มุมชวนคุย
แปลกมากไหมที่ฉันไม่รักสามีตัวเอง
pooyingjaidee
15/08/2007 11:11
3,666 เข้าชม
อยู่ๆก็อยากเขียนเรื่องส่วนตัวของตัวเองให้ใครๆได้อ่าน เผื่อว่าบางอย่างที่ได้เจอกับตัวเองอาจเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้าง โดยเฉพาะน้องๆที่กำลังคิดอยากแต่งงานกับใครสักคน อาจต้องดูผู้ชายที่เราคิดแต่งงานด้วยให้ดีอีกสักนิด เพราะบางทีแค่คำว่า"ดี"อาจไม่สามารถสร้างความสุขในชีวิตคู่ได้เสมอไป <br>
<br>
ฉันเกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นพอสมควร มีพ่อแม่ที่รักยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ แต่กลับไม่มีโอกาสได้เรียนจนจบปริญญาเหมือนเด็กบางคนเพราะเหตุผลที่ว่าแม่ห่วงเกินไป ไม่อยากให้ฉันอยู่หอพักตามลำพัง แต่ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้คิดมากในเรื่องนี้เพราะพ่อแม่มีกิจการให้ฉันทำต่ออยู่แล้ว แม้จะเป็นเพียงกิจการเล็กๆก็ตาม แต่ลูกสาวคนเดียวอย่างฉันคงไม่ลำบากมากนัก ถึงจะไม่ได้เรียนเหมือนเพื่อนๆแต่ฉันก็มีงานทำ พ่อแม่ตามใจฉันถ้าอยากทำงานอะไรก็ได้ที่อยากทำ ฉันผ่านงานเยอะแยะ และมาจบที่งานออฟฟิส ซึ่งเงินเดือนตอนนั้นมากกว่าคนที่จบปริญญาบางคนเสียอีก ที่เล่าแบบนี้ก็คืออยากให้เห็นว่าฉันมีความสามารถและขวานขวายหาความรู้ใส่ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ฉันชอบที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา พ่อแม่ก็ทำงานส่วนของท่านไป ทุกอย่างเป็นไปตามปกติสุขของครอบครัวเล็กๆอย่างเรา <br>
<br>
พออายุยี่สิบต้นๆ ฉันก็คิดถึงเรื่องแต่งงาน ฉันอยากมีใครสักคนที่จะมาช่วยงานพ่อ ฉันเห็นว่าพ่อแม่เหนื่อย และลำพังลูกผู้หญิงอย่างฉันคงช่วยได้ไม่มากนัก ฉันเริ่มสนใจผู้ชายหลายๆคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ฉันไม่สวยหรอกค่ะ ติดจะขี้เหร่ด้วยซ้ำ แต่แปลกที่มีหนุ่มๆหน้าตาดีและไม่ดีเข้ามาสนใจอยู่เสมอ หรืออาจจะจริงที่ใครๆมักชมว่าฉันน่ารัก... <br>
<br>
สุดท้ายฉันเลือกที่จะแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งที่ฉันมองว่าเขาเหมาะที่จะเป็นผู้นำฉันมากที่สุด ฉันไม่สนใจที่จะมีคนตำหนิว่าผู้ชายคนนี้ขี้เหร่ที่สุดในจำนวนผู้ชายที่มาชอบฉัน และไม่สนใจที่ว่าเขาผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง ฉันชอบเขาเพราะเขามีลักษณะในแบบที่ฉันชอบ เขาดูนิ่งๆและดูน่าสนใจ เขาทำงานเป็นช่างซ่อม แต่ฉันไม่สนใจงานเขามากนัก เพราะพ่อก็มีงานให้เขาทำอยู่แล้ว ขอแค่เขาเป็นผู้นำให้ฉันก็พอแล้ว <br>
<br>
