REGISTER LOG IN
 
 
WEBBOARD
 
ระบบสืบพันธุ์ ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบประสาท
  105,706 View Post by : Momay Rate :

ระบบสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วย



1. อัณฑะ (Testis) และถุงอัณฑะ (Scrotum)



อัณฑะ มีลักษณะรูปร่างคล้ายไข่ฟองเล็ก ยาว 3-4 Cm หนาประมาณ 2-3 Cm หนักประมาณ 50 กรัม อัณฑะมี 2 ข้างและขนาดใหล้เคียงกันอยู่ภายในถุงอัณฑะ เพื่อปรับอุณหภูมิให้ต่ำกว่าช่องท้องประมาณ 3 - 5 องศาเซลเชียส เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการผลิตตัวอสุจิ (Sperm)



2. หลอดสร้างตัวอสุจิ (Semimiferous tubles) และท่อนำตัวอสุจิ (vasdeferens)



หลอดสร้างตัวอสุจิเป็นหลอดที่หน้าที่ผลิตตัวอสุจิจะประกอบด้วยกลุ่มเชล spermatogonium และ sertoli cell



ทำหน้าที่สร้างอาหารให้ตัวอสุจิและปล่อยออกมาทาง retetestis เข้าไปอยู่ในหลอดเก็บตัวอสุจิ



3. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (seminal vesicle) ทำหน้าที่สร้างอาหารให้แก่ตัวอสุจิ ส่วนมากเป็นน้ำตาลฟรักโตส วิตามินซี และโปรตีนโกบุลิน



4. ต่อมลูกหมาก (prostate gland) ทำหน้าที่หลั่งสารที่เป็นเบสอย่างอ่อนและสารที่ทำให้ตัวอสุจิแข็งแรงและว่องไว



5. ต่อมคาวเปอร์ (cowper gland) มีหน้าที่หลั่งสารของเหลวใสๆไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะเกิดดารกระตุ้นทางเพศ



6. อวัยวะเพศชาย (pennis) เป็นกล้ามเนื้อที่หดและพองตัวได้คล้ายฟองน้ำในวลาปกติจะอ่อนและงอตัวอยู่ แต่เมื่อถูกกระตุ้นจะเเข็งตัวเพราะมีเลือดมาคั่งมาก ภายในจะมีท่อปัสสาวะทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิและน้ำปัสสาวะ



น้ำอสุจ ิแต่ละครั้งที่หลั่งออกมาประกอบด้วยตัวอะสุจิและน้ำหล่อเลี้ยงต่างๆประมาณครั้งละ 3 ลบ . ซม . จำนวนอสุจิประมาณ 300-500 ล้านตัว



ตัวอสุจ ิมีขณาดเล็กมากมีลักษณะคล้ายลูกอ๊อดประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนหางดังรูป มีอายุ 48 ชั่วโมงเมื่อเข้าไปในมดลูก

    Momay        

Reply : ระบบสืบพันธุ์ ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบประสาท

กรุณา Login ก่อนโพสข้อความ

Comment :  1  
ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง



โครงสร้างของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง



รังไข่ (Ovary) รังไข่ชั้นนอกประกอบด้วยถุงไข่ซึ่งเจริญอยู่ในชั้นต่างๆ



ถุงไข่อ่อน (primodial follicle) ประกอบด้วยเซลล์ไข่ (oocyte) ล้อมรอบด้วยเซลล์แกรนูโลซา เจริญอยู่ในขั้น

diplotene ของระยะ prophase ของการแบ่งตัวแบบ meiosis ครั้งที่ 1 การแบ่งตัวจะดำเนินต่อเมื่อผู้หญิง เข้าสู่วัยแรกรุ่นเท่านั้นถุงไข่ปฐมภูมิ (primary follicle) เซลล์ไข่เจริญขึ้นล้อมรอบด้วยเซลล์แกรนูโลซา ซึ่งแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและมีตัวรับสัญญาณ FSH (FSH receptor) เซลล์ไข่หลั่งสาไกลโคโปรตีน แยกไข่อ่อนจากเซลล์แกรนูโลซาถุงไข่ทุติยภูมิ (secondary follicle) เซลล์ไข่จะเจริญและ โตเต็มที่ มีตัวรับสัญญาณของ LH (LH receptor) เซลล์ไข่ที่อยู่ในถุงไข่ขั้นนี้แบ่งตัวแบบไมโอซิสต่อ อยู่ในขั้นเมทาเฟสที่ 1 (Metaphase i)



ถุงไข่กราเฟียน (graffian follicle) เซลล์แกรลูโนซาเพิ่มจำนวน การสะสมของเหลวในถุงไข่ (follicular fluid) เกิดช่องของเหลวตรงกลางเรียกว่า แอนทรัม (antrum) เซลล์ไข่ในถุงไข่กราเฟียนแบ่งตัวแบบไมโอซิสถึงขั้น เมทาเฟสที่ 2 จะไม่เจริญต่อจนกว่าจะได้รับการผสมกับเชื้ออสุจิ ของเหลวในถุงไข่ (follicular fluid) ประกอบด้วยโปรตีน ฮอร์โมนชนิดเปปไทด์ (FSH,LH) เอนไซม์ต่างๆ



