่านจะหิวกลางทาง .....

เช้าวันหนึ่ง ..... เวลาประมาณ ๗ โมงเช้า นางสนองพระโอษฐ์ ของฟ้าหญิงองค์เล็ก ได้รับโทรศัพท์เป็นเสียงผู้ชาย ขอพูดสายกับฟ้าหญิง ทางนางสนองพระโอษฐ์ก็สอบถามว่าใครจะพูดสายด้วย ก้อมีเสียงตอบกลับมาว่า คนที่แบงค์ นางสนองพระโอษฐ์ก้อ งง ...งง ว่าคนที่แบงค์ทำไมโทรมาแต่เช้า แบงค์ก็ยังไม่เปิดนี่นา พอฟ้าหญิงรับโทรศัพท์แล้วถึงได้รู้ว่า คนที่แบงค์น่ะ ที่แบงค์จริงๆนะ ไม่เชื่อเปิดกระเป๋าตังค์ แล้วหยิบแบงค์มาดูสิ :-)

ในหลวงทรงเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร ..... อธิการบดีอ่านรายชื่อบัณฑิตแล้วบังเอิญว่ามีเหตุขัดข้องบางประการ ทำให้อ่านขาดตอน ก็ต้องรีบหาว่าอ่านรายชื่อไปถึงไหนแล้ว ปรากฏว่าในหลวงท่านทรงจำได้ ท่านเลยตรัสกับอธิการฯ ไปว่าเมื่อกี้นี้ ชื่อ.... เค้ารับไปแล้ว และมีอีกปีนึงขณะที่พระราชทานปริญญาบัตรอยู่ดีๆ ไฟดับไปชั่วขณะ ทำให้บัณฑิตคนหนึ่งพลาดโอกาสครั้งสำคัญในการถ่ายรูป พอในหลวงทรงพระราชทานปริญญาบัตรเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะให้พระบรมราโชวาท ท่านทรงให้อธิการบดีเรียกบัณฑิตคนนั้น มารับพระราชทานอีกครั้งเพื่อจะได้มีรูปไว้เป็นที่ระลึก ตื้นตันกันถ้วนทั่วทั้งหอประชุม

 
 


พุทธศักราช ๒๕๒๐ ..... สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลนโสภาคย์ ประสูติเมื่อ ๒ เมษายน ๒๔๙๘ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ภายหลังทรงได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๐ พระปณิธานที่ได้ทรงกล่าว ต่อที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ และ สมาชิกในราชตระกูลที่มาเฝ้าถวายพระพร "ข้าพเจ้า ขอตั้งความปรารถนาต่อที่ประชุมนี้ ที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับตำแหน่งฐานะโดยเต็มกำลัง สติปัญญา และ ความสามารถ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์สุขอันไพบูลย์ และ เจริญวัฒนาแก่ประเทศ และ ประชาราษฎร์ทั้งมวล" .....

 
 


พุทธศักราช ๒๕๒๑ .....
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงผนวช

 
 


พุทธศักราช ๒๕๒๒ ..... พระราชนัดดาพระองค์แรก ย้อนหลังไปเมื่อ ๒๔ ปีก่อน ในวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๒๑ นับเป็นวันที่น่าอิ่มเอิบ และ ปีติหัวใจของชาวไทยกว่าวันใด เพราะเป็นวันพิเศษ ที่เราได้มี เจ้านายองค์น้อย เพิ่มมาอีกหนึ่งพระองค์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอพระองค์แรก ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

 

 
  ตลอดเวลาที่ปวงชนชาวไทย ..... ได้เฝ้ามองดูการเจริญพระชันษา แห่ง 'พระองค์ภา' ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนทรงเจริญวัยสู่แรกรุ่น ที่มีพระพักตร์สดใส ฉวีผุดผ่อง และพระวรกายบอบบางงดงาม ทุกอิริยาบถเป็นที่ประทับตา ประทับใจ แก่พสกนิกรยิ่งนัก และจวบจนวันนี้ เราได้เห็นเจ้านายองค์น้อย ทรงเติบโต สู่วัยผู้ใหญ่ อย่างเต็มตัว เมื่อพระองค์ทรงสำเร็จการศึกษา จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปีการศึกษาที่ผ่านมา ซึ่งการเรียนให้ได้ สองปริญญา ในคราวเดียวกัน นับว่าเป็นการเรียนที่หนักมาก แล้วยังต้อง ทรงภารกิจอื่นๆ ด้วยนั้น แต่ 'พระองค์ภา' ทรงปฏิบัติหน้าที่ ในความรับผิดชอบ ได้อย่างดีเยี่ยมทุกด้าน ที่คนในวัยเดียวกับพระองค์ ควรจะเอาเป็นแบบอย่าง เช่น ในการเรียน ทรงเรียนจบปริญญาตรี ในเวลาสามปีครึ่ง ทั้งสองมหาวิทยาลัย หากย้อนไป เมื่อทรงเป็นนักศึกษา ในส่วนการวางพระองค์ ในสังคมมหาวิทยาลัย ที่ธรรมศาสตร์ เมื่อต้องอยู่ร่วมกับพระสหาย ทรงวางพระองค์อย่างธรรมดามาก ทรงมีกลุ่มเพื่อนๆ ที่พากันไปรับประทานกลางวัน ในโรงอาหารของมหาวิทยาลัย ทรงร่วมกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เช่น การรับน้อง งานบอลของมหาวิทยาลัย งานไหว้ครู กิจกรรมทางชมรมต่างๆ ทรงถือว่ามีหมายเกณฑ์อะไร ก็จะไปทำให้ ด้วยทรงถือว่า เป็นความบันเทิงส่วนตัว และได้เจอเพื่อนๆ ด้วย

เป็นที่น่าปลื้มปีติยิ่งขึ้น เมื่อทราบข่าวว่า ..... พระองค์ทรงวางแผน เรียนปริญญาโท ต่ออีก ๒ สาขา ทางด้านกฎหมาย ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงสนใจประเทศนี้ เพราะว่า กฎหมายอเมริกา ระบบกฎหมายคงแตกต่างไป จากเมืองไทยบ้าง และความหลากหลายทางด้านวิชาการ คือสิ่งที่น่าสนใจในการเรียนรู้ ได้กว้างขึ้น เมื่อทรงศึกษาสำเร็จแล้ว จะทรงกลับมาเรียนต่อเนติบัณฑิต ที่ประเทศไทยต่อไป ซึ่งก่อนที่จะทรงไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อทรงเป็นบัณฑิต จึงได้เริ่มทำงานทันที อย่างเช่น พระสหายของพระองค์ และบัณฑิตทั่วๆ ไป ก่อนที่จะทรงวางแผน เพื่อการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท พระองค์ทรงเริ่มงาน รับราชการ ที่กรมพระธรรมนูญ สังกัดกระทรวงกลาโหม ในตำแหน่งร้อยตรีหญิง ทรงมีเงินเดือนประจำ ๖,๓๖๐ บาท ซึ่งก่อนที่จะเข้ารับราชการ ที่กรมพระธรรมนูญ ต้องทรงฝึกหลักสูตร เพื่อจะเป็นทหาร และในทางวิชาการต้องรู้เรื่อง ระบบการทำงาน อย่างเช่นบุคคลทั่วไป ซึ่งพระองค์ทรงรับภารกิจ ทรงต้องรับผิดชอบงาน ที่กรมพระธรรมนูญ ในหน้าที่อัยการทหาร มีหน้าที่ตรวจสำนวน เขียนคดีสั่งฟ้องต่างๆ เกี่ยวกับคดีที่ทหาร เป็นผู้ก่อความผิดขึ้น เช่น การหนีทหาร ติดยาเสพติด ทะเลาะวิวาท ซึ่งเป็นคดี ในอำนาจศาลทหาร รายละเอียดงานของพระองค์ คือการเขียนทำสำนวนฟ้อง พระองค์ทรงมีหลัก ในการทำงาน คือ ต้องรับฟังหลักฐาน ที่เชื่อถือได้มากที่สุด ถ้าเกิดอะไรที่ผิดพลาดขึ้นมา นั่นคือชีวิตคนทั้งชีวิต จึงเป็นงานที่ค่อนข้างยาก แต่ก็ทรงสนุกกับงานมาก เพราะพระองค์ทรงตั้งเป้าหมายไว้ว่า เรียนกฎหมาย ก็อยากใช้งานสายที่เรียนมา และอนาคตอยากทำงาน ด้านการเป็นผู้พิพากษา

ทรงเป็นนักกฎหมายรุ่นใหม่ของปวงชนชาวไทย .....
ด้วยหน้าที่การงานในจุดนี้ จึงถือว่าทรงเป็น 'นักกฎหมาย' พระองค์หนึ่ง
 
 


พุทธศักราช ๒๕๒๓ ..... นางโรชาลีน คาร์เตอร์ คู่สมรสของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้าเฝ้าเนื่องในโอกาสที่เดินทางมาเยี่ยมค่ายผู้อพยพในประเทศไทย หากถามคนเขมรรุ่นอายุ ๔๐ ปีว่า เหตุการณ์ใดที่เป็นเหมือนฝันร้าย และน่าสะพรึงกลัวที่สุดในยุคของพวกเขา เชื่อได้ว่าทุกคนจะตอบตรงกันว่า คือวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๑๘ วันนั้นทหารเขมรแดงยาตราทัพ เข้ายึดกรุงพนมเปญ ทำสงครามชนะรัฐบาลนายพลลอนนอล ประชาชนจำนวนมากออกมาที่ถนน คอยต้อนรับกองทัพทหารเขมรแดง และคิดว่าสงครามกลางเมือง ที่ดำเนินมาร่วมสิบปี คงจะยุติเสียที แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น ทหารเขมรแดงก็สั่งให้ประชาชนแทบทั้งหมด อพยพออกจากกรุงพนมเปญไปทำนาในชนบท ด้วยขณะนั้นเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง นาข้าวทั่วประเทศ ถูกเครื่องบินสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดเสีย จนไร่นาเสียหาย ผลผลิตข้าวลดลงเป็นประวัติการณ์ ว่ากันว่าปริมาณระเบิดที่ทิ้งลงมานั้น มากกว่าระเบิดที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ รวมกันเสียอีก

การอพยพผู้คนครั้งนั้น ..... เขมรแดงถือโอกาสกวาดล้างผู้คนในระบอบการเมืองเก่า เพื่อสร้างสังคมในอุดมคติขึ้นใหม่ ในชั่วระยะเวลาเกือบสี่ปีที่เขมรแดงครองเมือง ปรากฏว่ามีผู้คนถูกสังหาร และทารุณกรรมมากกว่า ๒ ล้านคน ร้อยละ ๘๐ ของชนชั้นกลาง ปัญญาชน และนักศึกษา ถูกฆ่าทิ้ง ผู้คนจำนวนมากตายในทุ่งสังหาร หรือที่เรียกกันว่า คิลลิ่ง ฟิลด์ ก่อนเขมรแดงเข้าปกครองประเทศ ในเขมรมีนายแพทย์ประมาณ ๘๕๐ คน แต่ภายหลังเหลือเพียง ๕๐ คน ประชาชนส่วนใหญ่ของเขมรจะหนีและอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย

 
 

พุทธศักราช ๒๕๒๔ .....
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมทหาร เพื่อเป็นกำลังใจสำคัญสำหรับ รั้วของชาติ
 
 


พุทธศักราช ๒๕๒๕ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จพระราชดำเนินปลูกป่า "ต้นไม้ของพ่อ" งานศึกษาและพัฒนาป่าไม้ ดำเนินการพัฒนาป่าไม้โดยวิธีบำรุงป่าธรรมชาติ ปลูกสร้างสวนป่าใหม่ ปลูกเสริมป่า ช่วยเหลือในการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติของไม้ การสร้างแนวป้องกันไฟป่าเปียกในพื้นที่รองรับระบบวนเกษตร ระบบอุทกวิทยา นิเวศวิทยา ตลอดจนการศึกษาการอนุรักษ์ และเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร

 
 


พุทธศักราช ๒๕๒๖ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินด้วยความเป็นห่วงราษฎร ที่เดือดร้อนในช่วงที่น้ำท่วม "น้ำท่วม หรือ จะสู้น้ำพระราชหฤทัย" โครงการแก้มลิง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชกระแสอธิบายว่าลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วย ให้ลิงจะรีบ ปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อนลิงจะทำอย่างนี้จน กล้วยหมดหวีหรือ เต็มกระพุ้ง แก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและ กลืนกินภาย หลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงนำพฤติกรรมของลิงที่นำกล้วยมาสะสมไว้ที่กระพุ้ง แก้ม ก่อนกลืนกิน เป็นตัวอย่างในการระบายน้ำออกจาก พื้นที่ท่วมขัง โดยมี พระราชดำริ ให้กรมชลประทาน ก่อสร้างบ่อพักน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ประมาณ ๑๐ ตารางกิโลเมตร บริเวณใกล้ชายทะเล เพื่อรองรับน้ำท่วมที่ไหลมา ตามลำคลองธรรมชาติ และคลองขุดใหม่ และก่อสร้าง ประตูระบายน้ำเพื่อระบายน้ำลงทะเลในช่วงที่น้ำทะเลลดลง ปิดประตูระบาย น้ำเมื่อน้ำทะเลขึ้นเพื่อป้องกัน มิให้น้ำทะเลไหลเข้ามาท่วมพื้นที่ได้ การดำเนินการโครงการ แก้มลิง เต็มรูปแบบต้องศึกษาและ วางแผน อย่างละเอียดซึ่งใช้เวลานาน ในระยะแรกจึง ไม่สามารถดำเนินการได้เต็มรูปแบบ แต่อย่างไรก็ตามโครงการ บางส่วนสามารถดำเนิน การได้ก่อน เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังได้ส่วนหนึ่ง

 
 


พุทธศักราช ๒๕๒๗ .....
มหาวิทยาลัยทัฟฟ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ถวายปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
เฉลิมพระเกียรติยศ เนื่องจากทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก

 
 


พุทธศักราช ๒๕๒๘ ..... ชีวิตใหม่ เด็กๆ ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงมีมากมาย นอกเหนือจากที่รับพระราชภาระเลี้ยงดู รักษาพยาบาล ที่พระองค์ได้ประสบความทุกข์ยากขณะเสด็จฯ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว เด็กที่ทรงชุบเลี้ยงทุกคน จะได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี เด็กที่มาจากต่างจังหวัดหลายคน ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเดียวกับพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระองค์ ทุกคนจะได้รับการศึกษาเทียบเท่ากัน ซึ่งแล้วแต่สติปัญญาของแต่ละคน เด็กเหล่านี้ มีหลายประเภทด้วยกัน บางคนได้มาอยู่ในพระราชวัง บ้างก็ตามบ้านข้าราชบริพาร บางทีทรงฝากพ่อแม่เลี้ยงไว้ แล้วพระราชทานค่าเลี้ยงดูและค่าเล่าเรียน มีหลายคนที่จบการศึกษาถึงระดับปริญญาตรี โท เอก และ จบจากต่างประเทศ ทำงานเป็นหลักเป็นฐาน เมื่อจะทำการสมรส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ทรงจัดการให้ พร้อมพระราชทานเงินจำนวนหนึ่ง ที่เรียกว่า เงินก้นถุง ซึ่งความจริงก็คือ เงินทุนในการเริ่มต้นชีวิตนั่นเอง .....

 
 


พุทธศักราช ๒๕๒๙ ..... องค์อัครศิลปิน การถ่ายภาพเป็นศิลปะอีกสาขาหนึ่งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สนพระหฤทัยอย่างจริงจังมาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าในสมัยก่อนนั้น อุปกรณ์การถ่ายภาพต่าง ๆ ยังไม่ทันสมัยอย่างในปัจจุบันนี้ แต่พระองค์ก็ทรงศึกษา และ ทรงฝึกด้วยพระองค์เอง จนทรงเป็นนักถ่ายรูปที่มีพระปรีชาสามารถยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นกล้องธรรมดา หรือ กล้องถ่ายภาพยนตร์ได้เริ่มทรงกล้องถ่ายภาพคู่พระหัตถ์ และ ทรงใช้ฟิล์มตั้งแต่ขนาด ๑๓๕ จนถึงขนาด ๑๒๐ และขนาดพิเศษ กล้องถ่ายภาพที่ทรงใช้ในระยะเริ่มแรกเป็นกล้องที่ไม่มีเครื่องวัดแสงในตัว จึงต้องใช้พระราชวิจารณญาณอย่างรอบคอบละเอียดถี่ถ้วน พร้อมทั้งพระปรีชาสามารถส่วนพระองค์ จึงทรงถ่ายภาพได้อย่างเชี่ยวชาญมั่นพระราชหฤทัย

แม้ในปัจจุบัน ..... กล้องถ่ายภาพจะมีวิวัฒนาการขึ้นกว่าสมัยก่อน ก็มิทรงใช ้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ยังทรงใช้แต่กล้องคู่พระหัตถ์แบบมาตรฐานอย่างที่นักเลงกล้องทั้งหลายใช้กัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเชี่ยวชาญแม้กระทั่งการล้างฟิล์ม การอัดขยายภาพทั้งภาพขาวดำ และภาพสี ขึ้นในบริเวณชั้นล่างของตึกที่ทำการสถานีวิทยุ อ.ส. ด้วยพระราชประสงค์ที่จะทรง "สร้างภาพ" ให้เป็นศิลปะถูกต้องและรวดเร็วด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ทรงคิดค้นหาเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ในการถ่ายภาพอยู่เสมอๆ จนทำให้ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระองค์เป็นผลงานศิลปะที่ล้ำยุค

ถ้าจะกล่าวถึงศิลปกรรม ..... ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จิตรกรรมเป็นศิลปะอีกประเภทหนึ่งที่พระองค์สนพระราชหฤทัยมาก จนกระทั่งได้ทรงฝึกฝนเขียนภาพด้วยพระองค์เอง จิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระองค์ในระยะแรกๆ จะเป็นที่ทราบกันและมีโอกาสได้ชมกันในวงแคบเฉพาะผู้ที่สนใจในงานด้านนี้เท่านั้น บรรดาศิลปินอาวุโส และ มีชื่อเสียงของไทยซึ่งเคยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท เพื่อร่วมปฏิสันถารและแข่งขันการวาดภาพ ถวายคำปรึกษาแด่พระองค์ท่าน ในช่วงระยะเวลาระหว่างที่พระองค์สนพระราชหฤทัยใคร่จะได้มีผู้สนใจงานด้านนี้ไว้เพื่อทรงวิสาสะด้วย จึงทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อถวายคำปรึกษาในการเขียนภาพ

ในระยะนั้น ..... มี อาจารย์เหม เวชกร ... อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ... อาจารย์จำรัส เกียรติก้อง ... อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ... อาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ... อาจารย์จุลทรรศน์ พยาฆรานนท์ ... อาจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ ... อาจารย์อวบ สาณะเสน และ อาจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ เป็นต้น จากปากคำของศิลปินเหล่านี้เป็นที่ทราบว่าพระองค์ทรงเขียนภาพด้วยพระองค์เองตามแนวพระราชดำริ การถวายคำปรึกษานั้นเป็นเพียงด้านเทคนิคในการเขียนภาพเท่านั้น และพระองค์มักจะมีพระราชดำรัสถามแต่เพียงว่า "พอไปได้ไหม"

รูปผู้หญิงเปลือยนั่งคุกเข่า ..... ทรงปั้นด้วยดินน้ำมัน ขนาดสูง ๙ นิ้ว ศิลปกรรมสาขาประติมากรรมเป็นสาขาหนึ่งของวิจิตรศิลป์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงแสดงออกถึงพระปรีชาสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานด้านนี้ด้วยความสนพระราชหฤทัยยิ่ง พระองค์ทรงศึกษา ค้นคว้าเทคนิควิธีการต่างๆในงานประติมากรรมด้วยพระองค์เองทั้งการปั้น การหล่อ และการทำแม่พิมพ์ ... อาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการบำนาญ กองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในงานด้านประติมากรรมและเคยเป็นประติมากรที่ทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ในขณะนั้นได้เล่าว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีรับสั่งถึงการทำงานและเทคนิควิธีการของการทำแม่พิมพ์การปั้น และทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงกระบวนการและขั้นตอนของงานทางด้านนี้เป็นอย่างดี โดยทรงศึกษาจากหนังสือทางด้านศิลปะและทรงลงมือปฏิบัติด้วยพระองค์เอง งานประติมากรรมฝีพระหัตถ์ซึ่งเป็นประติมากรรมลอยตัว เก็บรักษาไว้ในตู้บนพระตำหนักจิตรลดารโหฐานพระราชวังดุสิต มี ๒ ชิ้นคือ

ชิ้นที่ ๑ ได้แก่ รูปปั้นผู้หญิงเปลือยคุกเข่า ความสูง ๙ นิ้ว ทรงปั้นด้วยดินน้ำมัน
ชิ้นที่ ๒ ได้แก่ พระรูปปั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครึ่งพระองค์ ความสูง ๑๒ นิ้ว ทรงปั้นด้วยดินน้ำมัน และ

ต่อมา ..... อาจารย์ไพฑูรย์ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทำแม่พิมพ์หล่อเป็นปูนปลาสเตอร์ ประติมากรรมฝีพระหัตถ์ชิ้นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงจัดท่าทางและองค์ประกอบ ที่มีความประสานกลมกลืนอย่างงดงาม สะท้อนคุณค่าของความสง่างาม ทรงทิ้งร่องรอยฝีพระหัตถ์ที่มีชีวิต มีการเคลื่อนไหวไว้บนผิวดินน้ำมันที่ทรงปั้น ....