ชีวิตหลังแต่งงานดูราบรื่นดี แม้จะมีอุปสรรคในวันแต่งงานบ้างก็ตาม ด้วยเพราะว่าฉันรู้จักแต่ตัวเขา ไม่รู้จักถึงครอบครัวเขา พอถึงวันแต่งงาน ญาติๆและครอบครัวของเขาออกจะทำให้ฉันผิดหวังอยู่ค่อนข้างมาก เพราะเขาต่างจากครอบครัวฉันโดยสิ้นเชิง จากที่เคยบอกว่าเขาฐานะดี แต่จริงๆแล้วเขาจนกว่าเรามากนัก พี่น้องแต่ละคนดูจะชอบใจที่ฉันดูจะเป็นที่พึ่งของเขาได้ ฉันรู้สึกอึดอัดกับสภาพแบบนี้มากในวันแรกของการแต่งงาน แต่พ่อแม่ก็ปลอบใจว่าครอบครัวเขาจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขาเถอะ เพราะยังไงเสียฉันก็อยู่กับพ่อแม่ของฉันไม่ได้ไปอยู่กับญาติฝ่ายสามีอยู่แล้ว...คำบอกของพ่อแม่ทำให้ฉันคิดได้ และเลิกเก็บเรื่องญาติพี่น้องเขามาใส่ใจอีก <br>
<br>
หลังจากแต่งงานฉันก็ใช้ชีวิตตามปกติ เราอยู่กับพ่อแม่ของฉันตลอด ฉันเป็นภรรยาที่ดี ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนชอบเอาใจคน และด้วยที่รู้หน้าที่ของตัวเอง ฉันจึงเป็นที่รักของสามีมาก เขาก็ยังทำงานของเขา ส่วนฉันลาออกจากงานมาเริ่มงานกับพ่อแม่อย่างจริงจัง ฉันมีความสุขดีกับชีวิตหลังแต่งงาน โดยไม่ได้คิดเลยว่าช่วงนั้นรายได้ของฉันมากกว่าของสามีหลายเท่าตัวนัก เราอยู่กันอย่างราบรื่น จนกระทั่งมีลูกน่ารักมากๆคนหนึ่ง ลูกกลายเป็นแก้วตาดวงใจของคนทั้งบ้าน ช่วงนี้ฉันยิ่งทุ่มเทกับงานมากขึ้น เริ่มขยับขยายงานออกเรื่อยๆ และชวนให้สามีออกจากงานเขามาทำงานของเราเอง ซึ่งเขาก็ทำตามอย่างง่ายดาย <br>
<br>
สามีฉันเป็นคนขยันค่ะ พ่อแม่ให้ทำอะไรเขาก็ทำได้หมด ฉันบอกเขาทำอะไรเขาก็ทำได้หมด ฉันไม่ได้มีเวลาสนใจเลยว่าทุกอย่างที่เขาทำ มันเป็นการทำตามที่ฉันบอกทั้งนั้น ตอนนั้นฉันไม่มีเวลาคิดเลยว่าจริงๆแล้วคนที่เป็นผู้นำคือตัวฉันและพ่อแม่ฉันต่างหาก ไม่ใช่สามีที่ฉันอย่างที่ฉันเคยตั้งความหวังไว้เลยสักนิด <br>
<br>
พ่อสอนงานให้ฉันและเขาทุกๆอย่าง จนฉันมั่นใจว่าฉันทำเองได้ ดุแลคนงานได้ พ่อแม่ก็แยกไปอยู่ต่างจังหวัด เหลือแต่ฉันกับสามีดูแลงานตามลำพัง ตายายเอาหลานไปอยู่ด้วย ช่วงแรกฉันใจแทบขาด ไหนจะคิดถึงพ่อกับแม่ ไหนจะคิดถึงลูก เวลาฉันร้องไห้ สามีก็ทำท่าจะร้องตามไปด้วย ซึ่งยิ่งทำให้ฉันรู้สึกแย่มากยิ่งขึ้น เขาไม่ได้เป็นที่พึ่งของฉันได้เลย แทนที่จะมีคำพูดที่ทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้น กลับกลายเป็นทำท่าอ่อนแอยิ่งกว่าฉันซะอีก ฉันเลยช่วยเหลือตัวเองด้วยการทำงานให้หนักขึ้น จะได้ไม่ต้องมีเวลาคิดอะไรมากนัก และการทำแบบนี้ทำให้งานของเราก้าวขึ้นเรื่อยๆ จำได้ว่าฉันเหนื่อยมาก และสามีฉันก็คงเหนื่อยมากเหมือนกัน เพราะเขาต้องทำตามที่ฉันบอกอยู่ตลอดเวลา ฉันถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตพอสมควรทั้งๆที่ตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 30 ด้วยซ้ำ ประมาณ 26-27ปี <br>