หน้าที่ของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง



การสร้างเซลล์ไข่ (Oogenesis) เซลล์โอโอโกเนีย ทั้งหมดในรังไข่ของตัวอ่อนในครรภ์จะพัฒนาเป็น เซลล์ไข่ปฐมภูมิ จากนั้นเริ่มมีการแบ่งตัวแบบไมโอซิส ครั้งที่ 1 โดยการสร้าง DNA เพิ่มขึ้น (4n) เมื่อคลอด เซลล์ไข่อยู่ในขั้นปฐมภูมิซึ่งมีโคโมโซม 46 อัน แต่ละโคโมโซมมี 2 โครมาทิด เซลล์หยุดการเจริญที่ขั้น diplotene ตลอดวัยเด็ก เมื่อถึงวัยแรกรุ่นรังไข่เริ่มทำงานเซลล์ไข่ปฐมภูมิแบ่งตัวต่อให้เซลล์ไข่ทุติยภูมิ ซึ่งมีโคโมโซมลดลงครึ่งหนึ่ง และโพลาร์บอดีอันที่ 1 การแบ่งตัวแบบไมโอซิสครั้งที่ 2 เกิดขึ้นขณะที่เซลล์อยู่ใน ท่อนำไข่และได้รับการผสมกับเชื้ออสุจิแล้วเมื่อการแบ่งตัวแบบไมโอซิสครั้งที่ 2 เสร็จสมบูรณ์จะได้ไข่ที่เจริญเต็มที่ ซึ่งมีโครโมโซม 23 อัน และโพลาร์บอดีอันที่ 2 รอบเดือนระบบสืบพันธุ์เพศหญิงมีลักษณะการเปลี่ยนแปลง เป็นวงจรหรือเป็นรอบ แต่ละรอบใช้เวลา 28 วัน การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดที่รังไข่ มดลูก และอวัยวะเพศส่วนอื่นๆ

เช่น ปากมดลูก โดยเฉพาะที่มดลูกมีการสลายเซลล์ที่ผนังบุผนังมดลูกทำให้เกิดเป็นเลือดประเดือน รอบเดือนนี้ เป็นผลของการออกฤทธิ์ร่วมระหว่างฮอร์โมนจาก ไฮโพทาลามัสต่อมใต้สมองส่วนหน้า และรังไข่ รอบเดือนน ี้เริ่มนับวันที่มีประจำเดือนวันแรกเป็นวันที่ 1



1. การเปลี่ยนแปลงที่รังไข่

การเจริญของถุงไข่ ซึ่งมีเซลล์ไข่อยู่ภายในเรียกว่า Folliculogenesis แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะฟอลิคูลาร์ ได้แก่ ช่วง 14 วันแรกของรอบเดือนและระยะลูเทียม เริ่มหลังจากการตกไข่จนกระทั่งมีการสลายตัว ของคอปัสล ูเทียมซึ่งได้แก่ 14 วันหลังของรอบเดือน

ก . ระยะฟอลิคูลาร์

เป็นช่วงเวลาของการเจริญเติบโตของถุงไข่อ่อนเกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยแรกรุ่น ภายใต้อิทธิพลของ FSH และ LH ถุงไข่อ่อนจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเซลล์แกรนูโลซาเพิ่มจำนวนและมีการสะสม



การควบคุมการทำงานของรังไข่

การทำงานของรังไข่ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนโกนาโดโทรฟิน ซึ่งหลั่งมาจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า ความสัมพันธ์ ของไฮโพทาลามัส ต่อมใต้สมอง และรังไข่ LH จะมากระตุ้นเซลล์ทีคาให้สร้างแอนโดรเจน ซึ่งจะถูกเปลี่ยน เป็นเอสโทรเจนที่เซลล์แกรนูโลซาส่วน FSH จะเร่งให้มีการพัฒนาของเซลล์แกนูโซลาเพื่อให ้สร้างเอสโทรเจน โพรเจสเทอโรน และอินฮิบิน ในช่วงแรกของระยะฟอลิคูลาร์ระดับเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนต่ำ การหลั่งของ FSH และ LH ไม่ถูกยับยั้งดังนั้นจึงมีระดับค่อนข้างสูง เมื่อถุงไข่เจริญเติบโตทำให้มีการหลั่ง ของเอสโทรเจนเพิ่มขึ้นจึงมีผลยับยั้งการหลั่งของ FSH และ LH และ GnRH จากต่อมใต้สมองและ ไฮโพทาลามัส ตามลำดับ การควบคุมนี้เป็นการควบคุมป้อนกลับเชิงลบ ก่อนการตกไข่ FSH และ LH จะมีระดับต่ำลงในขณะที่เอสโทรเจนเพิ่มระดับขึ้นสูงมาก เอสโทรเจนที่พิ่มขึ้นจะมาควบคุมการทำงานของต่อม ใต้สมองส่วนหน้าและไฮโพทาลามัสเอสโทรเจนออกฤทธิ์ต่อต่อมใต้สมองส่วนหน้าโดยจะเตรียมต่อมเพื่อตอบสนอง ต่อ GnRH เพิ่มการหลั่งของ FSH และ LH เป็นการควบคุมป้อนกลับเชิงบวก (positive feedback control) เป็นผลให้เกิด LH surge การควบคุมป้อนกลับเชิงบวกนี้พบในเพศหญิงเท่านั้น หลังจากการตกไข่คอร์ปัสล ูเทียมสรางและหลั่งฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนมากซึ่งมีผลย้อนกลับไปยับยั้งการหลั่งของ FSH และ LH อินฮิบินจะออกฤทธิ์ยัยั้งการหลั่ง FSH ที่ต่อมใต้สมองส่วนหน้า ในระยะฟอลิคูลาร์ การหลั่งของ LH จะเป็นจังหวะขึ้นๆ ลงๆ ทุก 90 นาที ในระยะลูเทียมจังหวะของการหลั่ง LH จะนานขึ้น



