มุมชวนคุย
โภชนาการสำหรับเด็ก..ผู้ที่เป็นแม่หรือกำลังจะเป็น ไม่ควรพลาดนะคะ
Rattiya69
20/12/2007 10:27
1,985 เข้าชม
<br>
<br>
โภชนาการสำหรับเด็ก <br>
<br>
<br>
1. ความสำคัญของโภชนาการกับการเจริญเติบโต <br>
<br>
โภชนาการมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ตั้งแต่ทารกเลยทีเดียว แต่ก็มีปัจจัยอื่นด้วย เช่น ด้านสังคม เศรษฐกิจ ด้านจิตใจ ก็เกี่ยวข้องด้วย <br>
<br>
มีหลายปัจจัยทีเดียวที่ส่งผลให้ภาวะโภชนาการไม่ดี ทั้งไม่มีจะกิน กินไม่พอ กินไม่ถูก ทำให้ขาดสารอาหารบางชนิด ขณะที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตต้องการสารอาหารมาก เมื่อขาด ก็ทำให้ไม่เจริญเติบโต <br>
<br>
ในทางตรงข้ามถ้าได้มากเกินไป ก็เป็นผลเสียเช่นเดียวกัน ทำให้มีน้ำหนักเกิน เกิดภาวะอ้วน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ บางทีเด็กที่อ้วนก็อาจขาดสารอาหาร ซึ่งพ่อแม่จะมองข้ามไป ที่เค้าอ้วนเพราะได้พลังงานเกิน ตรงนี้ทำให้บดบังภาวะขาดสารอาหารได้ ส่วนใหญ่ก็จะมีปัญหาเรื่องการขาดไวตามินและเกลือแร่ เนื่องจากเด็กกลุ่มอ้วนนี้มักจะไม่ค่อยกินพืชผัก-ผลไม้ <br>
<br>
โดยสรุปแล้ว ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กได้แก่ กรรมพันธุ์ Hormone และที่สำคัญคือสิ่งแวดล้อม ได้แก่ โภชนาการ ที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนสุขภาพทั่วไป และอารมณ์หรือจิตใจ <br>
<br>
สำหรับเรื่องของโภชนาการ ก็คือเรื่องของอาหารการกิน และเมื่อพูดถึงเรื่องกินของเด็ก ความสนใจของพ่อแม่มักเพ่งไปที่เรื่อง "คุณค่าทางโภชนาการ" ของอาหาร เพราะอาหารย่อมมีผลต่อการเจริญเติบโตทางร่างกาย นอกจากตัวอาหารแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างคือ "พฤติกรรมการกิน" ที่มีผลต่อการกำหนดนิสัยและบุคลิกภาพของเด็กในอนาคต โดยการสะสมของพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นนับตั้งแต่มื้อแรกในชีวิตของลูก พฤติกรรมการกินต่าง ๆ ที่พ่อแม่ หรือคนเลี้ยงดู ได้กำหนดให้เขาทั้งที่รู้ตัวและไม่ตั้งใจ จะมีผลต่อการกำหนดนิสัยของเขาในวันข้างหน้าอย่างฝังรากลึกเลยทีเดียว <br>
<br>
2. ความต้องการสารอาหารต่างๆ ในวัยเด็ก <br>
<br>
การเจริญเติบโตในวัยเด็ก โดยทั่วไปพบว่าอัตราการเจริญเติบโตของเด็กในวัยหลังขวบปีแรกจะช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงที่พบในช่วงที่เป็นทารก <br>
<br>
โดยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 2-3 กิโลกรัมจนถึงอายุ 9-10 ปี อัตราการเพิ่มของน้ำหนักจะมากขึ้นอีกครั้งเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาวหรือวัยรุ่น ส่วนการเพิ่มขึ้นของความสูงในเด็กจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 6-8 ซ.ม. ตั้งแต่อายุ 2 ปีจนถึงวัยหนุ่มสาว <br>
<br>