<br>
ฉันดูน่าจะมีความสุขดีในชีวิตแต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น มีความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆในใจฉันทุกวัน และทุกวัน ความรู้สึกที่ว่าก็คือฉันเริ่มรู้สึกว่าสามีฉันไม่ใช่คนที่ฉันรัก ฉันไม่รักสามีตัวเอง ทั้งนี้เพราะหลังจากพ่อแม่ไม่อยู่ เราก็เริ่มใช้ชีวิตร่วมกันเกือบตลอด 24 ชม. ทำให้ฉันรู้จักสามีตัวเองมากขึ้น ฉันเริ่มรู้ว่าเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย ตัวหนังสือไทยเขาก็เขียนผิดๆถูกๆ ขนาดถูกตำรวจจับขับรถชนกันต้องเขียนคำให้การเขายังโทรฯให้ฉันไปเขียนให้ทีจนตำรวจถามว่าสามีฉันใช่คนไทยหรือปล่าว....นั่นเป็นสิ่งแรกที่ฉันคาดไม่ถึงเกี่ยวกับเขา เขาไม่สนใจในเรื่องที่ผู้ชายทั่วไปสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟุตบอล หรือมวยหรือแม้แต่เรื่องสาวๆสวยๆ หรือเขาอาจไม่กล้าแสดงออกเวลาอยู่กับฉันก็ไม่แน่ใจนัก เขาไม่เป็นตัวของตัวเองเลยสักเรื่อง เขาคอยทำตามคำสั่งฉัน และตามติดฉันจนฉันรู้สึกอึดอัด เขาไม่ใช่ผู้นำอย่างที่ฉันคาดหวัง แต่เขาเปรียบได้กับลูกน้องที่คล่องงานคนหนึ่งของฉันเท่านั้นเอง...ความรู้สึกนี้เกาะกุมใจฉันเพิ่มขึ้นทุกวันๆ...จนฉันเริ่มมีอาการแปลกๆกับสามีตัวเอง ฉันไม่อยากยุ่งกับเขาเช่นสามีภรรยาทั่วไป พอเขามายุ่งด้วยฉันจะมีอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียน และพลอยป่วยเป็นไข้ไปเลยก็มี อาการแบบนี้เริ่มเป็นหนักขึ้นจนฉันรู้สึกว่าต้องหาหมอ แต่ไม่มีหมอคนไหนรักษาได้เพราะตรวจไม่เจอโรคอะไรเลย ฉันบอกตัวเองอย่างเดียวว่า อดทน เพราะไม่รู้จะทำอะไรได้ดีกว่านี้อีกแล้ว <br>
<br>
จนมาถึงช่วงจังหวะหนึ่งของชีวิต ช่วงที่ฉันแทบเอาตัวไม่รอดจากงานที่ทำ ช่วงที่น้ำมันขยับราคาขึ้นพรวดๆ ฉันประคองรายรับ-รายจ่ายแทบไม่ได้ แถมเคราะห์ร้ายมีแต่คู่แข่งและถูกลูกน้องที่ไว้ใจมานานทรยศเอาอีก ด้วยความที่ฉันยังเด็ก บางทีการต้องดูแลคนงานที่เป็นผู้ใหญ่กว่า อาจถูกมองออกในลักษณะก้าวร้าวโดยที่ฉันไม่รู้สึกตัว ฉันจึงมีศรัตรูเป็คนใกล้ตัวโดยไม่ได้เฉลียวใจ กว่าจะรู้สึกตัวเล่นเอาตั้งตัวแทบไม่ติด ช่วงนั้นฉันแย่เอามากๆ และไม่กล้าบอกพ่อกับแม่เพราะสงสารความรู้สึกของท่าน ฉันพยายามประคองตัวเองและพยายามเอาชนะคู่แข่ง โดยที่มีสามีเป็นผู้ตามเหมือนเดิม สุดท้ายร่างกายฉันก็รับไม่ไหว ฉันเกิดอาการช๊อค ปวดหัวอย่างรุนแรงจนตัวสั่นงันงก ฉันซุกตัวอยู่มุมห้องโดยมีสามีนั่งร้องไห้และกอดฉันอยู่ตลอดเวลา เขาไม่ทิ้งฉันค่ะ แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะช่วยฉันอย่างไร ... <br>
<br>