ความผิดปกติของระบบสีบพันธุ์เพศหญิง



ประจำเดือนไม่มา (Amenorrhea)

ภาวะที่ประจำเดือนมาไม่สมำเสมอมักพบในคนที่มีเอสโทรเจนต่ำหรือมีความผิดปกติของโรคอื่น เช่น hypothyroidism ทำให้ไม่มีประจำเดือน amenorrhea แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ในกรณีที่ไม่เคยมี ประจำเดือนเลยตั้งแต่เป็นสาวเรียกว่า primary amenorrhea สาเหตุที่พบบ่อยคือ กรณีที่มีความผิดปกติ

ของต่อมใต้สมองอย่างรุนแรง ส่วนบางรายที่เคยมีประจำเดือนมาก่อนแต่หยุดไปด้วยสาเหตุบางประการ เช่น การตั้งครรภ์ เกิดเจ็บป่วย ช่วงการซ้อมหนักในนักกีฬาหรือมีความวิตกกังวลสูง กลุ่มนี้จัดอยู่ในพวก secondary amenorrhea



รังไข่ทำงานน้อย (Hypogonadism)

เด็กหญิงที่เกิดมาโดยไม่มีรังไข่แต่กำเนิกหรือรังไข่ไม่ทำงานก่อนวัยแรกรุ่น จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า female eunucoidism คือ จะไม่มีลักษณะเพศทุติยภูมิ อวัยวะเพศจะมีลักษณะคล้ายของเด็ก ตัวจะ สูงเพราะ epiphysial plat ยังไม่เปิด



รังไข่ทำงานมาก (Hypogonadism)

เป็นภาวะที่รังไข่หลั่งฮอร์ดมนออกมามากกว่าปกติเนื่องจากมีเนื้องอกของรังไข่ จะสังเกตเห็น ความปกติได้ในระยะก่อนวัยแรกรุ่น ถ้าเป็นเนื้องอกของเซลล์ทีคาแอนโรเจนจะหลั่งออกมามาก เด็กหญิงจึง มีลักษณะคล้ายเด็กชาย แต่ถ้าเป็นเนื้องอกของเซลล์แกรนูโลซาจะทำให้เอสโทรเจนสูง จึงเป็นสาวเร็วจะมีประ จำเดือนตั้งแต่ยังน้อย



การตั้งครรภ ์ (pregnancy)



การปฏิสนธิ (Fertilization)

ความสามารถของเซลล์ไข่ในการปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิ อยู่ได้นานประมาณ 15-18 ชม . หลังจากการตกไข่ถ้าเซลล์ไข่ไม่ได้รับการผสมก็จะสลายตัวไป ส่วนเชื้ออสุจิมีชีวิตอยู่ในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงได้นานประมาณ 48 ชม .

การปฏิสนธิระหว่างเชื้ออสุจิและเซลล์ไข่เกิดขึ้นในท่อนำไข่ ไกลโคเจนที่สะสมในชั้นเยื่อบุของช่องคลอดถูกเปลี่ยนเป็นกรดแลกติก ภาวะกรดที่เพิ่มขึ้นทำให้เชื้ออสุจิเคลื่อนที่ได้ดีขึ้น เอสโทรเจนมีลให้มดลูกบีบตัวช่วยพาเชื้ออสุจิไปยังท่อนำไข่ ส่วนเซลล์ไข่จะถูกปัดเข้าไปในท่อนำไข่โดยฟิมเปรีย เมื่อเชื้ออสุจิสัมผัสกับเซลล์ไข่แคลเซียมจากภายนอกเคลื่อนผ่านช่องแคลเซียมเข้าสู่ภายในหัวของเชื้ออสุจิ การเพิ่มของแคลเซียมจะกระตุ้นให้เชื้ออสุจิปล่อยเอนไซม์อะโครซิน และเจาะผ่านชั้นโซนาเพลลูซิดา ทันทีที่เยื่อหุ้มไข่และเยื่อหุ้มเชื้ออสุจิรวมตัวกัน ภายในเซลล์ไข่เริ่มการแบ่งตัวแบบไมโอซิสครั้งที่ 2 ต่อ ได้เป็นเซลล์ไข่ที่มีโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่ง เมื่อโปรนิวเคลียสทั้งสองชนิดรวมตัวกันได้ตัวอ่อนที่มี 46 โครโมโซม ตัวอ่อนแบ่งตัวให้กลุ่มเซลล์ (morula) ขณะเดินทางมายังมดลูกหลังจากปฏิสนธิได้ 6 วันตัวอ่อนจะะแบ่งเซลล์ได้ประมาณ 64 เซลล์ จากนั้นพัฒนาเป็นขั้นบลาสโทซิสต์ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ชั้นในซึ่งจะเจริญไปเป็นทารก เซลล์ชั้นนอกเรียกว่า โทรโฟบลาสต์