เด็กจะต้องได้รับสารอาหารในปริมาณที่พอเพียงทั้งชนิดและปริมาณ ซึ่งพลังงานที่เด็กควรจะได้รับต่อวันนั้นขึ้นกับอัตราการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคน และลักษณะกิจกรรมที่ทำ เด็กบางคนค่อนข้างวิ่งเล่นซนมาก ชอบเล่นกีฬา หรือมี activity มาก ก็จะมีความต้องการพลังงานมากกว่าเด็กที่มี activity น้อยกว่า ทั้งนี้สัดส่วนพลังงานจากอาหารควรได้จาก <br>
<br>
คาร์โบไฮเดรต 50-60 % ไขมัน 30-35 % และโปรตีน 10-15 % <br>
<br>
สารอาหารพวกไวตามินและแร่ธาตุ ก็มีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยทำให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างปกติ เด็กอายุตั้งแต่ 1 ถึง 3 ปี อาจพบว่ามีปัญหาการขาดธาตุเหล็ก เนื่องจากร่างกายมีความต้องการความต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น ถ้าเด็กได้รับอาหารที่มีธาตุเหล็กจากพืชผักเท่านั้น อาจมีภาวะการขาดธาตุเหล็กได้ ควรให้เด็กรับประทานเนื้อสัตว์ด้วย <br>
<br>
สำหรับแร่ธาตุแคลเซียมซึ่งจำเป็นสำหรับเด็ก พบว่าถ้าเด็กได้รับในปริมาณเพียงพอจะทำให้มีความหนาแน่นของกระดูกมาก โดยมีการสะสมของแคลเซียมที่กระดูก ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ได้เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ <br>
<br>
ในเด็กอายุ 10-18 ปี ควรได้รับแคลเซียมในปริมาณ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน <br>
<br>
ในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 มิลลิกรัมต่อวัน <br>
<br>
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีข้อแนะนำให้เด็กและวัยรุ่นในช่วงอายุ 9-18 ปี รับประทานแคลเซียมในปริมาณที่มากกว่านี้คือ 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน โดยอาจให้ดื่มนมหรือทานอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียม และควรให้ออกกำลังกาย เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ด้วย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก สำหรับไวตามินที่จัดว่ามีความสำคัญในการดูดซึมและการสะสมของแคลเซียมในกระดูกคือไวตามินดี ซึ่งก็ได้จากแสงแดดธรรมชาติ เด็กส่วนใหญ่ก็คงจะได้เล่นกลางแจ้งบ้างอยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหาการขาดไวตามินดี <br>
<br>
สำหรับการให้ไวตามินและแร่ธาตุเสริมสำหรับเด็ก จริงๆ แล้วไม่มีความจำเป็นสำหรับเด็กปกติ ยกเว้นการให้ฟลูออไรด์ ในพื้นที่ที่พบการขาดธาตุฟลูออไรด์ หรือในแหล่งน้ำในพื้นที่นั้นมีฟลูออไรด์ ในระดับต่ำ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันฟันผุด้วย <br>
<br>
อย่างไรก็ตามก็อาจให้ไวตามินและแร่ธาตุเสริมในเด็กกลุ่มที่ได้รับจากอาหารไม่เพียงพอ เด็กที่เบื่ออาหาร เด็กที่เป็นโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคตับ และเด็กที่รับประทานมังสวิรัติและไม่ได้รับนมและผลิตภัณฑ์นมอย่างเพียงพอ <br>
<br>
การให้ไวตามินเสริมแก่เด็กนั้น ถ้าเด็กได้รับเกินขนาดจะทำให้เกิดการสะสม โดยเฉพาะไวตามินชนิดที่ละลายได้ในไขมัน <br>
<br>