 
 


พุทธศักราช ๒๕๓๐ .....
พระชนมายุ ๖๐ พรรษา แต่ก็มิได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจที่ตรากตรำ
ในปีนี้มี พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐

นอกจากประติมากรรมดังที่กล่าวมาแล้ว ..... พระองค์ยังทรงสนพระราชหฤทัยในการสร้างพระพุทธรูปอีกด้วย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. ซึ่งสร้างขึ้นมา ๒ ครั้ง ทรงมีแนวพระราชดำริแก่ช่างปั้นว่า พระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. ควรมีพระพุทธลักษณะเข้มแข็งแต่ไม่แข็งกระด้าง อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ และให้ดูมีเมตตา ใครที่ชมพระพุทธรูปองค์นี้ถ้ามีจิตใจอ่อนไหวก็ให้มีจิตใจเข้มแข็งขึ้น และมีความรู้สึกสงบเยือกเย็นสุขุม ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ จึงได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบพระพุทธรูปให้ดูงดงามเหมาะสมตามพระพุทธลักษณะยิ่งขึ้น ส่วนฐานของพระพุทธรูปเป็นกลีบบัว ใต้กลีบบัวเป็นขาสิงห์ ที่ผ้าทิพย์ประดิษฐานอักษรพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. และที่ฐานรองพุทธบัลลังก์ก็มีอักษรบาลีจารึกไว้ว่า"ทยฺยชาติยา สามคฺคิย ํสติสญฺชานเนนโภชิสิยํ รกขนฺติ" ในบรรทัดถัดลงมา เป็นอักษรไทยจารึกไว้ว่า "คนไทยจะรักษาความเป็นไทย อยู่ได้ด้วยมีสติสำนึกอยู่ในความสามัคคี" โปรดให้หล่อขึ้น ๒ ขนาด คือ ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว และ ๕ นิ้ว ในการนี้ทรงควบคุม ดูแลการปั้น และการหล่ออย่างใกล้ชิดโดยตลอด และมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนเช่าไว้เพื่อสักการะบูชา

ได้มีพระราชดำริ ..... ในการสร้างพระพิมพ์ส่วนพระองค์โดยโปรดเกล้าฯให้แกะแบบแม่พิมพ์ด้วยหินลับมีดโกน แล้วหล่อเป็นปูนปลาสเตอร์ ต่อจากนั้นทำแม่พิมพ์ด้วยขี้ผึ้งจากรูปหล่อปูนปลาสเตอร์ แล้วทรงบรรจุผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตามวิธีส่วนพระองค์ด้วยพระองค์เองจนสำเร็จเป็นองค์พระพิมพ์ ในภายหลังได้เปลี่ยนจากแม่พิมพ์ขี้ผึ้งเป็นแม่พิมพ์ยาง ทำให้สามารถหล่อพระพิมพ์ได้หลายๆ ครั้ง ทรงหล่อพระพิมพ์ส่วนพระองค์ด้วยผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นี้เป็นจำนวนมาก โดยมีพระราชประสงค์เพื่อจะทรงบรรจุไว้ที่ฐานบัวหงายด้านหน้าขององค์พระพุทธนวราชบพิตรด้วยพระองค์เอง และพระราชทานแก่ข้าราชบริพารและบุคคลอื่นๆ ไว้เพื่อสักการะบูชาโดยให้ผู้รับพระราชทานนำไปปิดทองที่ด้านหลังองค์พระพิมพ์ และให้พระบรมราโชวาทโดยสรุปว่า "ให้ทำดีเหมือนกับการปิดทองหลังองค์พระพิมพ์" พระพิมพ์ส่วนพระองค์นี้ต่อมาเรียกขานกันว่า หลวงพ่อจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน ผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆที่ทรงใช้ในการหล่อประกอบด้วย

ผงศักดิ์สิทธิ์ส่วนพระองค์ ..... ซึ่งได้มาจาก ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่ประชาชนทูลเกล้าฯถวายในการเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากรและได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระพุทธปฎิมากร ตลอดเทศกาลจนถึงคราวที่จะเปลี่ยนเครื่องทรงใหม่ ดอกไม้แห้งนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมไว้ เส้นพระเจ้าที่เจ้าพนักงาน ได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ทุกครั้ง เส้นพระเจ้า หมายถึงเส้นผม และ ทรงพระเครื่องใหญ่ หมายถึงตอนตัดผม ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระขรรค์ชัยศรีในพระราชพิธีฉัตรมงคล สีซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนเป็นภาพฝีพระหัตถ์ ชันและสีซึ่งทรงขูดจากเรือใบพระที่นั่งขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง และ

ผงศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากจังหวัดต่างๆ ทุกจังหวัดทั่วพระราชอาณาจักร ..... วัตถุเครื่องผสมจากต่างจังหวัดนี้ กระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นวัตถุที่ได้จากปูชนียสถานหรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด อันได้แก่ ดิน หรือ ตะไคร่น้ำแห้งจากปูชนียสถานทองคำเปลวปิดพระพุทธรูป ผงธูปหน้าที่บูชา น้ำจากบ่ออันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จากนั้นก็ยังมีพระราชประสงค์ที่จะทรงทดลองหล่อพระเศียรพระพุทธรูปด้วยพระองค์เองจากแบบพระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว โปรดเกล้าฯ ในครั้งนี้ทรงหล่อจากพระเศียรต่ำลงมาถึงพระอุระ เมื่อทรงหล่อเสร็จแล้ว ได้มีพระราชกระแสรับสั่งที่จะทรงหล่อท่อนล่างต่อให้ครบองค์ โดยมีพระราชประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงพระกรพระหัตถ์ด้านขวาซึ่งหงายให้คว่ำลง เป็นแบบปางมารวิชัยหรือสะดุ้งมาร ส่วนฐานตอนล่างโปรดเกล้าฯ ให้เป็นฐานเขียงเรียบๆ ในการทำแม่พิมพ์ท่อนล่างนี้พบว่ามีความยากลำบากในการต่อพระกรและองค์พระท่อนบนเข้ากับท่อนล่าง ทรงนำพระท่อนบนที่หล่อครึ่งองค์ไว้แล้วนั้นไปตัดออก แล้วทรงต่อกับท่อนล่างที่ทรงหล่อภายหลัง จนเข้าด้วยกันทั้งองค์อย่างเรียบร้อยงดงาม

ต่อมาก็ได้ ..... ทรงหล่อพระปางมารวิชัยทั้งองค์ขึ้นอีกองค์หนึ่ง ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว ด้วยผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ โดยมีฐานขององค์พระพุทธรูปเป็นฐานเขียง ต่อมาโปรดเกล้า ฯ ให้ฐานพระพุทธรูปเป็นกลีบบัวมีขนาดพอที่จะทรงบรรจุพระพิมพ์ส่วนพระองค์ได้ และ ต่อมาได้ให้ช่างหล่อ หล่อพระพุทธรูปเนื้อทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว มีฐานเป็นกลีบบัวทรงบรรจุพระพิมพ์ส่วนพระองค์ไว้ที่ฐานบัวหงายด้านหน้าขององค์พระพุทธรูปด้วย โปรดเกล้าฯ ให้หล่อเป็นจำนวน ๑๐๐ องค์ โดยมีพระราชประสงค์เพื่อพระราชทานไปประดิษฐาน ณ จังหวัดต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร และได้โปรดเกล้าฯ ให้ขนานพระนามพระพุทธรูปนั้นว่า "พระพุทธนวราชบพิตร"

พระพุทธนวราชบพิตร ..... นี้ได้พระราชทานให้จังหวัดต่างๆ เช่น หนองคาย อุดรธานี และกรุงเทพมหานครเป็นต้น นอกจากนี้พระราชทานให้กับหน่วยทหารที่ไปปฏิบัติราชการ ณ ประเทศเวียดนาม พระพุทธรูปองค์นี้จะเป็นสิริมงคลแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป และเป็นนิมิตหมายแห่งความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างพระมหากษัตราธิราช กับบรรดาพสกนิกรของพระองค์ในทุกจังหวัดทั่วพระราชอาณาจักร และพระพิมพ์ส่วนพระองค์ซึ่งได้บรรจุไว้ที่ฐานบัวหงายนั้น ก็มีส่วนประกอบของวัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ในพระองค์ด้วย พระพุทธนวราชบพิตรจึงเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญยิ่งองค์หนึ่งในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งศาสนิกชนทั่วราชอาณาจักรได้ปฏิบัติบูชาสืบเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน

ในระยะหลัง ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชภารกิจมาก ไม่มีเวลาที่จะทรงสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมให้เป็นที่ปรากฏอีก แต่อย่างไรก็ตาม ผลงานฝีพระหัตถ์ที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะและพระปรีชาสามารถทางด้านประติมากรรมอย่างชัดแจ้ง

 
 


พุทธศักราช ๒๕๓๑ ..... ไม่มีพื้นที่แห่งใดในประเทศไทย ที่พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ไม่เคยเสด็จไปถึง เมื่อวันที่ ๒-๓ และ ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ ได้มีพระราชพิธีสำคัญพระราชพิธีหนึ่งที่บังเกิดในโอกาสอันยากยิ่งเพราะต้อง ใช้เวลารอคอยถึง ๔๒ ปี ๒๓ วัน จึงจะประกอบ พระราชพิธีนี้ได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากเมื่อ ร.ศ. ๑๒๖ หรือ พุทธศักราช ๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงสิริราชสมบัติเป็นงานใหญ่ เรียกว่า พระราชพิธีรัชมงคล ในปีนั้น และ พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ในปีถัดมา แล้วทรงครองราชย์สืบต่อมาจนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๓ สิริรวมเวลาในรัชสมัยได้ ๔๒ ปี ๒๒ วัน ครั้นมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จครองราชสมบัติเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ นับถึงวันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ เป็นเวลา ๔๒ ปี ๒๓ วัน เป็นเวลาอันยืนนานยิ่งกว่าสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช หรือยืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ในอดีตทุกรัชกาล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งการพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกขึ้นตามราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ..... พระราชทานกระแสพระราชดำริว่า ในรัตนโกสินทรศก ๑๒๖ นี้ ปีในรัชกาลจะเต็มครบ ๓๙ ปี ย่างขึ้นเป็นปีที่ ๔๐ เสมอด้วยรัชกาล สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติยืนนานกว่าพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ในสยามประเทศ สมควรที่จะขึ้นไปทำการกุศลสักการะบูชาพระเจ้าแผ่นดินที่ได้ ถวัลยราชสมบัติในกรุงเก่าเป็นการพิเศษครั้งหนึ่ง ..... ดังนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีรัชมงคล มีพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายเป็นราชสักการะ มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เลี้ยงพระ และบวงสรวงสังเวย สมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีตแห่งกรุงศรีอยุธยา ๓๓ พระองค์ กรุงธนบุรี ๑ พระองค์ กรุงรัตนโกสินทร์ ๔ พระองค์ ในการนี้ โปรดให้บูรณะ ปรับปรุงพระราชวังเดิมกรุงศรีอยุธยา ที่ถูกพม่าทำลายเผาพระที่นั่งต่างๆ จนเหลือแต่ซากเป็น บริเวณรกร้าง ให้มีสภาพตามประวัติศาสตร์ โดยสร้างพลับพลาตรีมุขขึ้นบนฐานเดิมของพระที่นั่งเก่า ใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธี แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปประกอบพระราชพิธีบวงสรวงอดีตพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ โดยเชิญพระพุทธรูปปางประจำแต่ละรัชกาลจากหอพระราชพงศานุสร และหอพระราชกรมานุสร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปประดิษฐานในมณฑลพระราชพิธี ณ พลับพลาตรีมุข จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น