การฝังตัวของตัวอ่อน บลาสโทซิสต์จะลอยอยู่ในของเหลวในโพรงมดลูกอยู่ประมาณ 1 วันก่อนที่จะฝังตัวในผนังมดลูกในวันที่ 7 หลังการปฏิสนธิ เมื่อบลาสโทรซิสต์ฝังตัวเซลล์โทรโฟบลาสต์จะพัฒนาเป็น 2 ชั้น เซลล์ชั้นในที่หุ้มตัวอ่อนเรียกว่าไซโทโทรโฟบลาสต์ ส่วนชั้นนอกเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ซินซิทิโอโทรโฟบลาสต์ เซลล์โทรโฟบลาสต์เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของรก เมื่อรกเจริญเติบโตจะทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสารอาหาร ออกซิเจน และของเสยต่างๆ ระหว่างระบบไหลเวียนของแม่และลูก



ฮอร์โมนจากรก

ขณะตั้งครรภ์รกจะสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับการตั้งครรภ์หลายตัวจากชั้นเซลล์ซินซิทิโอโทรโฟบลาสต์

ก . โกนาโดโทรฟินจากรก

สามารถวัด HCG ในปัสสาวะของมารดาได้ตั้งแต่วันที่ 9 ของการตั้งครรภ์และระดับจะสูงขึ้นระหว่างสัปดาห์ที่ 9-12 หลังจากนั้นจะลดลง การตรวจพบ HCG ในปัสสาวะหรือเลือดใช้เป็นดัชนีบ่งชี้ถึงการตั้งครรภ์ HCG ทำหน้าที่ยืดอายุการทำงานของคอร์ปัสลูเทียม กระตุ้นการสร้างและหลั่งฮอร์โมนณัแลกซินเพื่อยับยั้งการหดตัวของมดลูก

ข . Human chorionic somatomammotropin (HCS)

เป็นฮอร์โมนชนิดเปปไทด์ประกอบด้วยกรดอะมิโน 191 หน่วย มีโครงร้างเหมือนฮอร์โมน

โซมาโทโทรฟินหรือโกรทฮอร์โมน และโพรแลกทิน แต่มีผลแบบโพรแลกทินสูงกว่าโกรทฮอร์โมน ขณะที่ระดับ HCG ลดต่ำลงหลังจาก 3 เดือนของการตั้งครรภ์ รกจะสร้าง HCS ในสัปดาห์ที่ 4 และจะเพิ่มระดับขึ้น เรื่อยๆ จนถึงระดับสูงสุดเมื่อใกล้คลอด

ค . โพรเจสเทอโรน

รกจะเริ่มสร้างโพรเจสเทอโรนในสัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์ถึงระดับสูงสุดเมื่อใกล้คลอด โพรเจสเทอโรนถูกขับทิ้งทางปัสสาวะ โพรเจสเทอโรนเป็นฮอร์โมนที่สำคัญสำหรับการตั้งครรภ์โดยเตรียมเยื่อบุมดลูกเพื่อรับตัวอ่อน ทำงานร่วมกับฮอร์โมนรีแลกซิน ลดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของแม่ไม่ให้ต่อต้านการมีทารกซึ่งเปรียบเสมือนเซลล์แปลกปลอมในร่างกายของแม่

ง . เอสโทรเจน

รกสร้างเอสโทรเจนได้ทั้งเอสทราไดออล เอสโทรนและเอสไทรออล แต่สร้างเอสไทรออลได้มากกว่าฮอร์โมนอีก 2 ชนิดและมีระดับเพิ่มขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์คือช่วยในการพัฒนาเต้านมและทำให้กล้ามเนื้อมดลูกมีขนาดโตขึ้น ทำให้เอ็นยึดต่างๆในอุ้งเชิงกราน และกระดูกหังหน่าว ช่วยให้บิเวณช่องคลอดขยายออกได้กว้างขึ้น
  Momay    

Comment :  2  
ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System)



