มุมชวนคุย
อันตรายParacetamol พาราเซตามอล
theetima
27/03/2007 16:45
1,351 เข้าชม
เรื่อง: FW: Paracetamol พาราเซตามอล <br>
<br>
กระทู้จากพันธ์ทิพย์: <br>
ประสบการณ์ตรงจากคนไข้ อันตรายจากยาที่หลายคนคาดไม่ถึง " Paracetamol " <br>
<br>
<br>
เป็นเรื่องเศร้าที่พึ่งเกิดขึ้นกับคนไข้ของผม ซึ่งพึ่งเสียชีวิต <br>
เมื่อสักครู่ใหญ่ๆ หลังจากผมและทีมพยายามช่วยชีวิตและพยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ใน ICU <br>
มาตลอดทั้งคืน <br>
<br>
<br>
คนไข้ท่านนี้อายุ 46 ปี <br>
มีปัญหาเรื่องเป็นไข้ตลอดทุกๆวันมาตลอดหนึ่งเดือน <br>
แต่ไม่ได้ไปพบแพทย์ รักษาตนเองโดยทานยาลดไข้ <br>
paracetamol ที่ใครๆเรียกว่าพารา เป็นตัวเดียวกับยาที่มีชื่อทางการค้าคุ้นหูขึ้นต้นด้วย ท. ที่ <br>
โฆษณาเป็นชาวต่างชาติพูดไทยไม่ชัดมาขอซื้อยา ปัญหาก็คือผู้ป่วยท่านนี้ทานวันละ 8-10 เม็ดมา <br>
ตลอด 1เดือนถึง 1 เดือนครึ่ง !!!! <br>
<br>
ญาติตัดสินใจนำผู้ป่วยส่งโรงพยายบาล ด้วยปัญหาคือผู้ป่วยมีเลือดออกจากทางเดินอาหารจานวนมาก <br>
(ถ่ายดำ + อาเจียนป็นเลือด ) หลังจากตรวจอย่างละเอียดแล้วพบปัญหาดังนี้ <br>
<br>
1.มีจุดเลือดออกอยู่ที่ทางเดินอาหารส่วนบน <br>
2.ภาวะการทำงานของตับล้มเหลวรุนแรง <br>
3.การแข็งตัวของเลือดผิดปกติดอย่างรุนแรงจาก ภาวะการทำงานของตับล้มเหลว <br>
4.พบก้อนกดเบียดจากด้านนอกของหลอดอาหารและทางเดินอาหาร ได้ทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ <br>
<br>
<br>
หลังจากทำการรักษาที่พยายามหยุดการไหลของเลือดในทางเดินอาหาร ชดเชยเลือดที่เสียไป และ <br>
รักษาการทำงานที่ผิดปกติของตับ จากตับวาย คนไข้อาการทรุดลงเรื่อยๆจากภาวะไตวาย น้ำท่วม <br>
ปอด ภาวะเลือดเป็นกรดอย่างรุนแรง <br>
<br>
ผลตรวจชิ้นเนื้อพบว่าคนไข้เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรักษาให้หายได้ด้วยยา ซึ่งเป็นสาเหตุของ <br>
ไข้เรื้อรังมาตลอดเดือนถึงเดือนครึ่ง และทำให้คนไข้ต้องกินยาลดไข้มาตลอด <br>
แต่ปัญหาก็คือขณะที่ผู้ป่วยมาที่โรงพยายบาลผู้ป่วยมีภาวะการทำงานของตับและไตล้มเหลวแล้ว <br>
(ตับวาย ไตวาย ) จึงเป็นอุปสรรคต่อการรักษาและทำให้อาการคนไข้ทรุดลงเรื่อยๆ จนเสียชีวิต <br>
ในเช้าวันนี้ ในที่สุด <br>
<br>
<br>
โดยสรุปก็คือหากอาการป่วยของคนไข้ครั้งนี้ไม่มีภาวะตับวายจากพิษของยา Paracetamol <br>