ในปีถัดมา ..... คือ พุทธศักราช ๒๔๕๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ที่ทรงครองราชย์ยืนนานกว่า สมเด็จพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในพระราชพงศาวดาร โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็น ประธานจัดงานเฉลิมฉลองอย่างมโหฬาร มีพระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติ พระราชพิธีก่อฤกษ์พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระราชพิธีฉลองพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทย และชาวต่างประเทศที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ได้ บริจาคเงินสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า ประดิษฐานไว้ ณ ลานพระราชวังดุสิต พร้อมกับถวายพระราชสมัญญาว่า “ปิยมหาราช” จารึกไว้ที่ฐานพระบรมรูปนั้น นอกจากนั้นเงินบริจาคที่ยังเหลือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังได้โปรดเกล้าฯให้นำไปสร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขึ้นเป็นสถานอุดม-ศึกษาแห่งแรกของประเทศ จึงกล่าวกันว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างจากเงินหางม้าพระบรมรูปทรงม้า

ด้วยเหตุดังนี้ ..... เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองราชย์ ยั่งยืนนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในอดีต พระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาล ข้าราชการฝ่ายทหาร พลเรือน ตลอดจนพสกนิกรชาวไทยทั้งปวง มีความจงรักภักดีรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเพื่อแผ่นดินและประชาชนมาถึง ๔๓ ปี พากันชื่นชมนิยมว่า เสด็จดำรงรัฐสีมายืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ พระองค์ใดในอดีต จึงมีสมานฉันท์พร้อมกันจัดงานเฉลิมพระเกียรติสนองพระเดชพระคุณ ทั้งขอพระราชทานให้ทรงกำหนดงานพระราชกุศลและพระราชพิธีอนุโลมตามพระราชประเพณีเมื่อครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต และทรงกำหนด การพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ไว้เพียง ๓ วัน ให้เหมาะแก่กาลสมัย

 
 


พุทธศักราช ๒๕๓๒ ..... คอมพิวเตอร์ เครื่องมือที่ทรงใช้ "ปรุง" คำอวยพรปีใหม่ พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สนพระทัยใฝ่รู้ และ ทรงศึกษาอย่างจริงจัง ลึกซึ้งในการค้นคว้าวิจัยเพื่อการพัฒนาในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเกษตร การชลประทาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น ทรงเห็นความสำคัญและประโยชน์อย่างยิ่ง ทรงสนับสนุนการค้นคว้าในทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ ในด้านส่วนพระองค์นั้น ทรงศึกษาคิดค้นสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ทรงประดิษฐ์รูปแบบตัวอักษรไทยที่มีลักษณะงดงาม เพื่อแสดงผลบนจอภาพคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกพระราชกรณียกิจต่างๆ และทรงติดตั้งเครือข่ายสื่อสารคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนพระราชภารกิจต่างๆ ทั้งยังทรงประดิษฐ์ ส.ค.ส. ด้วยคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนเพื่อทรงอวยพรปวงชนชาวไทย .....

 
 


พุทธศักราช ๒๕๓๓ ..... ลมฝนที่โหมกระหน่ำ มิได้เป็นอุปสรรคต่อการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่อย่างใด ทฤษฎีใหม่ แนวพระราชดำรัสซึ่งเปลี่ยนคนอดเป็นคนอิ่ม

ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่หนึ่ง
(๑) ..... ถ้าพูดอย่างสรุปที่สุด เป็นวิธีปฏิบัติของเกษตรกร ที่เป็นเจ้าของที่ดินจำนวนน้อย แปลงเล็กๆ

(๒) ..... หลักสำคัญ: ให้เกษตรกรมีความพอเพียง โดยเลี้ยงตัวได้ ในระดับชีวิตที่ประหยัดก่อน ทั้งนี้ต้องมีความสามัคคีในท้องถิ่น

(๓) ..... มีการผลิตข้าวบริโภคพอเพียงประจำปี โดยถือว่าครอบครัวหนึ่ง ทำนา ๕ ไร่ จะมีข้าวพอกินตลอดปี ข้อนี้เป็นหลักสำคัญของทฤษฎีนี้

(๔) ..... เพื่อการนี้ จะต้องใช้หลักว่า ต้องมีน้ำ ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ฉะนั้น ๕ ไร่ต้องมี ๕,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร แต่ละแปลง ๑๕ ไร่ ทำนา ๕ ไร่ ทำพืชไร่หรือไม้ผล ฯลฯ ๕ ไร่ จะต้องมีน้ำ ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อปี จึงได้ตั้งสูตรคร่าวๆ ว่า แต่ละแปลงประกอบด้วย นา ๕ ไร่และพืชไร่และสวน ๕ ไร่ สระน้ำ ๓ ไร่ ลึก ๔ เมตร จุประมาณ ๑๙,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ ๒ ไร่ รวมทั้งหมด ๑๕ ไร่

(๕) ..... อุปสรรคสำคัญที่สุดคือ: อ่างเก็บน้ำหรือสระ ที่ได้รับน้ำให้เต็มเพียงปีละหนึ่งครั้ง จะมีการระเหยวันละ ๑ เซนติเมตร โดยเฉลี่ย ในวันที่ฝนไม่ตกหมายความว่า ในปีหนึ่งถ้านับว่าแห้ง ๓๐๐ วัน ระดับน้ำของสระจะลดลง ๓ เมตร ในกรณีนี้ ๓/๔ ของ ๑๙,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร น้ำที่ใช้ได้จะเหลือ ๔,๗๕๐ ลูกบาศก์เมตร จึงจะต้องมีการเติมน้ำเพื่อให้เพียงพอ มีความจำเป็นที่จะมีแหล่งน้ำเพิ่มเติม สำหรับโครงการวัดมงคลชัยพัฒนา ได้สร้างอ่างเก็บน้ำจุ ๘๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร สำหรับเลี้ยง ๓,๐๐๐ ไร่

(๖) ..... ลำพังอ่างเก็บน้ำจุ ๘๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร จะเลี้ยงได้ ๘๐๐ ไร่ โครงการวัดมงคล มีพื้นที่ ๓,๐๐๐ ไร่ แบ่งเป็น ๒๐๐ แปลง อ่างนี้จึงเลี้ยงได้ ๔ ไร่ต่อแปลง ลำพังสระในแปลงเลี้ยงได้ ๔.๗๕ ไร่ จึงเห็นได้ว่า หมิ่นเหม่มาก ถ้าคำนึงว่า ๘.๗๕ ไร่นั้น จะทำเกษตรกรรมอย่างสมบูรณ์ได้อีก ๖.๒๕ ไร่ จะต้องอาศัยเทวดาเลี้ยง แต่ถ้าคำนึงว่า ในระยะที่ไม่มีความจำเป็นที่จะใช้น้ำ หรือมีฝนตก น้ำฝนที่ตกมาจะเก็บไว้ได้ในอ่างและในสระสำรองไว้สำหรับเมื่อต้องการ อ่างและสระจะทำหน้าที่เฉลี่ยน้ำฝน จึงเข้าใจว่าในระบบนี้น้ำจะพอ

(๗) ..... ปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่ง คือราคาการลงทุนค่อนข้างสูง เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก จากทางราชการ จากทางมูลนิธิและทางเอกชน แต่ค่าดำเนินการไม่สิ้นเปลืองสำหรับเกษตรกร

ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่สอง
เมื่อตั้งศูนย์บริการ ที่วัดมงคลชัยพัฒนา และแปลงตัวอย่างที่ "ทางดิสโก้" สำเร็จแล้ว เกษตรกรก็เริ่มเข้าใจวิธีการ จึงขอให้ดำเนินการในที่ดินของตน เมื่อได้ผลก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ร่วมแรงใน
(๑) ..... การผลิต พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ
(๒) ..... การตลาด ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต
(๓) ..... การเป็นอยู่ กะปิน้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ
(๔) ..... สวัสดิการ สาธารณสุข เงินกู้
(๕) ..... การศึกษา โรงเรียน ทุนการศึกษา
(๖) ..... สังคมและศาสนา

ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่สาม
ติดต่อร่วมมือกับแหล่งเงินอย่างธนาคาร และกับแหล่งพลังงาน ก็คือพวกบริษัทน้ำมัน ตั้งและบริหารโรงสี ตั้งและบริหารร้านสหกรณ์ ช่วยการลงทุน ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกร และฝ่ายธนาคารกับบริษัทจะได้รับประโยชน์

<<< เกษตรกรขายข้าวในราคาสูง ไม่ถูกกดราคา ธนาคารกับบริษัทซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกร และมาสีเอง

<<< เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภค บริโภคในราคาต่ำ เป็นร้านสหกรณ์ ราคาขายส่ง

<<< ธนาคารกับบริษัท จะสามารถกระจายบุคลากร

 
 


พุทธศักราช ๒๕๓๔ ..... สายสัมพันธ์ระหว่าง แม่กับลูก บันทึกของน้ำตาลหน้านี้ เป็นเรื่องเฉลิมพระชนมพรรษา ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ..... ขอน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณ ของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงอภิบาล พระมหากษัตริย์ผู้ทรงประเสริฐแก่พสกนิกรชาวไทยถึงสองพระองค์ ไม่มีสิ่งใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าพระคุณของแม่ พระคุณล้ำเลิศแสนประเสริฐ พระแม่ของสองกษัตริย์ไทย ขอน้อมรำลึกแสนอาลัย สมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวงของปวงชน สู่สวรรคาลัยร้อยดวงใจไทยทั้งชาติ ขอเบื้องพระยุคลบาท สถิตที่อาสน์ ณ แดนสรวง .... ฯลฯ

 
 