ระบบต่อมไร้ท่อเป็นอีกระบบหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะภายในร่างกายให้ทำงานประสานงานกันซึ่งระบบนี้จะทำหน้าที่นอกเหนือไปจากการทำงานของระบบประสาท เพราะการกระทำของต่อมไร้ท่อให้ผลช้าแต่ทำงานนานกว่าระบบประสาทโดยอาศัยสารเคมีที่ต่อมไร้ท่อผลิตขึ้นมาที่เรียกว่า ฮอร์โมน (Hormone) ฮอร์โมนเกือบทั่งหมดจะถูกขนส่งไปสู่อวัยวะทั่วร่างกายโดยทางระบบไหลเวียนโลหิตแต่จะออกฤทธิ์หรือมีผลต่ออวัยวะหรือเซล บางตัวเท่านั้น ต่อมไร้ท่อในร่างกายมนุษย์ ที่ควบคุมการเจริญเติบโตแบ่งออกได้ดังนี้คือ



1. ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญ ๆ คือ



- Hormone ควบคุมเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกายโดยเฉพาะกระดูกและกล้ามเนื้อ



- Hormone กระตุ้นต่อมธัยรอยด์ให้สร้าง Thyroxin เพิ่มขึ้น



- Hormone กระตุ้นการสร้างเซลสืบพันธ์



- Hormone กระตุ้นการตกไข่และสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและชาย



- Hormone กระตุ้นต่อมหมวกไต ส่วนเปลือกให้สร้างฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้น



- Hormone กระตุ้นการขยายเต้านมสำหรับหญิงที่มีครรภ์



- Hormone ช่วยในการดูดน้ำกลับจากท่อของหน่วยไตเพื่อรักษาระดับน้ำในร่างกาย ถ้ามี Hormone น้อย จะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า เบาจืด คือ ปัสสาวะมากและจาง



- Hormone ที่ช่วยทำให้มดลูกหดตัวในการคลอดกระตุ้นการหลั่งน้ำนมและช่วยในการหลั่งน้ำกามและเร่งการเคลื่อนของตัวอสุจิในเพศชายเพื่อการผสมพันธ์



- Hormone กระตุ้นให้เซลเม็ดสีสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น



2. ต่อมธัยรอยด์ (ThyroidGland)



ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญคือธัยร็อกซิน (Thyroxin) โดยอาศัยไอโอดีนเป็นวัตถุดิบ ( ร่างกายต้องการไอโอดีนประมาณสัปดาห์ละ 1 มิลลิกรัม ) ธัยร็อกซินมีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง คือ



- ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก สมองและระบบประสาท ในเด็กที่กำลังเจริญเติบโตถ้าขาดจะทำให้สมองเสื่อม ในผู้ใหญ่ถ้าขาดจะทำให้การรับรู้และสั่งงานของระบบประสาทช้าลง



- ช่วยในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเพื่อเป็นผู้ใหญ่



- ควบคุมอัตราเมตาบอลิสึม (BMR) ในร่างกายความผิดปกติอันเนื่องมาจากธัยร็อกซิน แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ



1) มีธัยร็อกซินน้อยไป (Hypothyroxin)



1.1) ในทารก ทำให้เกิดร่างกายแคระแกรน เจริญเติบโตช้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง ลิ้นใหญ่และอาจห้อยออกมานอกปาก ปัญญาเสื่อม



1.2) ในผู้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการบวมใสใต้ผิวหนังแลดูคล้ายเทียนไขกล้ามเนื้อไม่มีแรง ผิวหนังแห้ง ซีด โลหิตจาง สติปัญญาเชื่องช้าลง



1.3) เกิดโรคคอพอกชนิดธรรมดา



2) มีธัยร็อกซินมากเกินไป (Hyperthyroxin)



2.1) ร่างกายผอม น้ำหนักลด กินจุ อ่อนแอ ตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากและไวขึ้น



2.2) เกิดโรคคอพอกชนิดเป็นพิษ





3. ต่อมเพศ (Gonad)



ในชายได้แก่อัณฑะและในหญิงได้แก่รังไข่ซึ่งมีหน้าที่สำคัญ 2 อย่างคือ สร้างเซลสืบพันธ์และสร้างฮอร์โมน





ฮอร์โมนเพศชาย ที่สำคัญคือ เทสทอสเตอโรน (Testosterone) ซึ่งจะทำหน้าที่หลายอย่างคือ



1) ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธ์



2) ทำให้อัตราการเจริญเติบโตของกระดูกเพิ่มขึ้น



3) กระตุ้นการสร้างโปรตีนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเอ็นไซม์



4) ควบคุมการหลั่งของฮอร์โมนเพศชาย



- ถ้าตัดอัณฑะออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้



1) ในเด็ก - ทำให้อวัยวะสืบพันธ์ไม่เจริญ



- ไม่มี Secondary sexual characteristic



- มีไขมันสะสมมากขึ้น แขนขายาวผิดปกติ



- เป็นหมัน



2) ในผู้ใหญ่ - เป็นหมัน



- ไม่มีความรู้สึกทางเพศ มีลักษณะไปทางเพศหญิง



ฮอร์โมนเพศหญิง ที่สำคัญคือ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone)



ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธ์และลักษณะต่างๆของความเป็นเพศหญิง ส่วนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จะเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์คือ ระงับไม่ให้ไข่สุกระหว่างตั้งครรภ์ป้องกันไม่ให้มีประจำเดือนระหว่างตั้งครรภ์ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุมดลูกชั้นในเพื่อรองรับการฝังตัวของไข่ที่ถูกผสม และกระตุ้นต่อมน้ำนมให้เจริญเติบโต