(ไตวายเป็นภาวะที่เกิดจากตับวายอีกที) การรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้จะไม่ใช่เรื่องยุ่ง <br>
ยากเลย เป็นโรคที่รักษาหาย และอัตราเสียชีวิตต่ำมาก <br>
<br>
ยา Paracetamol โดยปกติจะถูกทำลายที่ตับ โดยขนาดที่เป็นพิษคือทาน > 150 mg/Kg ใน 24 <br>
ชั่วโมง หรือคิดง่ายๆคือ ขนาด 500 mg 15 เม็ด ในคนน้ำหนัก 50 Kg ใน 24 ชั่วโมง <br>
<br>
ปัญหาก็คือ <br>
1. เมื่อทานปริมาณมากพอสมควรติดต่อกันแม้จะไม่กี่เม็ดต่อวัน <br>
(ในเด็กหรือผู้มีน้ำหนักน้อยจะยิ่งแย่ เนื่องจากปริมาณยาต่อน้ำหนักตัว ) <br>
จะทำให้เกิดถาวะตับวายได้ จะเห็นได้จากที่ฉลากหรือข้างกล่องจะมีข้อความเตือนว่าไม่ควรทานติด <br>
ต่อกันเกิน 5 วัน <br>
<br>
2.หลายๆคนใช้เป็นยาประชดฆ่าตัวตาย เพราะคิดว่าเป็นแค่ยาลดไข้ ไม่รุนแรงมั่นใจว่า "ไม่ตาย <br>
" ........ แต่ปัญหาก็คือหลายๆครั้งการรักษาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้ง จากโรค <br>
ประจำตัวของผู้ป่วย หรืออาจจะมีโรคที่ทำให้ตับทำงานไม่ดีอยู่แล้ว หรืออื่นๆ และหากมาพบแพทย์ช้า <br>
กว่า 24 ชั่วโมงหลังทานยา การล้างท้องและการให้ยาต้านพิษของ Paracetamol ก็แทบจะไม่มี <br>
ประโยชน์เลย <br>
คนไข้มักจะลงเอยด้วยอาการตับวายอย่างรุนแรงและเสียชีวิตในที่สุด <br>
<br>
(หลายๆท่านคงเคยพบคนที่กินเยอะมาก ไปพบแพทย์ก็ช้า แต่ไม่สียชีวิต ก็มาจากการที่อาเจียนทำ <br>
ให้ปริมาณยาที่ได้รับลดลง หรือ ทานไม่มากจริง หรืออื่นๆ ) <br>
<br>
ผมเคยพบคนไข้ที่ตัวเหลืองเข้มทั้งตัวจากภาวะตับวาย จากการที่ทาน Paracaetamol ประชดพ่อ <br>
แม่ แต่มาถึงโรงพยาบาลช้า คนไข้ท่านนั้นร้องให้กับผมบอกว่า "หนูไม่อยากตาย หนูแค่คิดจะ <br>
ประชด " ผมสะทือนใจกับความไร้เดียงสาและความไม่รู้ของคนไข้อย่างมาก จนจำภาพติดตามา <br>
จนถึงทุกวันนี้ <br>
ผมพยายามรักษาอย่างสุดความสามารถและได้ส่งคนไข้ต่อไปยัง รพ. ที่ใหญ่กว่า <br>
แต่สุดท้ายคนไข้ท่านนั้นก็เสียชีวิตในที่สุด <br>
<br>
<br>
ที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา ก็เพราะอยากจะเตือนให้ทุกท่านที่ได้อ่านกระทู้นี้ <br>
ทานยา Paracetamol ด้วยความระมัดระวัง ทานเมื่อจำเป็น อย่าเห็นว่าเป็นแค่ <br>
"ยาลดไข้ "และควรไปพบแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ เมื่ออาการป่วยของท่านไม่ดีขึ้น <br>
<br>
และอย่าลืมหันมองดูการกินยาของคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ตัวด้วยนะครับ <br>
<br>
กระทู้จากพันธ์ทิพย์: <br>
ประสบการณ์ตรงจากคนไข้ อันตรายจากยาที่หลายคนคาดไม่ถึง " Paracetamol " <br>
<br>
<br>
เป็นเรื่องเศร้าที่พึ่งเกิดขึ้นกับคนไข้ของผม ซึ่งพึ่งเสียชีวิต <br>
เมื่อสักครู่ใหญ่ๆ หลังจากผมและทีมพยายามช่วยชีวิตและพยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ใน ICU <br>
มาตลอดทั้งคืน <br>
<br>
<br>
คนไข้ท่านนี้อายุ 46 ปี <br>
มีปัญหาเรื่องเป็นไข้ตลอดทุกๆวันมาตลอดหนึ่งเดือน <br>
แต่ไม่ได้ไปพบแพทย์ รักษาตนเองโดยทานยาลดไข้ <br>
paracetamol ที่ใครๆเรียกว่าพารา เป็นตัวเดียวกับยาที่มีชื่อทางการค้าคุ้นหูขึ้นต้นด้วย ท. ที่ <br>
โฆษณาเป็นชาวต่างชาติพูดไทยไม่ชัดมาขอซื้อยา ปัญหาก็คือผู้ป่วยท่านนี้ทานวันละ 8-10 เม็ดมา <br>
ตลอด 1เดือนถึง 1 เดือนครึ่ง !!!! <br>
<br>
ญาติตัดสินใจนำผู้ป่วยส่งโรงพยายบาล ด้วยปัญหาคือผู้ป่วยมีเลือดออกจากทางเดินอาหารจานวนมาก <br>
(ถ่ายดำ + อาเจียนป็นเลือด ) หลังจากตรวจอย่างละเอียดแล้วพบปัญหาดังนี้ <br>
<br>
1.มีจุดเลือดออกอยู่ที่ทางเดินอาหารส่วนบน <br>
2.ภาวะการทำงานของตับล้มเหลวรุนแรง <br>
3.การแข็งตัวของเลือดผิดปกติดอย่างรุนแรงจาก ภาวะการทำงานของตับล้มเหลว <br>
4.พบก้อนกดเบียดจากด้านนอกของหลอดอาหารและทางเดินอาหาร ได้ทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ <br>
<br>
<br>
หลังจากทำการรักษาที่พยายามหยุดการไหลของเลือดในทางเดินอาหาร ชดเชยเลือดที่เสียไป และ <br>
รักษาการทำงานที่ผิดปกติของตับ จากตับวาย คนไข้อาการทรุดลงเรื่อยๆจากภาวะไตวาย น้ำท่วม <br>
ปอด ภาวะเลือดเป็นกรดอย่างรุนแรง <br>
<br>
ผลตรวจชิ้นเนื้อพบว่าคนไข้เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรักษาให้หายได้ด้วยยา ซึ่งเป็นสาเหตุของ <br>
ไข้เรื้อรังมาตลอดเดือนถึงเดือนครึ่ง และทำให้คนไข้ต้องกินยาลดไข้มาตลอด <br>
แต่ปัญหาก็คือขณะที่ผู้ป่วยมาที่โรงพยายบาลผู้ป่วยมีภาวะการทำงานของตับและไตล้มเหลวแล้ว <br>
(ตับวาย ไตวาย ) จึงเป็นอุปสรรคต่อการรักษาและทำให้อาการคนไข้ทรุดลงเรื่อยๆ จนเสียชีวิต <br>
ในเช้าวันนี้ ในที่สุด <br>
<br>
<br>
โดยสรุปก็คือหากอาการป่วยของคนไข้ครั้งนี้ไม่มีภาวะตับวายจากพิษของยา Paracetamol <br>
(ไตวายเป็นภาวะที่เกิดจากตับวายอีกที) การรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้จะไม่ใช่เรื่องยุ่ง <br>