3. การประเมินภาวะโภชนาการในเด็ก <br>
<br>
การประเมินสภาวะโภชนาการในวัยเด็ก ทำได้โดยวัดส่วนสูง และชั่งน้ำหนัก แล้วนำมาเทียบกับเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโต ที่กรมอนามัยได้จัดทำไว้ เมื่อปี 2542 เป็นเครื่องชี้วัดถึงภาวะโภชนาการของประชากรไทย อายุตั้งแต่ 1 วัน ถึง 19 ปี <br>
<br>
โดยดูแยกเด็กหญิงกับเด็กชาย ช่วงอายุต่ำ 6 ปี อายุ 2-7 ปี และ อายุ 5-18 ปี <br>
<br>
น้ำหนักตามเกณฑ์อายุ แสดงการดูการเจริญเติบโตทางด้านน้ำหนัก <br>
<br>
เป็นดัชนีบ่งชี้ภาวะโภชนาการที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่า น้ำหนักเหมาะสมกับอายุหรือไม่ ถ้าร่างกายขาดสารอาหารหรือเจ็บป่วย จะมีผลกระทบต่อขนาดของร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลง และถ้าขาดอาหารระยะยาว เด็กจะผอมและเตี้ย น้ำหนักตามเกณฑ์อายุจึงนิยมใช้เพราะครอบคลุมปัญหาด้านการขาดสารอาหารโดยรวม และใช้กันแพร่หลายในทารก และเด็กวัยเรียน <br>
<br>
ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ แสดงการดูการเจริญเติบโตทางด้านความสูง <br>
<br>
เป็นดัชนีบ่งชี้ภาวะโภชนาการระยะยาวที่ผ่านมาว่า ส่วนสูงเหมาะสมกับอายุหรือไม่ ถ้าร่างกายขาดสารอาหารแบบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน จะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางโครงสร้าง ทำให้เด็กเตี้ยกว่าเด็กในเกณฑ์วัยเดียวกัน <br>
<br>
น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง แสดงถึงความอ้วน-ผอม <br>
<br>
เป็นดัชนีบ่งชี้ว่าน้ำหนักเหมาะสมกับส่วนสูงหรือไม่ สามารถแปลผลภาวะโภชนาการได้โดยไม่ต้องทราบอายุเด็ก ถ้าร่างกายขาดสารอาหารระยะสั้นในปัจจุบัน หรือเกิดเจ็บป่วย ร่างกายจะผอม น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงจะมีค่าน้อยกว่าปกติ แต่ถ้าได้รับอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง จะเป็นดัชนีบ่งชี้ภาวะเมื่อเริ่มอ้วน หรืออ้วนได้ดีทีเดียว <br>
<br>
การวัดภาวะโภชนาการและการเจริญเติบโตของเด็กควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่ามีปัญหาหรือไม่ จะได้สามารถจัดอาหารได้อย่างเหมาะสมสำหรับเด็ก <br>
<br>
4. สิ่งที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมการกินไม่เหมาะสม <br>
<br>
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จัก ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติการกินของเด็กก่อน <br>
<br>
ประการที่หนึ่ง พัฒนาการของเด็กจะเร็วในช่วงสองขวบปีแรก และมีอัตราช้าลงในช่วงวัยอนุบาลและวัยเรียน เมื่อเข้าวัยรุ่น ก็จะมีอัตราเร็วขึ้นอีก ดังนั้นจะเห็นว่าช่วงเป็นทารก น้ำหนักจะขึ้นเร็วมาก แต่หลังหนึ่งขวบไปแล้ว อัตราการเพิ่มน้ำหนักจะเริ่มลดลง ก็จะพบว่า เด็กจะอยากกินอาหารน้อยลง และสนใจการเล่น และสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากกว่า ทั้ง ๆ ที่ความต้องการพลังงานจากอาหารนั้นยังคงมีสูง เด็กจะใช้เวลาไปกับการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวจนบ่อยครั้งที่ลืมหิวไปเลย <br>