พุทธศักราช ๒๕๓๕ ..... พระราชดำรัส พระราชทานแก่ พลเอกสุจินดา คราประยูร และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง วันพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ..... คงเป็นที่แปลกใจ ทำไมถึงเชิญให้ท่านมาพบกันอย่างนี้ เพราะว่าทุกคนก็ทราบว่า เหตุการณ์มีความยุ่งเหยิงอย่างไร และทำให้ประเทศชาติล่มจมได้ แต่ที่จะแปลกใจก็อาจมีว่า ทำไมเชิญพลเอกสุจินดา คราประยูร และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง เพราะว่าอาจมีผู้ที่แสดงเป็นตัวละครมากกว่านี้ แต่ว่าที่เชิญมาเพราะว่า ตั้งแต่แรกที่มีเหตุการณ์ สองท่านเป็นผู้ที่เผชิญหน้ากัน แล้วก็ในที่สุด เป็นการต่อสู้ หรือการเผชิญหน้ากว้างขวางขึ้น ถึงได้เชิญ ๒ ท่านมา

การเผชิญหน้าตอนแรก ..... ก็จะเห็นจุดประสงค์ของทั้ง ๒ ฝ่ายได้ชัดเจนพอสมควร แต่ต่อมาภายหลัง ๑๐ กว่าวัน ก็เห็นแล้วว่า การเผชิญหน้านั้น เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมาก จนกระทั่งออกมาอย่างไรก็ตาม เสียทั้งนั้นเพราะว่า ทำให้มีความเสียหาย ในทางชีวิต เลือดเนื้อของคนจำนวนมากพอสมควร แล้วก็ความเสียหายทางวัตถุ ซึ่งเป็นของส่วนราชการ และส่วนบุคคลเป็นมูลค่ามากมาย นอกจากนี้ก็มีความเสียหายในทางจิตใจ และในทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ อย่างที่จะนับพรรณนาไม่ได้ ฉะนั้นการที่จะเป็นไปอย่างนี้ต่อไป จะเป็นเหตุผลหรือต้นตออย่างไรก็ช่าง เพราะเดี๋ยวนี้เหตุผลเปลี่ยนไป ถ้าหากว่าเผชิญหน้ากันแบบนี้ต่อไป เมืองไทยมีแต่ล่มจมลงไป แล้วก็จะทำให้ประเทศไทย ที่เราสร้างเสริมขึ้นมาอย่างดี เป็นเวลานาน จะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีความหมาย หรือมีความหมายในทางลบเป็นอย่างมาก ซึ่งก็เริ่มปรากฏผลแล้ว ฉะนั้นจะต้องแก้ไข โดยดูว่ามีข้อขัดแย้งอย่างไร แล้วก็พยายามที่จะแก้ไขตามลำดับ เพราะว่าปัญหา ที่มีอยู่ทุกวันนี้ สองสามวันนี้มันเปลี่ยนไป ปัญหาไม่ใช่เรื่องของเรียกว่าการเมือง หรือเรียกว่าของการดำรงตำแหน่ง เป็นปัญหาของการสึกหรอของประเทศชาติ ฉะนั้นจะต้องช่วยกันแก้ไข

มีผู้ที่ส่งข้อแนะนำ ..... ในการแก้ไขสถานการณ์มาหลายฉบับ หลายคนจำนวนเป็นร้อย แล้วก็ทั้งในเมืองไทย ทั้งต่างประเทศที่ส่งมา ที่เขาส่งมาการแก้ไข หรือข้อแนะนำว่า เราควรจะทำอะไรก็มี ก็มีต่างๆ นานา ตั้งแต่ตอนแรกบอกว่าแก้ไขวิธียุบสภา ซึ่งก็ได้หารือกับทางทุกฝ่ายที่เป็นสภา หมายความว่า พรรคการเมืองทั้งหมด ๑๑ พรรคนี้ คำตอบมีว่าไม่ควรยุบสภา มี ๑ รายที่บอกว่าควรยุบสภา ฉะนั้นการที่จะแก้ไข แบบที่เขาเสนอมานั้น ก็เป็นอันว่าตกไป นอกจากนั้นก็มีเป็นฎีกา และแนะนำวิธีต่างๆ กัน ซึ่งได้พยายามเสนอไปตามปกติ คือเวลามีฎีกาขึ้นมา ก็ส่งไปให้ทาง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขตามแบบนั้น ตกลงมีแบบยุบสภา และมีอีกแบบหนึ่ง ก็เป็นแบบแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้ตามประสงค์ที่ต้องการ หมายความว่าประสงค์เดิม ที่เกิดเผชิญหน้ากัน

ความจริงวิธีนี้ถ้าจำได้ ..... เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ ก็ได้พูดต่อสมาคม ที่มาพบจำนวนหลายพันคน แล้วก็ดูเหมือนว่าพอฟังกัน ฟังกันโดยดี เพราะเหตุผลที่มีอยู่ในนั้น ดูจะแก้ปัญหาได้พอควร ตอนนี้ก็พอย้ำว่าทำไมพูดอย่างนั้น ว่าถ้าจะแก้ก่อนออกก็ได้ หรือออกก่อนแก้ก็ได้ อันนั้นทุกคนก็ทราบดีว่าเรื่องอะไร ก็เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งครั้งนั้น การแก้รัฐธรรมนูญก็ได้ทำมาตลอด มากกว่าฉบับเดิมที่ตั้งเอาไว้ได้แก้ไข แล้วก็ก่อนที่ไปพูดที่ศาลาดุสิดาลัย ก็ได้พบพลเอกสุจินดา ก็ขออนุญาตเล่าให้ฟังว่า พลเอกสุจินดาแล้ว พลเอกสุจินดาก็เห็นด้วยว่า ควรจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และแก้ไขต่อไปได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ และตอนหลังนี้ พลเอกสุจินดาก็ได้ยืนยันว่า แก้ไขได้ก็ค่อยๆ แก้เข้าระเบียบให้เป็นที่เรียกว่า ประชาธิปไตย อันนี้ก็ได้พูดมาตั้งหลายเดือนแล้ว ในวิธีการที่จะแก้ไข แล้วข้อสำคัญ ที่ทำไมอยากให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แม้จะถือว่ารัฐธรรมนูญนั้นยังไม่ครบถ้วน ก็เพราะเหตุว่ารัฐธรรมนูญนั้น มีคุณภาพพอใช้ได้ ดีกว่าธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ที่ใช้มาเกือบปี เพราะเหตุว่ามีบางข้อบางมาตรา ซึ่งเป็นอันตรายแล้ว ก็ไม่ครบถ้วนในการที่จะปกครองประเทศ ฉะนั้นก็นึกว่า ถ้าหากว่าสามารถที่จะปฏิบัติตามที่ได้พูดในวันที่ ๔ ธันวาคมนั้นก็นึกว่า เป็นการกลับไปดูปัญหาเดิม ไม่ใช่ปัญหาของวันนี้

ปัญหาของวันนี้ ..... ไม่ใช่ปัญหาของการบัญญัติ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกวันนี้คือความปลอดภัย ขวัญดีของประชาชน ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปทุกแห่งทุกหน มีความหวาดระแวงว่าจะเกิดอันตราย มีความหวาดระแวงว่า ประเทศชาติจะล่มจม โดยที่จะแก้ไขลำบาก ตามข่าวที่ได้ทราบมาจากต่างประเทศ เพราะเหตุว่าในขณะนี้ ทั้งลูกชายทั้งลูกสาวก็อยู่ต่างประเทศ ทั้งสองก็ทราบดี แล้วก็ได้พยายามที่จะแจ้งให้กับ คนที่อยู่ในประเทศเหล่านั้นว่า ประเทศไทยนี้ยังแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่รู้สึกว่าจะเป็นความคิด ที่เป็นความคิดแบบหวังสูงไปหน่อย ถ้าหากว่าเราไม่ทำให้สถานการณ์อย่าง ๓ วันที่ผ่านมานี้สิ้นสุดไปได้ ฉะนั้นก็ขอให้โดยเฉพาะสองท่าน คือพลเอกสุจินดา และพลตรีจำลองช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่า บ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง

ฉะนั้นจึงขอให้ทั้งสองท่านเข้ามา ..... คือไม่เผชิญหน้ากัน แต่หันเข้าหากัน และสองท่าน เท่ากับเป็นผู้แทนฝ่ายต่างๆ คือไม่ใช่สองฝ่าย ฝ่ายต่างๆ ที่เผชิญหน้ากัน ให้ช่วยกันแก้ปัญหาปัจจุบันนี้ คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วก็เมื่อเยียวยาปัญหานี้ได้แล้ว จะมาพูดกัน ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร สำหรับให้ประเทศไทย ได้มีการสร้างพัฒนาขึ้นมาได้ กลับคืนมาได้ด้วยดี อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่เรียกท่านทั้งสองมา และก็เชื่อว่าทั้งสองท่าน ก็เข้าใจว่า จะเป็นผู้ที่ได้สร้างประเทศจากซากปรักหักพัง แล้วก็จะได้ผลในส่วนตัวมากว่าได้ทำดี แก้ไขอย่างไรก็แล้วแต่ที่จะปรึกษากัน ก็มีข้อสังเกตดังนี้ ท่านประธานองคมนตรี ท่านองคมนตรีเปรม ก็เป็นผู้ใหญ่ ผู้พร้อมที่จะให้คำปรึกษาหารือกัน ด้วยความเป็นกลาง ด้วยความรักชาติ เพื่อสร้างสรรค์ประเทศ ให้เข้าสู่ความปลอดภัยในเร็ววัน ขอฝากให้ช่วยกันสร้างชาติ

 
 


พุทธศักราช ๒๕๓๗ ..... พระมหากรุณาธิคุณแผ่ไพศาลสู่ประเทศลาวบ้านพี่เมืองน้องของไทย สะพานมิตรภาพไทย - ลาว เป็นโครงการที่ร่วมมือกัน ระหว่างรัฐบาล ๓ ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ แห่งหนึ่งของโลก มีความยาวประมาณ ๔,๐๐๐ กิโลเมตร และยาวที่สุด ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ไหลผ่านประเทศจีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม สะพานนี้เป็นสะพานข้ามแม่นำโขงแห่งแรก ที่เชื่อมสองประเทศ สถานที่ก่อสร้างในประเทศไทย ตั้งอยู่ หาดจอมมณี อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งอยู่ท่านาแล้ง ถนนท่าเดื่อ ห่างจากนครเวียงจันทร์ ๒๐ กิโลเมตร สนับสนุนด้านการเงิน โดยรัฐบาลของออสเตรเลีย เป็นค่าใช้จ่ายในการออกแบบ และก่อสร้างประมาณ ๓๐ ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา สะพานแห่งนี้เป็นความร่วมมือ ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย กับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อยังความสงบสุขสันติ ในภูมิภาคนี้ ตลอดจนแหลมอินโดจีน นับว่าเป็นสะพานที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทย - ลาว ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นอกจากนี้แล้วยังเป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ มีพิธีเปิดสะพานอย่างเป็นทางการโดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดพร้อมด้วยประธานประเทศลาว ช่วงตัวสะพานมีความยาว ๑.๒๐ กิโลเมตร กว้าง ๑๕ เมตรมีช่องสำหรับเดินรถ ๒ ช่องทาง ซึ่งตรงช่วงกลางสะพานออกแบบไว้สำหรับสร้างทางรถไฟซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างไปได้ถึงกลางสะพานแล้ว