ขณะที่ฉันกำลังรู้สึกแย่เอามากๆเหมือนสติจะขาดไปฉันก็ขอให้เขากดโทรฯหาพ่อแม่ ฉันตัดสินใจบอกพ่อในทันทีนั้นและร้องไห้บอกว่าลูกอยากไปหาพ่อกับแม่ บอกว่าลูกไม่ไหวแล้ว.......พ่อแม่สั่งให้เขาขับรถพาฉันไปหาท่านทันทีที่ต่างจังหวัด และเขาก็ทำตามคำสั่งนั้นทันทีเหมือนกัน ฉันพยายามบอกตัวเองตลอดทางว่าฉันต้องอดทนและกำลังจะเจอพ่อกับแม่และลูกของฉันแล้ว....มันทรมานจริงๆค่ะ ฉันเข้าใจเลยว่าคนใกล้จะเป็นบ้าเขาเป็นอย่างไร <br>
<br>
ช่วงนั้นฉันทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังและไปพักรักษาตัวกับพ่อแม่อย่างจริงจัง พยายามดูแลตัวเอง ดูแลตัวเองด้วยวิธีของฉัน จนฉันเข้มแข็งขึ้น ใช้เวลาเป็นเดือน กว่าฉันจะกลับมาเป็นคนเดิม และเริ่มกลับมาเริ่มงานใหม่อย่างใจเย็นอีกครั้ง <br>
<br>
และฉันก็เอาชนะทุกอย่างได้ด้วยความใจเย็นและจิตใจที่นิ่งขึ้น งานฉันเริ่มอยู่ตัว คู่แข่งก็ไม่สามารถทำอะไรฉันได้ ฉันบอกตัวเองว่าอย่าคิดว่ากำลังแข่งกับใคร ให้แข่งกับตัวเองก็พอ คิดแค่ว่าต้องทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานก็พอ ถือคติว่าทำดีเท่านั้นแล้วเราจะได้ผลดีตอบแทน ความดีเท่านั้นจะชนะทุกอย่างได้ในที่สุด <br>
<br>
ทุกอย่างในชีวิตฉันดีขึ้น แต่เรื่องระหว่างฉันกับสามียิ่งแย่ลง เขาทำให้ฉันเห็นว่าในภาวะที่แย่ที่สุดของฉัน เขากลับช่วยอะไรฉันไม่ได้เลย เขายิ่งทำให้ฉันขาดความมั่นใจในตัวเขา ฉันรักเขาไม่ได้จริงๆ และเรื่องระหว่างเราสองคนยิ่งแย่ลง เราอยู่ด้วยกันแต่เพียงในนามเท่านั้น ฉันยอมรับเขาไม่ได้เอาเสียเลย ไม่ว่าจะนึกว่าคือหน้าที่หรือจะนึกถึงอะไรก็ตาม ฉันสงสารเขา จริงๆแล้วมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่ฉันผิดเองที่เลือกเขาแล้วกลับกลายเป็นยอมรับเขาไม่ได้ สุดท้ายฉันเลยเป็นฝ่ายขอหย่า ด้วยเหตุผลที่ว่าฉันรู้ตัวว่าฉันผิดปกติ และฉันอยากให้โอกาศเขา ในอนาคตเขาจะมีใครก็ได้ ไม่ต้องห่วงฉัน แต่ถ้าเขาไม่มีใคร เราก็อยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆแบบนี้ แต่ขอร้องว่าอย่าบังคับหรือฝืนใจฉันเพราะฉันไม่ใช่ภรรยาของเขาแล้ว เราอยู่กันเพื่อลูก เราอยู่กันเพื่องาน และเราอยู่กันเพื่อสังคม ... ฉันให้โอกาศเขาทุกอย่าง และฉันคงไม่มีใครอีกแล้วในชีวิตนี้ คิดว่าคงไม่มีใครอีกแล้วในชีวิตนี้...จริงๆ <br>
<br>
แล้วเราก็หย่ากันเงียบๆ และมีไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้ แต่เรายังอยู่ด้วยกัน ฉันยังขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาเขาในสายตาของคนทั่วไป เรามีงานที่ต้องทำร่วมกัน มีลูกที่ต้องมีทั้งพ่อและแม่ แต่เรื่องของจิตใจมันคงยากที่จะเยียวยา ทุกวันนี้ฉันคิดเพียงว่าเขาคือพ่อของลูก และถ้าฉันรักลูกทุกอย่างที่เป็นของลูกฉันต้องดูแลให้ดีที่สุด ความคิดแบบนี้ทำให้ฉันดูแลเขาได้อย่างเป็นสุข ดูแลในฐานะพ่อของลูก แต่ไม่ใช่ในฐานะสามีของฉัน......แปลกไหมล่ะคะ....จะมีใครที่เป็นเหมือนฉันบ้างไหม <br>