<br>
ในช่วงนี้หากพ่อแม่ไม่เข้าใจและวิตกกังวลมากเกินไป ก็พยายามเคี่ยวเข็ญลูกให้กิน เครียดกันทั้งแม่ทั้งลูก อันนี้คือการฝืนธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว ส่วนตัวเด็กเองก็จะรู้สึกฝืนใจ อาจทำให้หงุดหงิด และมีปฏิกิริยาต่อต้านการรับประทานเกิดขึ้นได้ <br>
<br>
ประการที่สอง เมื่อเด็กโตขึ้นมาระยะหนึ่งคืออายุประมาณ 2-4 ขวบ เด็กจะเข้าวัยต่อต้าน เริ่มเป็นตัวของตัวเอง จะดื้อแทบทุกคน อยากทดสอบปฏิกิริยาของผู้ใหญ่ว่าเวลาที่พูดคำว่า "ไม่" แล้วผู้ใหญ่จะทำอย่างไร ถ้าผู้ใหญ่ยอม หรือคะยั้นคะยอให้กิน หรือออกแนวขอร้อง เด็กๆ ก็จะเรียนรู้ว่าจะต่อรองกับพ่อแม่อย่างไร เด็กจะยิ่งดื้อมากขึ้น <br>
<br>
ประการที่สาม ธรรมชาติการรับรสของคนเราไม่เหมือนกัน พ่อแม่ไม่ควรใช้ความรู้สึกหรือความชอบของตัวเองเป็นมาตรฐานในการตัดสินใจเรื่องการกินของลูก จะสังเกตว่าเด็กจะไม่เลือกกินผัก เพราะมีรสไม่ถูกปากและมีแคลอรี่ต่ำ แต่เด็กจะชอบกินอาหารประเภทแป้งหรือไขมันที่มาในรูปของอาหารกรอบ ๆ ที่ทอดน้ำมัน ซึ่งมีแคลอรี่สูง ดังนั้นจะบังคับให้เด็กกินผักมาก ๆ เด็กจะฝืนและต่อต้าน นอกจากนี้ปริมาณอาหารที่เด็กแต่ละคนกินจะไม่เท่ากัน พ่อแม่มักชอบเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น <br>
<br>
ประการที่สี่ เรื่องของการเบื่ออาหารในเด็กนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ เด็กจะไม่กินไปสักมื้อ หรือบางมื้อกินได้น้อย พ่อแม่ก็ควรจะกังวลเกินไป มื้อต่อไปเด็กก็จะกินชดเชยเอง ไม่ต้องไปขวนขวายหาอาหารเสริมพิเศษให้กิน อีกอย่างความเครียดของพ่อแม่ ก็อาจส่งผลต่ออารมณ์ของเด็กได้ นอกจากนี้แล้วเวลาที่เด็กไม่สบายก็จะกินอาหารได้น้อยอยู่แล้ว อย่างเช่น เป็นไข้หวัด เด็กก็จะกินข้าวได้น้อยกว่าปกติ คนเป็นหวัดก็ย่อมเบื่ออาหารเป็นธรรมดา หลังจากหายแล้วเขาก็จะสามารถกินได้ตามปกติ ดังนั้นพ่อแม่ก็ไม่ควรเป็นกังวลเกินไป <br>
<br>
ดังนั้นหากไม่เข้าใจธรรมชาติการกินของเด็กแล้ว พ่อแม่ก็จะปฏิบัติต่อลูกในเรื่องการกินไม่เหมาะสม จึงส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ดี โดยสรุปสิ่งที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ <br>
<br>
1. เด็กถูกพ่อแม่ยัดเยียดในเรื่องการกินมากเกินไป คะยั้นคะยอมากเกินไป บางครั้งทำให้เด็กมีพฤติกรรมต่อต้าน เช่น การอมข้าว <br>
<br>
2. บริการและเลือกอาหารให้ลูกมากเกินไป ทำให้เป็นคนเลือกกิน <br>
<br>
3. พ่อแม่บางคนชอบติดสินบนลูก ถ้ากินข้าวแล้วจะให้รางวัล ยิ่งถ้ารางวัลเป็นขนมหวาน ยิ่งแย่กันไปใหญ่ <br>
<br>
4. พ่อแม่บางคนชอบใช้วิธีบังคับ ทำให้เด็กมีทัศนคติที่ไม่ดีในเรื่องของการกินอาหาร <br>
<br>
5. พ่อแม่บางคนให้ลูกกินตลอดเวลา จนทำให้เด็กไม่รู้ว่าหิวเป็นอย่างไร และไม่มีระเบียบวินัยในการกิน <br>
<br>