- ถ้าตัดรังไข่ออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้



1) ในเด็ก - อวัยวะสืบพันธ์ไม่เจริญ



- ไม่มี Secondary sexual characteristic



- ไม่มีเลือดประจำเดือน



- มีลักษณะคล้ายชาย



2) ในผู้ใหญ่ - ประจำเดือนหยุด



- ไม่มีความรู้สึกทางเพศ



- มีลักษณะคล้ายชาย
  Momay    

Comment :  3  
ระบบประสาท (nervous system)



ระบบประสาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ระบบประสาทส่วนกลาง (central nervoussystem หรือ CNS) ประกอบด้วยสมองและไขสันหลังและระบบประสาทส่วนปลาย หรือระบบประสาทรอบนอก ( peripheral nervous system หรือ PNS) ประกอบด้วยเส้นประสาทสมอง (cranial nerve) และเส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerve) และระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system หรือ ANS)



ระบบประสาทรอบนอกหรือระบบประสาทส่วนปลาย

ระบบประสาทรอบนอกประกอบด้วยหน่วยรับความรู้สึกทั้งหมด เส้นประสาทที่ติดต่อระหว่างหน่วย

รับความรู้สึกกับระบบประสาทส่วนกลาง และเส้นประสาทที่เชื่อมโยงระหว่างระบบประสาท

ส่วนกลางกับหน่วยปฎิบัติงาน



1.1 ระบบประสาทใต้อำนาจจิตใจ (voluntary nervous system) หรือ ระบบประสาทโซมาติก (somatic nervous system) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อลาย



1.2 ระบบประสาทอัตโนวัต ิ (Involuntary nervous system หรือ Autononic nervous system) หรือ ระบบประสาทนอกอำนาจจิตใจ ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบระบบประสาทอัตโนมัติประกอบด้วยระบบซิมพาเทติก (sympathetic system) และระบบพาราซิมพา

เทติก (parasympathetic system)



สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน



สมองส่วนหน้า (forebrain หรือ prosencepphalon) ประกอบด้วยเทเลนเซฟาลอน

(telencephalo) และไดเอนเซฟาลอน (diencephalon) เทเลนเซฟาลอนคือสมองใหญ่ (cerebrum) ส่วนไดเอนเซฟาลอนประกอบด้วยไฮโพทาลามัส (hypothalamus) ทาลามัส (thalamus)



สมองส่วนกลาง (midbrain หรือ mesencephalon) ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของก้านสมองและเป็นจุดศูนย์กลางของรีเฟลกซ์เกี่ยวกับการมองเห็น (visual reflex) และรีเฟลกซ์เกี่ยวกับการได้ยิน (auditory reflex) ประกอบด้วยเซรีบรัมพีดังเคิล (cerebralpeduncle) และคอร์พอราควอไดร์เจอมินาร์ (corpora quadrigermina) ซึ่งแบ่งออกเป็น คอลิคูไลด์ (superior colliculi) 2 พู ( lob) และอินฟีเรียคอลิคูไลด์ (inferior colliculi) 2 พู



สมองส่วนท้าย (hindbrain หรือ rhombencephalon) ประกอบด้วยเมดัลลาออบลองกาตา

(medulla oblongate) เซรีเบลลัม (cerebellum) และ พอนส์ (pons)



ภาพแสดงสมองส่วนต่าง ๆ



สมอง มี 2 ชั้น ( ตรงข้ามกับไขสันหลัง )

1. Gray matter เป็นที่อยู่ของกระแสประสาทและ axon ที่ไม่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม

2. White matter เป็นที่อยู่ของ axon ที่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม



เยื่อหุ้มสมอง (Menirges) 3 ชั้น คือ

1. ชั้นนอก (Pura mater) เหนียว แข็งแรงมากโดยมีหน้าที่ป้องกันการกระทบกระเทือน

2. ชั้นกลาง (Arachoid mater) เป็นเยื่อบางๆ

3. ชั้นใน (Pia mater) มีเส้นเลือดแทรกมากมายทำหน้าที่ส่งอาหารไปเลี้ยงสมอง ในระหว่าง

ชั้นกลางกับชั้นในจะมีการบรรจุของเหลวที่เรียกว่า น้ำเลี้ยงสมองไขสันหลัง โดยจำทำหน้าที่ให้สมองแลไขสันหลังเปียกชื้ออยู่เสมอ



ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ส่วน คือ

1. White matter เป็นส่วนที่มีสีขาวรอบนอก ไม่มีเซลล์ประสาทจะมีเฉพาะใยประสาทที่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม

2. Gray matter เป็นส่วนสีเทา ประกอบด้วยใยประสาทที่ไม่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม และตัวเซลล์ประสาทซึ่งมีทั้ง