<br>
************************** <br>
<br>
<br>
<br>
<br>
ฉันเกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นพอสมควร มีพ่อแม่ที่รักยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ แต่กลับไม่มีโอกาสได้เรียนจนจบปริญญาเหมือนเด็กบางคนเพราะเหตุผลที่ว่าแม่ห่วงเกินไป ไม่อยากให้ฉันอยู่หอพักตามลำพัง แต่ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้คิดมากในเรื่องนี้เพราะพ่อแม่มีกิจการให้ฉันทำต่ออยู่แล้ว แม้จะเป็นเพียงกิจการเล็กๆก็ตาม แต่ลูกสาวคนเดียวอย่างฉันคงไม่ลำบากมากนัก ถึงจะไม่ได้เรียนเหมือนเพื่อนๆแต่ฉันก็มีงานทำ พ่อแม่ตามใจฉันถ้าอยากทำงานอะไรก็ได้ที่อยากทำ ฉันผ่านงานเยอะแยะ และมาจบที่งานออฟฟิส ซึ่งเงินเดือนตอนนั้นมากกว่าคนที่จบปริญญาบางคนเสียอีก ที่เล่าแบบนี้ก็คืออยากให้เห็นว่าฉันมีความสามารถและขวานขวายหาความรู้ใส่ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ฉันชอบที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา พ่อแม่ก็ทำงานส่วนของท่านไป ทุกอย่างเป็นไปตามปกติสุขของครอบครัวเล็กๆอย่างเรา <br>
<br>
พออายุยี่สิบต้นๆ ฉันก็คิดถึงเรื่องแต่งงาน ฉันอยากมีใครสักคนที่จะมาช่วยงานพ่อ ฉันเห็นว่าพ่อแม่เหนื่อย และลำพังลูกผู้หญิงอย่างฉันคงช่วยได้ไม่มากนัก ฉันเริ่มสนใจผู้ชายหลายๆคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ฉันไม่สวยหรอกค่ะ ติดจะขี้เหร่ด้วยซ้ำ แต่แปลกที่มีหนุ่มๆหน้าตาดีและไม่ดีเข้ามาสนใจอยู่เสมอ หรืออาจจะจริงที่ใครๆมักชมว่าฉันน่ารัก... <br>
<br>
สุดท้ายฉันเลือกที่จะแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งที่ฉันมองว่าเขาเหมาะที่จะเป็นผู้นำฉันมากที่สุด ฉันไม่สนใจที่จะมีคนตำหนิว่าผู้ชายคนนี้ขี้เหร่ที่สุดในจำนวนผู้ชายที่มาชอบฉัน และไม่สนใจที่ว่าเขาผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง ฉันชอบเขาเพราะเขามีลักษณะในแบบที่ฉันชอบ เขาดูนิ่งๆและดูน่าสนใจ เขาทำงานเป็นช่างซ่อม แต่ฉันไม่สนใจงานเขามากนัก เพราะพ่อก็มีงานให้เขาทำอยู่แล้ว ขอแค่เขาเป็นผู้นำให้ฉันก็พอแล้ว <br>
<br>
ชีวิตหลังแต่งงานดูราบรื่นดี แม้จะมีอุปสรรคในวันแต่งงานบ้างก็ตาม ด้วยเพราะว่าฉันรู้จักแต่ตัวเขา ไม่รู้จักถึงครอบครัวเขา พอถึงวันแต่งงาน ญาติๆและครอบครัวของเขาออกจะทำให้ฉันผิดหวังอยู่ค่อนข้างมาก เพราะเขาต่างจากครอบครัวฉันโดยสิ้นเชิง จากที่เคยบอกว่าเขาฐานะดี แต่จริงๆแล้วเขาจนกว่าเรามากนัก พี่น้องแต่ละคนดูจะชอบใจที่ฉันดูจะเป็นที่พึ่งของเขาได้ ฉันรู้สึกอึดอัดกับสภาพแบบนี้มากในวันแรกของการแต่งงาน แต่พ่อแม่ก็ปลอบใจว่าครอบครัวเขาจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขาเถอะ เพราะยังไงเสียฉันก็อยู่กับพ่อแม่ของฉันไม่ได้ไปอยู่กับญาติฝ่ายสามีอยู่แล้ว...คำบอกของพ่อแม่ทำให้ฉันคิดได้ และเลิกเก็บเรื่องญาติพี่น้องเขามาใส่ใจอีก <br>