6. สำคัญที่สุดคือพฤติกรรมของพ่อแม่เอง ทัศนคติของพ่อแม่ต่ออาหาร หรือนิสัยการบริโภคของพ่อแม่ พ่อแม่อาจเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้แก่เด็ก เช่น ไม่กินผัก กินก๋วยเตี๋ยวไม่ใส่ผักชี กับถั่วงอก เป็นต้น ดังนั้นการเป็นตัวอย่างที่ดีของพ่อแม่นั้นสำคัญมาก <br>
<br>
5. ปัญหาโภชนาการเด็ก <br>
<br>
การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ โดยเฉพาะโรคเรื้อรังต่างๆ ดังนั้นการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ก็ควรปลูกฝังกันตั้งแต่ในวัยเด็ก <br>
<br>
สำหรับโรคโภชนาการในเด็กนั้นได้แก่ <br>
<br>
5.1 ภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วน <br>
<br>
ทราบกันดีว่าโรคอ้วนนั้นมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง โรคข้อ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ตลอดจนปัญหาทางด้านจิตใจ <br>
<br>
จากการศึกษาพบว่าเด็กอ้วนมีโอกาสเป็นผู้ใหญ่อ้วนในอนาคตมากกว่าเด็กที่มีน้ำหนักตัวปกติ <br>
<br>
สาเหตุของภาวะอ้วนในเด็กนั้นเกิดจากปัจจัยสำคัญสองอย่างคือ มีพฤติกรรมการกิน และการออกกำลังกายไม่เหมาะสม กล่าวคือ กินมากเกินไป กินอาหารที่มีแคลอรี่สูง กินผักผลไม้น้อย ไม่ค่อยออกกำลังมีกิจกรรมที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายมาก เช่น ดูทีวี เล่นเกมส์ เล่นคอมพิวเตอร์ <br>
<br>
การแก้ไขปัญหาตรงนี้นอกจากการปรับเปลี่ยนอาหารการกินแล้ว การให้ความรู้ การวางแผนการออกกำลังกาย และการให้ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนมีส่วนร่วม ก็จะให้เกิดผลสำเร็จมากขึ้น <br>
<br>
5.2 น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน (Underweight) <br>
<br>
เด็กที่ผอมกว่าปกติอาจมีสาเหตุจากเป็นโรคเรื้อรัง ได้รับอาหารไม่พอหรือไม่อยากอาหาร หรือในเด็กหญิงโดยเฉพาะในช่วงอายุ 9-17 ปี อาจจะอดอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก ดังนั้นจึงควรแนะนำให้เด็กรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารและพลังงานที่เพียงพอ <br>
<br>
5.3 การขาดเหล็ก (Iron deficiency) <br>
<br>
การขาดเหล็กพบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุ 1-3 ปี ในเด็กเล็กที่รับประทานนมเป็นส่วนใหญ่และรับประทานอาหารอื่นน้อยอาจได้รับเหล็กไม่พอ เด็กที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ อาจทำให้การดูดซึมเหล็กไม่ดีเนื่องจากเหล็กในเนื้อสัตว์จะอยู่ในรูป heme iron ซึ่งมีการดูดซึมที่ดีกว่าเหล็กในรูป non-heme iron ซึ่งมีอยู่ในพืชต่าง ๆ ในทารกและเด็กที่ขาดเหล็กจะพบว่ามีการพัฒนาการเรียนรู้ช้า การเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กอาจทำได้โดยให้รับประทานอาหารที่มีกรดแอสคอร์บิคหรือไวตามินซีร่วมด้วย และควรให้เด็กรับประทานเนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีกเป็นประจำ <br>
<br>
5.4 ฟันผุ (Dental caries) <br>