ประเภทประสานงานและนำคำสั่ง



โครงสร้างของไขสันหลังและเส้นประสาทไขสันหลัง

1. ปีกบน (dorsal horn) เป็นบริเวณรับความรู้สึก

2. ปีกล่าง (ventral horn) เป็นบริเวณนำคำสั่ง

3. ปีกข้าง (lateral horn) เป็นบริเวณระบบประสาทอัตโนวัติ Note



เซลล์ประสาท ส่วนประกอบของเซลล์ประสาท

1. ตัวเซลล์ (cell body หรือ soma) มีส่วนประกอบเหมือนเซลล์ทั่วๆไป เช่น นิวเคลียส ไมโตคอนเดีย

2. ใยประสาท (nerve fiber) คือส่วนของโปรโตพลาสซึมของเซลล์ที่ยื่นออกไปมี 2 ชนิดคือ
  Momay    

Comment :  4  
http://www.kkw.ac.th/stuweb/6_1/group1/index.htmที่มาน่ะ



เห็นมีคนอยากได้ แล้วบอกว่า search แล้วไม่มี
  Momay    

Comment :  9  
ขอบคุณ
  jan    

Comment :  10  
ดีใจจะได้ทบทวน
  ki    

Comment :  11  
ดีใจจะได้ทบทวน
  oo    

Comment :  15  
ด้ายความรู้มากค่ะ
  -    

Comment :  20  
ด้ายความรู้มากค่ะ

  123    

Comment :  24  
pppppppp
  KUNG    

Comment :  46  
  007    

Comment :  54  
ขอบใจนะ

  nutty    

Comment :  59  
ขอบคุณมากๆน้ะคะ

ไว้จะมาอีก5555
  frest    

Comment :  61  
  m    

Comment :  62  
  may    

Comment :  73  
:b4

ดีมากเลยคะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
  wilaiwan    

Comment :  75  




ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System)



ระบบต่อมไร้ท่อเป็นอีกระบบหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะภายในร่างกายให้ทำงานประสานงานกันซึ่งระบบนี้จะทำหน้าที่นอกเหนือไปจากการทำงานของระบบประสาท เพราะการกระทำของต่อมไร้ท่อให้ผลช้าแต่ทำงานนานกว่าระบบประสาทโดยอาศัยสารเคมีที่ต่อมไร้ท่อผลิตขึ้นมาที่เรียกว่า ฮอร์โมน (Hormone) ฮอร์โมนเกือบทั่งหมดจะถูกขนส่งไปสู่อวัยวะทั่วร่างกายโดยทางระบบไหลเวียนโลหิตแต่จะออกฤทธิ์หรือมีผลต่ออวัยวะหรือเซล บางตัวเท่านั้น ต่อมไร้ท่อในร่างกายมนุษย์ ที่ควบคุมการเจริญเติบโตแบ่งออกได้ดังนี้คือ



1. ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญ ๆ คือ



- Hormone ควบคุมเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกายโดยเฉพาะกระดูกและกล้ามเนื้อ



- Hormone กระตุ้นต่อมธัยรอยด์ให้สร้าง Thyroxin เพิ่มขึ้น



- Hormone กระตุ้นการสร้างเซลสืบพันธ์



- Hormone กระตุ้นการตกไข่และสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและชาย



- Hormone กระตุ้นต่อมหมวกไต ส่วนเปลือกให้สร้างฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้น



- Hormone กระตุ้นการขยายเต้านมสำหรับหญิงที่มีครรภ์



- Hormone ช่วยในการดูดน้ำกลับจากท่อของหน่วยไตเพื่อรักษาระดับน้ำในร่างกาย ถ้ามี Hormone น้อย จะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า เบาจืด คือ ปัสสาวะมากและจาง



- Hormone ที่ช่วยทำให้มดลูกหดตัวในการคลอดกระตุ้นการหลั่งน้ำนมและช่วยในการหลั่งน้ำกามและเร่งการเคลื่อนของตัวอสุจิในเพศชายเพื่อการผสมพันธ์



- Hormone กระตุ้นให้เซลเม็ดสีสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น



2. ต่อมธัยรอยด์ (ThyroidGland)



ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญคือธัยร็อกซิน (Thyroxin) โดยอาศัยไอโอดีนเป็นวัตถุดิบ ( ร่างกายต้องการไอโอดีนประมาณสัปดาห์ละ 1 มิลลิกรัม ) ธัยร็อกซินมีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง คือ



- ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก สมองและระบบประสาท ในเด็กที่กำลังเจริญเติบโตถ้าขาดจะทำให้สมองเสื่อม ในผู้ใหญ่ถ้าขาดจะทำให้การรับรู้และสั่งงานของระบบประสาทช้าลง



- ช่วยในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเพื่อเป็นผู้ใหญ่



- ควบคุมอัตราเมตาบอลิสึม (BMR) ในร่างกายความผิดปกติอันเนื่องมาจากธัยร็อกซิน แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ



1) มีธัยร็อกซินน้อยไป (Hypothyroxin)



1.1) ในทารก ทำให้เกิดร่างกายแคระแกรน เจริญเติบโตช้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง ลิ้นใหญ่และอาจห้อยออกมานอกปาก ปัญญาเสื่อม



1.2) ในผู้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการบวมใสใต้ผิวหนังแลดูคล้ายเทียนไขกล้ามเนื้อไม่มีแรง ผิวหนังแห้ง ซีด โลหิตจาง สติปัญญาเชื่องช้าลง