<br>
หลังจากแต่งงานฉันก็ใช้ชีวิตตามปกติ เราอยู่กับพ่อแม่ของฉันตลอด ฉันเป็นภรรยาที่ดี ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนชอบเอาใจคน และด้วยที่รู้หน้าที่ของตัวเอง ฉันจึงเป็นที่รักของสามีมาก เขาก็ยังทำงานของเขา ส่วนฉันลาออกจากงานมาเริ่มงานกับพ่อแม่อย่างจริงจัง ฉันมีความสุขดีกับชีวิตหลังแต่งงาน โดยไม่ได้คิดเลยว่าช่วงนั้นรายได้ของฉันมากกว่าของสามีหลายเท่าตัวนัก เราอยู่กันอย่างราบรื่น จนกระทั่งมีลูกน่ารักมากๆคนหนึ่ง ลูกกลายเป็นแก้วตาดวงใจของคนทั้งบ้าน ช่วงนี้ฉันยิ่งทุ่มเทกับงานมากขึ้น เริ่มขยับขยายงานออกเรื่อยๆ และชวนให้สามีออกจากงานเขามาทำงานของเราเอง ซึ่งเขาก็ทำตามอย่างง่ายดาย <br>
<br>
สามีฉันเป็นคนขยันค่ะ พ่อแม่ให้ทำอะไรเขาก็ทำได้หมด ฉันบอกเขาทำอะไรเขาก็ทำได้หมด ฉันไม่ได้มีเวลาสนใจเลยว่าทุกอย่างที่เขาทำ มันเป็นการทำตามที่ฉันบอกทั้งนั้น ตอนนั้นฉันไม่มีเวลาคิดเลยว่าจริงๆแล้วคนที่เป็นผู้นำคือตัวฉันและพ่อแม่ฉันต่างหาก ไม่ใช่สามีที่ฉันอย่างที่ฉันเคยตั้งความหวังไว้เลยสักนิด <br>
<br>
พ่อสอนงานให้ฉันและเขาทุกๆอย่าง จนฉันมั่นใจว่าฉันทำเองได้ ดุแลคนงานได้ พ่อแม่ก็แยกไปอยู่ต่างจังหวัด เหลือแต่ฉันกับสามีดูแลงานตามลำพัง ตายายเอาหลานไปอยู่ด้วย ช่วงแรกฉันใจแทบขาด ไหนจะคิดถึงพ่อกับแม่ ไหนจะคิดถึงลูก เวลาฉันร้องไห้ สามีก็ทำท่าจะร้องตามไปด้วย ซึ่งยิ่งทำให้ฉันรู้สึกแย่มากยิ่งขึ้น เขาไม่ได้เป็นที่พึ่งของฉันได้เลย แทนที่จะมีคำพูดที่ทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้น กลับกลายเป็นทำท่าอ่อนแอยิ่งกว่าฉันซะอีก ฉันเลยช่วยเหลือตัวเองด้วยการทำงานให้หนักขึ้น จะได้ไม่ต้องมีเวลาคิดอะไรมากนัก และการทำแบบนี้ทำให้งานของเราก้าวขึ้นเรื่อยๆ จำได้ว่าฉันเหนื่อยมาก และสามีฉันก็คงเหนื่อยมากเหมือนกัน เพราะเขาต้องทำตามที่ฉันบอกอยู่ตลอดเวลา ฉันถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตพอสมควรทั้งๆที่ตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 30 ด้วยซ้ำ ประมาณ 26-27ปี <br>
<br>