 
 


พุทธศักราช ๒๕๓๘ .....
องค์การอาหาร และ เกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าถวายเหรียญทอง อะกรีโคล่า
สำหรับผู้นำประเทศที่มีบทบาทเด่นในการเกษตรและพัฒนาชนบท

 
 


พุทธศักราช ๒๕๓๙ ..... ตลอด ๕๐ ปีที่ผ่านมา กล้องถ่ายรูป แผนที่ และ วิทยุสื่อสาร ไม่เคยที่จะห่างจากพระวรกาย ในปีนี้มีงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี และ พระราชพิธีกาญจนาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติมาเป็นเวลานานที่สุด ครบ ๕๐ ปี ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๙ ซึ่งนับเป็นมหามงคลสมัยอันพิเศษยิ่ง ที่ยังความปลาบปลื้มปิติยินดีสู่ปวงชนชาวไทย ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศได้แสดงความกตัญญูกตเวที และแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้ทรงสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างอเนกอนันต์มายาวนานถึง ๕๐ ปี รัฐบาลฯ ในขณะนั้น และพสกนิกรชาวไทยได้ร่วมกันจัดงานเพื่อเฉลิมฉลอง ในวโรกาสดังกล่าว ซึ่งในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ชื่อการจัดงานว่า การจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี และ ชื่อพระราชพิธีว่า พระราชพิธีกาญจนาภิเษก

 
 


พุทธศักราช ๒๕๔๐ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของพสกนิกรชาวไทย ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยากนักที่จะหากษัตริย์องค์ใดมาเทียบเคียงได้ เนื่องด้วยพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีความเชี่ยวชาญในทุกด้าน และในด้านหนึ่งที่ทรงนับว่าเป็นอัจฉริยะยิ่งนั่น คือทางด้านการเล่นดนตรี และ การแต่งเพลงจนได้รับการแซ่ซ้องให้เป็น ..... คีตราชัน

เหตุที่พสกนิกรพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญา "คีตราชัน" ..... ก็เพราะทรงมีผลงานที่เกี่ยวข้องกับด้านดนตรีอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานพระราชนิพนธ์เพลง ทรงบรรเลงเครื่องดนตรีได้หลากหลาย อีกทั้งทรงมีความสนพระราชหฤทัยทางด้านดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ..... ผลงานเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ก็ล้วนแต่มีความหมายลึกซึ้งกินใจเป็นยิ่งนัก อาทิ เพลงแสงเทียน ซึ่งเป็นงานเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์เป็นเพลงแรก ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ครั้งดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช และ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ขณะดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ เป็นผู้นิพนธ์คำร้องภาษาไทย ในปีพ.ศ. ๒๔๙๐ จึงได้พระราชทาน "เพลงแสงเทียน" ให้นำออกมาบรรเลงให้พสกนิกรไทยได้รับฟังกัน ..... ซึ่ง "เพลงแสงเทียน" นี้เป็นเพลงในดนตรีแจ๊ส ซึ่งเป็นแนวดนตรีที่พระองค์ทรงโปรดมากที่สุด พระองค์ท่านเคยมีพระราชดำรัสว่า .....

"ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของข้าพเจ้า จะเป็นแจ๊ส หรือ ไม่ใช่แจ๊ส ก็ตาม ดนตรีล้วนอยู่ในตัวคนทุกคน เป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเรา สำหรับข้าพเจ้า ดนตรี คือสิ่งประณีตงดงาม และ ทุกคนควรนิยมในคุณค่าของดนตรีทุกประเภท เพราะว่าดนตรีแต่ละประเภทต่างก็มีความเหมาะสมตามแต่โอกาส และ อารมณ์ที่ต่างๆ กันไป " .....

"เมื่อพูดถึงการเล่นดนตรีก็ต่างกันอีก ถ้าข้าพเจ้าเล่นเพลงคลาสสิก และ มีใครทำเสียงดังอย่างงี้ ก็เป็นการรบกวน เพราะว่าดนตรีคลาสสิกต้องเล่นอย่างตั้งใจ จริงจัง ข้าพเจ้าไม่ได้พักผ่อนเท่าไรนัก ต้องคอยระวังไม่ให้ผิดโน้ต และ ไม่ให้ใครมารบกวนข้าพเจ้า" .....

" ถ้าหากว่าข้าพเจ้าต้องเล่นเพลงแจ๊ส ก็ดีกว่า เพราะว่าข้าพเจ้าเล่นทำนองได้ตามใจชอบ ตามที่รู้สึกในขณะนั้น ตามแต่อารมณ์ และ ความนึกคิดของข้าพเจ้า จะพาไป ถ้าใครจะมาทำเสียงดังเวลานั้น ข้าพเจ้าก็ถือว่าเป็นเสียงประกอบ และ ถ้าข้าพเจ้าเล่นผิดโน้ตก็เท่ากับว่า ข้าพเจ้าแต่งทำนองนั้นขึ้นเองในปัจจุบัน" .....

พระปรีชาสามารถทางการทรงดนตรีนี้เอง ..... ทำให้นักดนตรีแจ๊ซระดับโลกอย่าง เบนนี กูดแมน ซึ่งเป็นนักเป่าคาริเนท และ หลุยส์ อาร์มสตรอง นักเป่าทรัมเป็ท เคยกล่าวยกย่องพระองค์ว่าถ้าพระองค์เป็นสามัญชนธรรมดา พระองค์จะเป็นนักดนตรีชื่อก้องโลกทีเดียว ..... พระองค์พระราชนิพนธ์ เพลงอย่างต่อเนื่อง อาทิ "ชะตาชีวิต" ที่ทรงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ขึ้นเมื่อเสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และ หลังจากที่เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ แล้วยังทรงพระราชนิพนธ์ "ดวงใจกับความรัก" และ "อาทิตย์อับแสง" ในช่วงนี้ด้วย และ มีทำนองต่างไปจากบลูส์รุ่นแรกๆ คือทรงเปลี่ยนทำนองให้มีระดับเสียงช่วงกว้างขึ้น และ ทรงพระราชนิพนธ์ให้ทำนองมีลีลาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เพลงทั้งสองเพลงนี้มีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้น ..... แต่ไม่ใช่เฉพาะแจ๊สที่ทรงพระปรีชา กับดนตรีในจังหวะอื่นๆ อาทิเช่น จังหวะ วอลทซ์ ซึ่งเป็นจังหวะเต้นรำ ก็ทรงพระปรีชาไม่แพ้กัน อาทิ "สายฝน" เป็นพระราชนิพนธ์ในจังหวะวอลทซ์ ที่ทรงสร้างทำนองให้แตกต่างกันหลายประเภท ได้ไพเราะ และ ไม่ซ้ำกับใครอื่น ด้วยจังหวะวอลซ์ทำให้ "เพลงสายฝน" ติดอันดับเพลงลีลาศยอดนิยมของเมืองไทยในช่วงนั้น นอกจากนั้นก็มี "เทวาพาคู่ฝัน" "แก้วตาขวัญใจ" "ลมหนาว" "ค่ำแล้ว" .....

ระหว่างปี พศ. ๒๔๙๔ - ๒๔๙๕ ..... ในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พสกนิกรชาวไทยก็ได้รับพรพระราชทานจากพระองค์ท่านกันทั่วหน้า แถมยังได้เพลงอมตะสำหรับคนไทยอีก ๑ เพลง เมื่อพระองค์ทรงโปรดให้ใช้บทเพลงแทนการพระราชทานพร จึงรับสั่งให้ผู้ใกล้ชิดร่วมแต่งเพลง "พรปีใหม่" ขึ้น และ โปรดเกล้าฯ ให้ มจ.จักรพันธ์ ฯ ทรงเป่าแซกโซโฟน ในช่วงแรก และ ช่วงที่สาม โดยพระองค์ทรงเป่าในช่วง ที่สอง และ สี่ สลับกันไป จนครบทำนองเป็นเพลง แล้วแต่งคำอวยพรในบทเพลงตอนนั้นเลย แล้วเสร็จภายในครึ่งชั่วโมง และ ทรงพระราชทานให้แก่วงดนตรีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ วงสุนทราภรณ์ เพียงสองวงเท่านั้น เพลง "พรปีใหม่" นี้คงบรรเลงกันต่อเนื่องมาทุกๆ ปี จนถึงปัจจุบันนี้ .....

เพลงในแนวปลุกใจรักชาติ ..... ก็เป็นอีกแนวที่ทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้ อาทิ "เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย" "เราสู้" "มาร์ชราชนาวิกโยธิน" และ หนึ่งในผลงานที่คนไทยทุกคนร้อง และ สามารถฮัมทำนองได้นั่นคือ "ความฝันอันสูงสุด" จนกลายเป็นเพลงอมตะของวงการเพลงไทยในปัจจุบัน ..... เพลง "ความฝันอันสูงสุด" นี้ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์แตกต่างไปจากเพลงอื่นๆ ก็ตรงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นภายหลัง ก็เพื่อที่จะใส่ในบทประพันธ์แบบกลอนแปด การพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงนี้เป็นการเสริมให้กลอนแปดมีค่ามากยิ่งขึ้น เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ถึงห้าระดับเสียง อีกทั้งการแต่งเพลงไทยเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะต้องให้ได้ท่วงทำนองที่ไพเราะและต้องรักษาเนื้อหาของคำร้อง ถ้าทำนอง และ เสียงวรรณยุกต์ไม่ตรงกัน จะทำให้เสียงเพี้ยนผิดความหมาย ร้องยากและฟังไม่ชัดเจน .....

การที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองนี้ ..... ในขณะที่ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย แสดงถึงพระวิริยะอุตสาหะยิ่ง ของพระองค์ที่ทรงเลือกพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงในแบบกุญแจเสียงซีธรรมชาติ ซึ่งเป็นระดับเสียงพื้นฐาน ทำให้เพลงมีความหนักแน่น แทนที่พระองค์จะทรงเลือกใช้เสียงครึ่งตามแนวดนตรีตะวันตก ..... อีกแนวหนึ่งซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณสำหรับนิสิตนักศึกษาหลายสถาบัน นั่นคือการพระราชทานเพลงประจำมหาวิทยาลัย โดยเริ่มจากเพลง "มหาจุฬาลงกรณ์" ทรงพระราชทานให้เป็นเพลงของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นจึงทรงพระราชนิพนธ์เพลงพระราชทานให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตามลำดับ ..... ฐานะของการเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในทางดนตรีนั้น ไม่ได้ถูกแซ่ซ้องเฉพาะจากคนไทย แต่ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการได้รับความชื่นชมจากชาวเมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นนครแห่งดนตรีด้วย ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ สมัยที่พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ยังมีชีวิตอยู่ได้เล่าว่า ในขณะที่ตนเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเวียนนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จไปทอดพระเนตรการแสดงดนตรีของ N.Q. TONKUNSTLER ORCRESTRA ณ มิวสิคฮอลล์ เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ ..... ทางวงได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ชุด มโนราห์ สายฝน ยามเย็น มาร์ชราชนาวิกโยธิน และ มาร์ชราชวัลลภ ไปบรรเลง และ หลังจากที่วง N.Q. TONKUNSTLER ORCRESTRA บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์จบทุกครั้ง ผู้ชมที่อยู่ในฮอลล์จะลุกขึ้นยืนปรบมือถวายพระเกียรติเป็น เวลาที่ยาวนาน .....

พอถึงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๐๗ ..... ทางรัฐบาลออสเตรีย ได้ถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ลำดับที่ ๒๓ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ สถาบันการดนตรีและศิลปะ แห่งกรุงเวียนนา หรือ ที่มีชื่อว่า THE INSITUTE OF MUSIC AND ART OF CHY OF VIENNA ซึ่งปรากฏพระนามพระองค์อยู่บนแผ่นหินสลักของสถาบัน และ เป็นชาวเอเชียเพียงพระองค์เดียวที่ทรงได้รับการถวายพระเกียรติให้ทรงเป็นสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์นี้ นับเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจของพสกนิกรชาวไทยทุกคนด้วยอย่างยิ่ง ..... การที่ได้รับการถวายพระเกียรติจากสถาบันดังกล่าว เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านดนตรีอย่างสูง เพราะเพลงพระราชนิพนธ์ทุกเพลงสามารถใช้เป็นสื่อที่สร้างความคิดสรรค์ และ สร้างความดีงามให้กับผู้ฟังได้นอกเหนือไปจากการสร้างความประทับใจ อีกทั้งยังกลายเป็นเพลงอมตะจำนวนมาก ที่สำคัญผลงานของพระองค์ท่านถูกชื่นชมจากทั่วสารทิศ .....

 
 


พุทธศักราช ๒๕๔๑ ..... พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิตพอเพียง เมื่อเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในปี ๒๕๔๐ คน ที่ได้รับผลกระทบมากที่ สุด คือนักธุรกิจและผู้ที่ทำงานอยู่ ในเมืองใหญ่ บริษัทหลายแห่งล้ม ละลายต้องปิดกิจการ หลายแห่ง ต้องปลดพนักงานเพื่อประคับ ประคองให้บริษัทอยู่รอดได้ เมื่อ ต้องเดือดร้อนเพราะตกงานกัน มากขึ้น ทำให้หลายคนนึกถึง "การ ประหยัด" ความจำเป็นที่จะต้องรัด เข็มขัด ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมี ใครนึกถึง เพราะต่างก็จับจ่ายใช้ สอยซื้อหาวัตถุสิ่งของทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น ทั้งเกินกำลังรายได้ของตนเอง กันอย่างฟุ่มเฟือย แต่หากเราเฉลียวใจ และตั้งใจฟังพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ในทุกวันที่ ๔ ธันวาคม ของทุกปีกันอย่างมีสติ ก็จะเห็นว่าแท้จริงแล้วทรงเตือนพวกเราถึงเรื่อง การดำเนินชีวิตอย่างประหยัด พอเพียง และเรียบง่ายมาเป็นเวลานานแล้ว ..... วันที่ ๔ ธันวาคม เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ได้รับสั่งเกี่ยวกับเรื่องการกินการโกง โดยรับสั่งว่า หากบ้านเมือง ผู้คนยังโกงฉ้อราษฎร์บังหลวงอยู่อย่างนี้ บ้านเมืองพินาศนะ และเมื่อเร็วๆ นี้ ระหว่างผู้ว่า CEO เข้าเฝ้าฯ อยู่ พระองค์รับสั่งแช่งเลยว่า ใครโกงขอให้มีอันเป็นไป พวกเราคงจะได้รับฟังกันถ้วนทั่ว จริงๆแล้วหากจะขจัดการกินการโกงฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคงไม่ใช่ให้ตำรวจ มาคอยเฝ้าระวัง เพราะกลับทำเองเสียก็มี หรือให้ ป.ป.ช. คอยไล่สอบสวนลงโทษที่ปลายทาง หากแต่คงต้องเริ่มจากตัวเองแต่ละคนเป็นเบื้องต้นเสียก่อน คือทุกคนต้องปรับพฤติกรรมการเป็น อยู่ของตัวเองให้มีชีวิตบนความพอดี พอเพียง ประหยัด อดออม อยู่อย่างเรียบง่าย จะได้ไม่ แสวงหาประโยชน์บนความสกปรก ง่ายที่สุดก็คือ "ต้องประหยัด"

และต้นแบบในเรื่องนี้ พวกเราพสกนิกรชาวไทยคงไม่ต้องแสวงหาที่ไหน เพียงแต่ตั้งสติดำเนิน ชีวิตตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ก็ไปสู่ความพอดี พอเพียง และประโยชน์สุขแล้ว ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระอุปนิสัยที่ข้าราชบริพารและ ข้าราชการ ที่ใกล้ชิดรับ ทราบกันดีว่า "ทรงประหยัด" ซึ่งเป็นพระอุปนิสัยที่ติดพระองค์มาแต่ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงฝึกให้พระราชโอรส และพระราชธิดา รู้จักวิธีการประหยัด อดออม ทรงตั้งกระป๋องออมสินไว้กลางที่ประทับ ทรงเรียกว่า กระป๋องคนจน เมื่อถึงสิ้นเดือนจะ ทรงประชุมทั้ง ๓ พระองค์ว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปทำประโยชน์ อะไร หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยาก จนอย่างไรดี ..... สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวในพระราชสำนัก หรือจากสารคดีเฉลิมพระเกียรติ ก็จะเห็นบ่อยครั้งและ อาจสงสัยว่า ทำไมพระเจ้าแผ่นดินทรงใช้ดินสอที่เหลือสั้นกุดนิดเดียว และดินสอสั้นกุดนี้ใคร จะนำไปทิ้งไม่ได้ เพราะจะทรงกริ้วอย่างมาก หรือแม้แต่ฉลองพระองค์สูท หรือเบลเซอร์ถ้า สังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า จะทรงสูท หรือเบลเซอร์องค์เดิมให้เห็นซ้ำๆ บ่อยๆ แม้ว่าจะเสด็จฯใน ต่างสถานที่และต่างเวลา เบลเซอร์บางองค์ที่ทรงสวม เมื่อนำภาพห่างกัน ๑๐ ปี ๒๐ ปี มาเปรียบ เทียบกัน จะเห็นได้ว่าหลายองค์ยังคงใช้อยู่ ทั้งนี้ ก็เพราะทรงประหยัด ทรงใช้สิ่งของต่างๆ อย่างคุ้มค่าและทะนุถนอม

แม้กระทั่งฉลองพระบาท ..... ที่ทรงใช้เวลา เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ก็จะทรงฉลอง พระบาทองค์เดิมเป็นเวลา นานหลายสิบปี เท่าที่เห็นจะมี ๒ องค์ องค์หนึ่งเป็นฉลองพระบาทผ้าใบ และอีก องค์เป็นฉลองพระบาทหนังสีดำ ซึ่งฉลอง พระบาทนั้นไม่ใช่ยี่ห้อยอดนิยมหรือมี ราคาแพงเลย ฉลองพระบาทผ้าใบที่ทรง สวมเวลาเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรไม่เคยเปลี่ยน แบบเลยเป็น เวลาหลายสิบปีแล้ว ราคาไม่กี่ ร้อย คู่ไหนชำรุดก็ทรงส่งซ่อมร้านเล็กๆ ใกล้ๆ วัง ทำการซ่อมแซม ทรงใช้คุ้มราคา คุ้มค่าที่สุด ..... ส่วนนาฬิกาที่ทรงใช้นั้น แม้จะมีผู้ทูลเกล้าฯถวายนาฬิกายี่ห้อดัง ราคาแพง ก็ไม่ได้ทรงใช้ ทรง ใช้นาฬิกาธรรมดาที่ประชาชนทั่วไปใช้กันอยู่ ทรงมีนาฬิกาเพื่อใช้บอกเวลา ไม่ได้ทรงใช้เพื่อ การอื่น มักจะรับสั่งว่า ฉันใส่นาฬิกายี่ห้อ "ใส่แล้วโก้"

คณะทันตแพทย์ ..... เคยนำภาพหลอดยาสีพระทนต์ที่ทรงใช้แล้วมาแสดงให้ดู ทรงรีดเสียแบนราบ เป็นแผ่นกระดาษแม้ถึงกระเปาะใกล้จุกซึ่งอย่างดีเราก็เอานิ้วกดๆ จนคิดว่าหมด แต่ของพระองค์ ทรงกดจนแบนติด เรียกว่าหมดเกลี้ยงจริงๆ มีคนมาเล่าให้ฟังว่า พอทรงกดใช้มาถึงกระเปาะ แล้ว มหาดเล็กก็เห็นทรงกดไม่สะดวกก็เชิญหลอดใหม่มาถวาย มีรับสั่งให้นำกระเปาะที่เหลือ กลับมา และรับสั่งว่าที่เหลือนั่นยังใช้ต่อได้อีกตั้งหลายวัน

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ..... เสด็จฯไปทรงเยี่ยมโครงการทางภาคเหนือ วันนั้นพวกเราใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อต่อ ในเมืองไทย เสด็จฯผ่านมาทอดพระเนตร ทรงพอพระทัยมาก และรับสั่งให้ผมและเจ้าหน้าที่ ไปยืนข้างรถ ฉายภาพพระราชทานให้พวกเราเป็นที่ระลึก พร้อมรับสั่งว่า จะส่งรถมาขอให้นำ ไปต่อถังให้เป็นลักษณะนี้ด้วย ประหยัดดี และบังเอิญช่วงนั้นนํ้ามันแพงด้วย ต่อมาไม่นานก็พระ ราชทานรถกระบะขนาดเล็กครึ่งตัน เล็กกว่าปิกอัพเสียอีก พระราชทานให้พวกเราต่อเป็นเก๋ง ตรวจการณ์ ซึ่งก็ได้นำไปต่อถวายให้ตามพระราชประสงค์ และพ่นสีฟ้านํ้าเงินเหมือนรถแวก กอนเนียร์ที่ทรงใช้อยู่ด้วย ..... เรื่องของการประหยัดที่หลายคนอาจยังไม่ทราบก็คือ ทรงช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐบาล เป็นจำนวนมากมายมหาศาล อย่างเช่น เมื่อครั้งนํ้าท่วมหมู่บ้านเสรีในกรุงเทพฯ มีด็อกเตอร์ หลายคนกราบบังคมทูลวิธีการแก้ไข โดยการขุดคลองระบายนํ้ากว้าง ๕๐ เมตร ลึก ๔ เมตร ความยาวมากกว่า ๑๐ กิโลเมตร ใช้งบประมาณถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท และคลองที่จะขุดนี้ใช้ เฉพาะเวลานํ้าท่วม ซึ่งมีเพียง ๑๕ วันต่อปี คือเฉพาะในช่วงนํ้าเหนือมาเท่านั้น แต่ทรงมีวิธีการ ที่ง่ายกว่านั้น ใช้งบประมาณที่น้อยกว่ากันมาก รับสั่งให้ทำคันถนนเสมอกัน ห่างกัน ๑ กิโลเมตร ขนานไปเรื่อย ตรงกลางเก็บเป็นพื้นที่สีเขียวไว้ ถึงหน้านํ้ามาก็ให้ไหลไประหว่างถนนนี้ เรียกว่า คลองลอยฟ้า หรือคลองบนดิน ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่มีใครคาดถึง เรียบง่าย และประหยัดงบประ มาณที่สุด และคำนวณออกมาแล้ว เราได้คลองกว้างกว่า ๒๐ เท่าตัว แต่ใช้เงินแค่ ๔๐ กว่าล้าน เท่านั้นเอง