1.3) เกิดโรคคอพอกชนิดธรรมดา



2) มีธัยร็อกซินมากเกินไป (Hyperthyroxin)



2.1) ร่างกายผอม น้ำหนักลด กินจุ อ่อนแอ ตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากและไวขึ้น



2.2) เกิดโรคคอพอกชนิดเป็นพิษ





3. ต่อมเพศ (Gonad)



ในชายได้แก่อัณฑะและในหญิงได้แก่รังไข่ซึ่งมีหน้าที่สำคัญ 2 อย่างคือ สร้างเซลสืบพันธ์และสร้างฮอร์โมน





ฮอร์โมนเพศชาย ที่สำคัญคือ เทสทอสเตอโรน (Testosterone) ซึ่งจะทำหน้าที่หลายอย่างคือ



1) ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธ์



2) ทำให้อัตราการเจริญเติบโตของกระดูกเพิ่มขึ้น



3) กระตุ้นการสร้างโปรตีนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเอ็นไซม์



4) ควบคุมการหลั่งของฮอร์โมนเพศชาย



- ถ้าตัดอัณฑะออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้



1) ในเด็ก - ทำให้อวัยวะสืบพันธ์ไม่เจริญ



- ไม่มี Secondary sexual characteristic



- มีไขมันสะสมมากขึ้น แขนขายาวผิดปกติ



- เป็นหมัน



2) ในผู้ใหญ่ - เป็นหมัน



- ไม่มีความรู้สึกทางเพศ มีลักษณะไปทางเพศหญิง



ฮอร์โมนเพศหญิง ที่สำคัญคือ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone)



ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธ์และลักษณะต่างๆของความเป็นเพศหญิง ส่วนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จะเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์คือ ระงับไม่ให้ไข่สุกระหว่างตั้งครรภ์ป้องกันไม่ให้มีประจำเดือนระหว่างตั้งครรภ์ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุมดลูกชั้นในเพื่อรองรับการฝังตัวของไข่ที่ถูกผสม และกระตุ้นต่อมน้ำนมให้เจริญเติบโต



- ถ้าตัดรังไข่ออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้



1) ในเด็ก - อวัยวะสืบพันธ์ไม่เจริญ



- ไม่มี Secondary sexual characteristic



- ไม่มีเลือดประจำเดือน



- มีลักษณะคล้ายชาย



2) ในผู้ใหญ่ - ประจำเดือนหยุด



- ไม่มีความรู้สึกทางเพศ



- มีลักษณะคล้ายชาย
  5555555    

Comment :  95  
  jah    

Comment :  113  
  QQQQ    

Comment :  114  
  NIM    

Comment :  125  
กองทัพแห่งความสุข งืมงืม หนุกหนุก หนานหนาน
  555    

Comment :  128  
very good
  kk    

Comment :  133  
  P    

Comment :  140  
good
  iko    

Comment :  141  
ขอบคุณน้าค้า
  som    

Comment :  152  
  nana    

Comment :  153  
  nee    

Comment :  160  
ดีคับ
ฮาฮา
  alan    

Comment :  169  
ขอบคุณค่ะ...ได้งานส่งครูแล้ว
  หนูนา    

Comment :  181  
ขอคุณมากคะ
  milk    


 
 
VOGUE EYEWEAR – คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวสำหรับสุภาพสตรีปี 2014/2015
คอลเลคชันใหม่ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์สามรุ่นที่สง่างามและไม่หยุดนิ่งซึ่งสะท้อนถึงจิตวิญญาณของแบรนด์เสมอมาด้วยรายละเอียดสุดประณีต
อ่านต่อ
ตัวแข็ง ลอง 11 ท่าโยคะสำหรับคนที่ไม่ยืดหยุ่นดูสิคะ
ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถยืดหยุ่นตัวเองได้ดี แต่เชื่อว่าหลายคนที่อยากลองเล่นโยคะแต่ก็กลัวหรืออายที่ไม่สามารถยืดได้เท่าคนอื่นๆ
อ่านต่อ
5 สัญญาณบ่งบอกฮอร์โมนคุณแปรปรวน
เรื่องฮอร์โมนแปรปรวน ไม่ใช่แค่เฉพาะตอนก่อนเป็นประจำเดือนเท่านั้นนะคะ จริงๆแล้วมีหลายๆสิ่งที่ผู้หญิงเราเป็นและไม่รู้ว่ามันคืออาการอย่างหนึ่งของฮอร์โมนเราเอง
อ่านต่อ
แผนที่รถตู้อนุสาวรีย์ชัยฯ บอกทั้งจุดจอดแต่ละวินและเบอร์โทร
มีประโยชน์มากทั้งสำหรับคนกรุงและคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำธุระในกรุงเทพ
อ่านต่อ
ลูกหมูเกิดมามีตัวเป็นหมูแต่หัวเป็นช้าง!!!!
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่เมืองไทย ไม่งั้นคงโดนปิดทองและไปขอหวยกันแล้วล่ะเนี่ย
อ่านต่อ