ฉันดูน่าจะมีความสุขดีในชีวิตแต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น มีความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆในใจฉันทุกวัน และทุกวัน ความรู้สึกที่ว่าก็คือฉันเริ่มรู้สึกว่าสามีฉันไม่ใช่คนที่ฉันรัก ฉันไม่รักสามีตัวเอง ทั้งนี้เพราะหลังจากพ่อแม่ไม่อยู่ เราก็เริ่มใช้ชีวิตร่วมกันเกือบตลอด 24 ชม. ทำให้ฉันรู้จักสามีตัวเองมากขึ้น ฉันเริ่มรู้ว่าเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย ตัวหนังสือไทยเขาก็เขียนผิดๆถูกๆ ขนาดถูกตำรวจจับขับรถชนกันต้องเขียนคำให้การเขายังโทรฯให้ฉันไปเขียนให้ทีจนตำรวจถามว่าสามีฉันใช่คนไทยหรือปล่าว....นั่นเป็นสิ่งแรกที่ฉันคาดไม่ถึงเกี่ยวกับเขา เขาไม่สนใจในเรื่องที่ผู้ชายทั่วไปสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟุตบอล หรือมวยหรือแม้แต่เรื่องสาวๆสวยๆ หรือเขาอาจไม่กล้าแสดงออกเวลาอยู่กับฉันก็ไม่แน่ใจนัก เขาไม่เป็นตัวของตัวเองเลยสักเรื่อง เขาคอยทำตามคำสั่งฉัน และตามติดฉันจนฉันรู้สึกอึดอัด เขาไม่ใช่ผู้นำอย่างที่ฉันคาดหวัง แต่เขาเปรียบได้กับลูกน้องที่คล่องงานคนหนึ่งของฉันเท่านั้นเอง...ความรู้สึกนี้เกาะกุมใจฉันเพิ่มขึ้นทุกวันๆ...จนฉันเริ่มมีอาการแปลกๆกับสามีตัวเอง ฉันไม่อยากยุ่งกับเขาเช่นสามีภรรยาทั่วไป พอเขามายุ่งด้วยฉันจะมีอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียน และพลอยป่วยเป็นไข้ไปเลยก็มี อาการแบบนี้เริ่มเป็นหนักขึ้นจนฉันรู้สึกว่าต้องหาหมอ แต่ไม่มีหมอคนไหนรักษาได้เพราะตรวจไม่เจอโรคอะไรเลย ฉันบอกตัวเองอย่างเดียวว่า อดทน เพราะไม่รู้จะทำอะไรได้ดีกว่านี้อีกแล้ว <br>
<br>
จนมาถึงช่วงจังหวะหนึ่งของชีวิต ช่วงที่ฉันแทบเอาตัวไม่รอดจากงานที่ทำ ช่วงที่น้ำมันขยับราคาขึ้นพรวดๆ ฉันประคองรายรับ-รายจ่ายแทบไม่ได้ แถมเคราะห์ร้ายมีแต่คู่แข่งและถูกลูกน้องที่ไว้ใจมานานทรยศเอาอีก ด้วยความที่ฉันยังเด็ก บางทีการต้องดูแลคนงานที่เป็นผู้ใหญ่กว่า อาจถูกมองออกในลักษณะก้าวร้าวโดยที่ฉันไม่รู้สึกตัว ฉันจึงมีศรัตรูเป็คนใกล้ตัวโดยไม่ได้เฉลียวใจ กว่าจะรู้สึกตัวเล่นเอาตั้งตัวแทบไม่ติด ช่วงนั้นฉันแย่เอามากๆ และไม่กล้าบอกพ่อกับแม่เพราะสงสารความรู้สึกของท่าน ฉันพยายามประคองตัวเองและพยายามเอาชนะคู่แข่ง โดยที่มีสามีเป็นผู้ตามเหมือนเดิม สุดท้ายร่างกายฉันก็รับไม่ไหว ฉันเกิดอาการช๊อค ปวดหัวอย่างรุนแรงจนตัวสั่นงันงก ฉันซุกตัวอยู่มุมห้องโดยมีสามีนั่งร้องไห้และกอดฉันอยู่ตลอดเวลา เขาไม่ทิ้งฉันค่ะ แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะช่วยฉันอย่างไร ... <br>
<br>
ขณะที่ฉันกำลังรู้สึกแย่เอามากๆเหมือนสติจะขาดไปฉันก็ขอให้เขากดโทรฯหาพ่อแม่ ฉันตัดสินใจบอกพ่อในทันทีนั้นและร้องไห้บอกว่าลูกอยากไปหาพ่อกับแม่ บอกว่าลูกไม่ไหวแล้ว.......พ่อแม่สั่งให้เขาขับรถพาฉันไปหาท่านทันทีที่ต่างจังหวัด และเขาก็ทำตามคำสั่งนั้นทันทีเหมือนกัน ฉันพยายามบอกตัวเองตลอดทางว่าฉันต้องอดทนและกำลังจะเจอพ่อกับแม่และลูกของฉันแล้ว....มันทรมานจริงๆค่ะ ฉันเข้าใจเลยว่าคนใกล้จะเป็นบ้าเขาเป็นอย่างไร <br>