<br>
เด็กอาจฟันผุได้จากการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง หรือจากการรับประทานอาหารติดต่อกัน พ่อแม่ควรหัดให้ลูกกินของหวานในปริมาณน้อย หรือให้กินร่วมกับอาหารอื่นที่มีรสไม่หวาน เพื่อช่วยลดการเกิดฟันผุ และควรให้ฟลูออไรด์เสริมแก่เด็ก นอกจากนั้นควรหัดให้เด็กรักษาอนามัยของช่องปาก หัดให้เด็กแปรงฟันอย่างถูกวิธี และพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก การมีฟันสมบูรณ์ก็ส่งผลต่อการกินอาหารเช่นเดียวกัน <br>
<br>
6. ถ้าลูกชอบกิน fast food พ่อแม่จะทำยังไงดี <br>
<br>
fast food คืออะไร <br>
<br>
คืออาหารจานด่วน ประเภทหนึ่งที่เน้นความสะอาด รวดเร็ว และง่ายต่อการบริโภค ทั้งนี้เนื่องจากวิถีชีวิตของคนในเมืองใหญ่ที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นวิถีชีวิตที่เร่งรีบ อาหารเร่งด่วนจึงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่นี้ อาหารจานด่วนนี้ก็มี 2 แบบคือแบบตะวันตก กับแบบไทยๆ ซึ่งก็ให้คุณค่าทางโภชนาการต่างกัน <br>
<br>
อาหาร fast food แบบตะวันตก จะให้พลังงานจากไขมันและโปรตีนเกินกว่าที่มาตรฐานกำหนดให้บริโภค โดยเฉพาะไขมันที่ได้ จะมีปริมาณค่อนข้างสูง ประมาณร้อยละ 40-50 ของพลังงานทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไขมันอิ่มตัว ในขณะที่ fast food แบบไทยเป็นอาหารที่ให้พลังงานจากไขมันและโปรตีนเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย แต่ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจมักจะหมายถึง fast food แบบตะวันตกมากกว่า <br>
<br>
ถ้าถามว่ากิน fast food บ่อย ๆ ดีไหม <br>
<br>
ไขมันที่ได้จากอาหาร fast food แบบตะวันตก ส่วนใหญ่แล้วเป็นไขมันอิ่มตัว การบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว โปรตีน และน้ำตาลในปริมาณมากเกินความต้องการของร่างกายโดยต่อเนื่องกันในระยะเวลานาน และเกินความสามารถของอวัยวะขับถ่ายที่จะกำจัดส่วนเกินของอาหารไปได้หมด ทำให้เกิดการสะสมส่วนเกินนั้นไว้ตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ใบหน้า หน้าท้อง ขา แขน ทำให้เกิดโรคอ้วน และตามอวัยวะภายในร่างกาย เช่น สะสมไว้ที่หัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ สะสมไว้ในตับ ไต ทำให้ตับไตทำหน้าที่ได้น้อยลง สะสมไว้บริเวณผนังลำไส้ ทำให้การดูดซึมของอาหารลดน้อยลง เป็นต้น <br>
<br>
ค่านิยมในหมู่เด็กและวัยรุ่นปัจจุบันพบว่าการกิน fast food คือ ความโก้เก๋ ทันสมัย ถ้าใครไม่กินเป็นคนเชย ไม่เข้ากลุ่มเพื่อน พฤติกรรมการกินของเด็กลักษณะนี้อาจสร้างความหนักใจให้แก่พ่อแม่ เพราะนอกจากคุณค่าของอาหารประเภทนี้ไม่สมดุลกับความต้องการของร่างกายแล้ว ราคาก็ยังแพงอีกด้วย <br>
<br>
เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ก็ต้องค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของลูก เช่น ไม่ปฏิเสธเมื่อลูกอยากกิน แต่ให้แนะนำให้เขากินอาหารแบบไทยๆ ในมื้อต่อไป อาจเป็นอาหารจานเดียวประเภทก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ข้าวคลุกกะปิ เย็นตาโฟ เป็นต้น นอกจากนี้ในวันหยุดควรมีการกินอาหารที่เป็นสำรับรวมกัน ให้มีอาหารครบทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ซึ่งอาจจะช่วยทำกันคนละไม้คนละมือ นอกจากจะได้คุณค่าทางอาหารที่ครบแล้วยังช่วยเพิ่มความสนิทสนมและความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัวอีกด้วย <br>
<br>
นอกจากนี้ก็ค่อยๆ ให้ความรู้แก่เขา ในเรื่องของผลดีผลเสียจากการมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะโรคอ้วน เชื่อว่าเด็กจะค่อย ๆ เข้าใจและเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น เขาก็จะรู้จักระมัดระวังตัวเอง เพราะเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่จะกลัวอ้วนกันอยู่แล้ว <br>
<br>
การกินอาหาร fast food บ้างเป็นครั้งคราวก็คงไม่เป็นไร แต่ไม่ควรบ่อยนัก และควรสั่งสลัดมากินด้วยเพื่อเสริมคุณค่าทางอาหาร อย่างไรก็ดีการกินอาหารที่หลากหลายหมุนเวียนจะทำให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน และลดความเสี่ยงต่อพิษภัยที่อาจปนเปื้อนมาในอาหารได้ <br>
<br>
7. ทำยังไงจะสร้างนิสัยการกินที่ดีให้กับเด็ก <br>
<br>
การจะให้ลูกมีนิสัยการกินที่ดี ต้องฝึกมาตั้งแต่ในวัยเด็ก คือเมื่อเด็กเกิดมาต้องการกินนมแม่ พอถึงวัยอันควรก็ต้องกินอาหารเสริม ถ้าเราฝึกให้เด็กมีโอกาสช่วยเหลือตนเอง โดยเฉพาะในช่วง 7-8 เดือนซึ่งเด็กนั่งได้ ให้เด็กหยิบอาหารเข้าปากเองบ้าง เด็กจะมีพฤติกรรมในการช่วยเหลือตัวเอง <br>
<br>
เมื่อย่างเข้าขวบครึ่ง เด็กจะเริ่มมีความรู้สึกพึ่งตนเอง สามารถตักอาหารเข้าปากเองได้ พอเด็กโตขึ้นก็ฝึกให้กินอาหารที่มีประโยชน์ มีไวตามินแร่ธาตุจากผัก เด็กอาจจะยังไม่ทราบว่าไวตามินคืออะไร แต่ถ้าเราพูดบ่อย ๆ เด็กจะเริ่มจำและเรียนรู้ ว่ากินผักแล้วแข็งแรงมีไวตามิน <br>
<br>
นอกจากการฝึกเด็กให้กินอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนแล้ว สิ่งที่ต้องไม่ลืมฝึกเด็กควบคู่ไปกับการกินคือ นิสัยหรือการปฏิบัติในการกิน ควรสอนให้เด็กกินอย่างประหยัด การตักข้าวควรตักแต่พอกิน หากไม่อิ่มให้ตักใหม่ และควรกินให้หมดจาน <br>
<br>
นอกจากนี้ยังต้องเอาใจใส่ในเรื่องให้เด็กกินอย่างถูกสุขอนามัยด้วย ได้แก่ ล้างมือและภาชนะให้สะอาด สอนให้เด็กรู้ หรือเกิดความเคยชินว่า เมื่อถึงเวลากินอาหาร หรือกินอะไรล้วนแล้วต้องล้างมือ เมื่อทำได้เช่นนี้ เด็กจะเกิดนิสัยการกินที่ดี มีประโยชน์ ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ที่ไหน จะไม่มีปัญหาเรื่องกิน ที่สำคัญต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ๆ และต้องทำอย่างต่อเนื่องเสมอต้นเสมอปลาย <br>
<br>
ขอขอบพระคุณที่มา : รายการคลินิก 101.5 <br>
โดย คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <br>
<br>
<br>
โภชนาการสำหรับเด็ก <br>