ยากเลย เป็นโรคที่รักษาหาย และอัตราเสียชีวิตต่ำมาก <br>
<br>
ยา Paracetamol โดยปกติจะถูกทำลายที่ตับ โดยขนาดที่เป็นพิษคือทาน > 150 mg/Kg ใน 24 <br>
ชั่วโมง หรือคิดง่ายๆคือ ขนาด 500 mg 15 เม็ด ในคนน้ำหนัก 50 Kg ใน 24 ชั่วโมง <br>
<br>
ปัญหาก็คือ <br>
1. เมื่อทานปริมาณมากพอสมควรติดต่อกันแม้จะไม่กี่เม็ดต่อวัน <br>
(ในเด็กหรือผู้มีน้ำหนักน้อยจะยิ่งแย่ เนื่องจากปริมาณยาต่อน้ำหนักตัว ) <br>
จะทำให้เกิดถาวะตับวายได้ จะเห็นได้จากที่ฉลากหรือข้างกล่องจะมีข้อความเตือนว่าไม่ควรทานติด <br>
ต่อกันเกิน 5 วัน <br>
<br>
2.หลายๆคนใช้เป็นยาประชดฆ่าตัวตาย เพราะคิดว่าเป็นแค่ยาลดไข้ ไม่รุนแรงมั่นใจว่า "ไม่ตาย <br>
" ........ แต่ปัญหาก็คือหลายๆครั้งการรักษาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้ง จากโรค <br>
ประจำตัวของผู้ป่วย หรืออาจจะมีโรคที่ทำให้ตับทำงานไม่ดีอยู่แล้ว หรืออื่นๆ และหากมาพบแพทย์ช้า <br>
กว่า 24 ชั่วโมงหลังทานยา การล้างท้องและการให้ยาต้านพิษของ Paracetamol ก็แทบจะไม่มี <br>
ประโยชน์เลย <br>
คนไข้มักจะลงเอยด้วยอาการตับวายอย่างรุนแรงและเสียชีวิตในที่สุด <br>
<br>
(หลายๆท่านคงเคยพบคนที่กินเยอะมาก ไปพบแพทย์ก็ช้า แต่ไม่สียชีวิต ก็มาจากการที่อาเจียนทำ <br>
ให้ปริมาณยาที่ได้รับลดลง หรือ ทานไม่มากจริง หรืออื่นๆ ) <br>
<br>
ผมเคยพบคนไข้ที่ตัวเหลืองเข้มทั้งตัวจากภาวะตับวาย จากการที่ทาน Paracaetamol ประชดพ่อ <br>
แม่ แต่มาถึงโรงพยาบาลช้า คนไข้ท่านนั้นร้องให้กับผมบอกว่า "หนูไม่อยากตาย หนูแค่คิดจะ <br>
ประชด " ผมสะทือนใจกับความไร้เดียงสาและความไม่รู้ของคนไข้อย่างมาก จนจำภาพติดตามา <br>
จนถึงทุกวันนี้ <br>
ผมพยายามรักษาอย่างสุดความสามารถและได้ส่งคนไข้ต่อไปยัง รพ. ที่ใหญ่กว่า <br>
แต่สุดท้ายคนไข้ท่านนั้นก็เสียชีวิตในที่สุด <br>
<br>
<br>
ที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา ก็เพราะอยากจะเตือนให้ทุกท่านที่ได้อ่านกระทู้นี้ <br>
ทานยา Paracetamol ด้วยความระมัดระวัง ทานเมื่อจำเป็น อย่าเห็นว่าเป็นแค่ <br>
"ยาลดไข้ "และควรไปพบแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ เมื่ออาการป่วยของท่านไม่ดีขึ้น <br>
<br>
และอย่าลืมหันมองดูการกินยาของคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ตัวด้วยนะครับ <br>