นอกจากนี้ ..... ทรงประหยัดในการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ ทรงเน้นว่าเป็นการประหยัดเพื่อ ให้เกิดความยั่งยืน มีกินมีใช้ไปชั่วลูกหลาน ทรงทำให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่ในโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริที่มีอยู่มากมายหลายพัน โครงการ อย่างเช่น เวลาจะบำบัดนํ้าเสีย ร้อยทั้งร้อยโดย เฉพาะฝ่ายราชการก็จะนึกถึง ระบบบำบัด นํ้าเสียแบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ ราคาแพง มหาศาลเป็นพันๆล้าน อย่างที่เป็นคดีอื้อ ฉาวอยู่ในขณะนี้ พระองค์กลับคิดที่จะนำ ผักตบชวามาใช้ เช่น คลองมักกะสัน โดย ใช้อธรรมปราบอธรรม คือ ผักตบชวา ปราบนํ้าเน่า ซึ่งได้ผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ต่อสายตา พวกเราทุกคน กรณีแหลมผัก เบี้ยก็เอานํ้าเน่าจากเทศบาลจังหวัดเพชรบุรี มาบำบัด โดยบ่อตกตะกอน แล้วกรองด้วย พืชนานาชนิด โดยไม่ต้องมีการใช้พลังงาน เลย ใช้ธรรมชาติคือ การตกตะกอน สายลม แสงแดด พืชชนิดต่างๆ เป็นตัวบำบัด ลงทุนครั้ง เดียวในการสร้างโครงสร้าง แล้วปล่อยระบบทำงานไปเอง ใครอยากศึกษาก็ไปศึกษาได้ เพราะ ได้ผลสำเร็จ พิสูจน์ทราบได้ทั้งทางปฏิบัติและวิชาการมาดูกันมาก ทุกระดับ ประทับใจกันทุก คน แต่ไม่มีใครไปทำ เพราะมันง่ายและราคาถูกกระมัง จึงไม่มีใครชอบ?

ทฤษฎีใหม่ ..... ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยการบริหารจัดการที่ดินและน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลที่ได้ สำหรับราษฎรก็คือ เป็นการลดค่าใช้จ่ายและค่าอาหารบางส่วน เพราะต่างคนต่างมีซุปเปอร์มาร์ เกตส่วนตัวหลังบ้าน มีทั้งพืชผักสวนครัว ผลไม้ ปลา ไก่ เป็ด แม้กระทั่งไข่ไก่ ไข่เป็ด ที่สามารถ เก็บมากินได้ตลอดเวลา และยังอาจนำผลผลิตที่มีต่างกันมาแลกเปลี่ยนระหว่างบ้านได้อีกด้วย เป็นความประหยัดที่แฝงด้วยความเอื้ออาทรระหว่างกัน

นอกจากนี้ ..... ทรงสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ที่เขตห้วยขวาง นอกจากจะเป็นศูนย์รวมจิต ใจของประชาชนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังทรงแสดงให้เห็นอีกว่า การสร้างพระอุโบสถ ไม่จำเป็นต้องสร้างให้ใหญ่โต เพราะยากแก่การดูแลรักษา แต่ควรสร้างอย่างเรียบง่าย มีขนาด ประหยัด พอควรแก่ฐานะ และไม่เดือดร้อนแก่ผู้ดูแลในภายหลัง เดิมเราเสนองบประมาณที่คิด ว่าน้อยแล้ว คือทั้งวัดประกอบด้วย พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิพระหลายหลัง ภูมิทัศน์ สระน้ำ ฯลฯ เป็นเงิน ๑๒๐ ล้านโดยประมาณ รับสั่งว่าแพงไป ทรงตัดฉับเดียวเหลือ ๑๔ ล้าน บาท ต้องเขียนว่าฉับเดียว เพราะตัดศูนย์แค่ตัวเดียว อย่างไรก็ตาม ก็ได้วัดสวยงาม กะทัดรัด อย่างที่เห็นทุกวันนี้

ทั้งหมดที่เล่าสู่กันฟังนี้ ..... เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระองค์ โดยยึดแนวทางแห่ง การประหยัด แต่มีเพียงเรื่องเดียวที่ไม่ได้ทรงประหยัดเลยก็คือ น้ำพระทัย และพระราชดำริที่พระราชทานมาตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรไทยให้มี หความเป็นอยู่อย่างพอเพียง อยู่ดีกินดี และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขกันถ้วนหน้า.

 
 


พุทธศักราช ๒๕๔๓ ..... เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลาย ก็ทราบว่า เรา เราเลี้ยงสุนัข เค้าอยากเรียก ว่านักพอเพียง แต่ที่จริงไม่พอเพียง เป็นสุนัข เป็นสุนัขประหยัด แล้วก็มีท่านผู้ว่าพระนคร ก็ รับรองว่าเลี้ยงสุนัข ประหยัดดี ท่านเลี้ยงแมว เราเลี้ยงหมา มีประโยชน์มาก สุนัขนี้มีลูกมา ๖ เอ่อ ๙ ตัว ๙ ตัว ชุดแรกเมื่อ ๒-๓ ปี ๓ ปีก่อน ๒ ปี สุนัข สุนัขประหยัดตัวแรก ออกลูกมา ๙ ตัว แล้วก็ เสร็จแล้ว เมื่อ ๔ เดือน สุนัขอีกตัวหนึ่ง ออกลูกมาอีก ๙ ตัว เป็น ๑๘ แล้วก็เมื่อ ๒ เดือน สุนัขอีกตัว ออกลูกมาอีก ๙ ตัว เป็นมงคลอย่างยิ่ง เป็น ๒๗ แต่หลังนี่ที่ ๒ เดือน เป็นครู ก่อนนี้ ชุดแรก ๙ ตัวแรก ได้แจกไปให้คนที่ต้องการไป ๗ ตัวเหลือ ๒ ตัว ชุดที่ ๒ ตัวที่ ๒ แจกไป ๓ ตัว เหลือ ๖ ชุดที่ ๓ นี่ ๙ ตัว ไม่แจก เป็นครู เป็นครูเมื่อวานนี้เอง ไปที่คอก มีตัวนึง เป็นตัวที่ ๘ ตัวที่ ๘ ชื่อ ทองอัฐๆ เป็นขนมนะ ไม่ทราบว่าใคร ใครเคยกินขนมทองอัฐ ๙ ตัวนี่เป็นขนมทั้งนั้น เป็นชื่อขนมเพราะว่า แม่หางม้วน

แล้วก็บอกว่า ..... ลูกจะต้อง ชื่อทองม้วน มีอีกตัว น้องของทองแดง เราจะให้ชื่อว่าทองม้วน มันไม่ได้ ทองแดง น้องของทองแดงคือ ทองเหลืองๆ นี่ก็ให้คนอื่นเค้าไป ทองเหลือง ก็ลูกจะให้ชื่อว่าทองเหลือง ปรากฏว่า ตัวแรกที่ออกมา เป็นตัวเมีย ตัวเมียให้ชื่อทองเหลืองไม่ได้ แข็งเกินไป เลยชื่อว่าทองชมพูนุท ทองชมพูนุท เป็นขนมเหมือนกัน ขนมทองชมพูนุท ตัวที่สองเป็นผู้ชาย จะให้ชื่อว่าทองม้วน ก็ไม่ได้ เพราะว่ามีขนม ชื่อทองเอก เอกต้องมาก่อน ก็ตัวที่ ๑ ชมพูนุท ทองชมพูนุท ตัวที่สอง ทองเอก ก็เป็นขนม ตัวที่สามเป็นทองม้วน ตัวที่สี่เป็นทองทัด เดือดร้อนเหมือนกัน เพราะ มีคนชื่อทองทัด แต่ว่า ก็ยังไงก็ บางคนเค้าให้ชื่อ ชื่อคนเค้านับถือใคร ก็ให้ชื่อ นี่ไม่ได้ตั้งใจดูหมิ่นว่าคน ที่ชื่อทองทัดนะ เป็น ทองม้วน ก็มีวันก่อนนี้ วันก่อนนี้มีคนชื่อทองม้วนมา ชมพูก็มี คนที่ชื่อเอกก็มี ก็ทองทัด ตัวต่อไปชื่อทองพลุ

คงไม่มีชื่อคน ..... ชื่อพลุ ชื่อทองพลุ ต่อไปก็ชื่อ ทองหยิบ แล้วตัวที่เจ็ด ชื่อทองหยอด ทองหยอด ตัวที่แปดชื่อทองอัฐ อัฐ-ฐะ ตัวที่เก้าชื่อทองนพ แล้ววงเล็บว่า วงเล็บว่าคุณ ก็ทองนพคุณ ก็เป็นขนมนะ แต่ทีนี้ก็เป็นชื่อคน ชื่อคนก็มีนพคุณเยอะแยะ แต่ว่านี่เป็นชื่อขนม ทองนพคุณ ขนมทั้งเก้าตัว นี้ที่เล่าให้ฟังก็เพราะว่า ที่ชื่อทองอัฐ ท่านจะพาลมาก ไปดื้อ ไปขู่ตัวโน้นตัวนี้ แม่ แม่เห็นอย่างนั้น กัดแบบสั่งสอน สั่งสอนทองอัฐ นั่นก็ร้องเอ๋ง เพราะตัวรู้ว่าตัวผิด ทองแดงก็สอน แหมยิงฟัน เขี้ยวใหญ่ ลงท้ายทองอัฐก็เชื่อฟัง แล้วก็เป็นเด็กดี เป็นหมาดี ไม่ ไม่