<br>
ช่วงนั้นฉันทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังและไปพักรักษาตัวกับพ่อแม่อย่างจริงจัง พยายามดูแลตัวเอง ดูแลตัวเองด้วยวิธีของฉัน จนฉันเข้มแข็งขึ้น ใช้เวลาเป็นเดือน กว่าฉันจะกลับมาเป็นคนเดิม และเริ่มกลับมาเริ่มงานใหม่อย่างใจเย็นอีกครั้ง <br>
<br>
และฉันก็เอาชนะทุกอย่างได้ด้วยความใจเย็นและจิตใจที่นิ่งขึ้น งานฉันเริ่มอยู่ตัว คู่แข่งก็ไม่สามารถทำอะไรฉันได้ ฉันบอกตัวเองว่าอย่าคิดว่ากำลังแข่งกับใคร ให้แข่งกับตัวเองก็พอ คิดแค่ว่าต้องทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานก็พอ ถือคติว่าทำดีเท่านั้นแล้วเราจะได้ผลดีตอบแทน ความดีเท่านั้นจะชนะทุกอย่างได้ในที่สุด <br>
<br>
ทุกอย่างในชีวิตฉันดีขึ้น แต่เรื่องระหว่างฉันกับสามียิ่งแย่ลง เขาทำให้ฉันเห็นว่าในภาวะที่แย่ที่สุดของฉัน เขากลับช่วยอะไรฉันไม่ได้เลย เขายิ่งทำให้ฉันขาดความมั่นใจในตัวเขา ฉันรักเขาไม่ได้จริงๆ และเรื่องระหว่างเราสองคนยิ่งแย่ลง เราอยู่ด้วยกันแต่เพียงในนามเท่านั้น ฉันยอมรับเขาไม่ได้เอาเสียเลย ไม่ว่าจะนึกว่าคือหน้าที่หรือจะนึกถึงอะไรก็ตาม ฉันสงสารเขา จริงๆแล้วมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่ฉันผิดเองที่เลือกเขาแล้วกลับกลายเป็นยอมรับเขาไม่ได้ สุดท้ายฉันเลยเป็นฝ่ายขอหย่า ด้วยเหตุผลที่ว่าฉันรู้ตัวว่าฉันผิดปกติ และฉันอยากให้โอกาศเขา ในอนาคตเขาจะมีใครก็ได้ ไม่ต้องห่วงฉัน แต่ถ้าเขาไม่มีใคร เราก็อยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆแบบนี้ แต่ขอร้องว่าอย่าบังคับหรือฝืนใจฉันเพราะฉันไม่ใช่ภรรยาของเขาแล้ว เราอยู่กันเพื่อลูก เราอยู่กันเพื่องาน และเราอยู่กันเพื่อสังคม ... ฉันให้โอกาศเขาทุกอย่าง และฉันคงไม่มีใครอีกแล้วในชีวิตนี้ คิดว่าคงไม่มีใครอีกแล้วในชีวิตนี้...จริงๆ <br>
<br>
แล้วเราก็หย่ากันเงียบๆ และมีไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้ แต่เรายังอยู่ด้วยกัน ฉันยังขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาเขาในสายตาของคนทั่วไป เรามีงานที่ต้องทำร่วมกัน มีลูกที่ต้องมีทั้งพ่อและแม่ แต่เรื่องของจิตใจมันคงยากที่จะเยียวยา ทุกวันนี้ฉันคิดเพียงว่าเขาคือพ่อของลูก และถ้าฉันรักลูกทุกอย่างที่เป็นของลูกฉันต้องดูแลให้ดีที่สุด ความคิดแบบนี้ทำให้ฉันดูแลเขาได้อย่างเป็นสุข ดูแลในฐานะพ่อของลูก แต่ไม่ใช่ในฐานะสามีของฉัน......แปลกไหมล่ะคะ....จะมีใครที่เป็นเหมือนฉันบ้างไหม <br>
<br>
************************** <br>
<br>
<br>
<br>