<br>
<br>
1. ความสำคัญของโภชนาการกับการเจริญเติบโต <br>
<br>
โภชนาการมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ตั้งแต่ทารกเลยทีเดียว แต่ก็มีปัจจัยอื่นด้วย เช่น ด้านสังคม เศรษฐกิจ ด้านจิตใจ ก็เกี่ยวข้องด้วย <br>
<br>
มีหลายปัจจัยทีเดียวที่ส่งผลให้ภาวะโภชนาการไม่ดี ทั้งไม่มีจะกิน กินไม่พอ กินไม่ถูก ทำให้ขาดสารอาหารบางชนิด ขณะที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตต้องการสารอาหารมาก เมื่อขาด ก็ทำให้ไม่เจริญเติบโต <br>
<br>
ในทางตรงข้ามถ้าได้มากเกินไป ก็เป็นผลเสียเช่นเดียวกัน ทำให้มีน้ำหนักเกิน เกิดภาวะอ้วน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ บางทีเด็กที่อ้วนก็อาจขาดสารอาหาร ซึ่งพ่อแม่จะมองข้ามไป ที่เค้าอ้วนเพราะได้พลังงานเกิน ตรงนี้ทำให้บดบังภาวะขาดสารอาหารได้ ส่วนใหญ่ก็จะมีปัญหาเรื่องการขาดไวตามินและเกลือแร่ เนื่องจากเด็กกลุ่มอ้วนนี้มักจะไม่ค่อยกินพืชผัก-ผลไม้ <br>
<br>
โดยสรุปแล้ว ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กได้แก่ กรรมพันธุ์ Hormone และที่สำคัญคือสิ่งแวดล้อม ได้แก่ โภชนาการ ที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนสุขภาพทั่วไป และอารมณ์หรือจิตใจ <br>
<br>
สำหรับเรื่องของโภชนาการ ก็คือเรื่องของอาหารการกิน และเมื่อพูดถึงเรื่องกินของเด็ก ความสนใจของพ่อแม่มักเพ่งไปที่เรื่อง "คุณค่าทางโภชนาการ" ของอาหาร เพราะอาหารย่อมมีผลต่อการเจริญเติบโตทางร่างกาย นอกจากตัวอาหารแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างคือ "พฤติกรรมการกิน" ที่มีผลต่อการกำหนดนิสัยและบุคลิกภาพของเด็กในอนาคต โดยการสะสมของพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นนับตั้งแต่มื้อแรกในชีวิตของลูก พฤติกรรมการกินต่าง ๆ ที่พ่อแม่ หรือคนเลี้ยงดู ได้กำหนดให้เขาทั้งที่รู้ตัวและไม่ตั้งใจ จะมีผลต่อการกำหนดนิสัยของเขาในวันข้างหน้าอย่างฝังรากลึกเลยทีเดียว <br>
<br>
2. ความต้องการสารอาหารต่างๆ ในวัยเด็ก <br>
<br>
การเจริญเติบโตในวัยเด็ก โดยทั่วไปพบว่าอัตราการเจริญเติบโตของเด็กในวัยหลังขวบปีแรกจะช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงที่พบในช่วงที่เป็นทารก <br>
<br>
โดยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 2-3 กิโลกรัมจนถึงอายุ 9-10 ปี อัตราการเพิ่มของน้ำหนักจะมากขึ้นอีกครั้งเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาวหรือวัยรุ่น ส่วนการเพิ่มขึ้นของความสูงในเด็กจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 6-8 ซ.ม. ตั้งแต่อายุ 2 ปีจนถึงวัยหนุ่มสาว <br>
<br>
เด็กจะต้องได้รับสารอาหารในปริมาณที่พอเพียงทั้งชนิดและปริมาณ ซึ่งพลังงานที่เด็กควรจะได้รับต่อวันนั้นขึ้นกับอัตราการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคน และลักษณะกิจกรรมที่ทำ เด็กบางคนค่อนข้างวิ่งเล่นซนมาก ชอบเล่นกีฬา หรือมี activity มาก ก็จะมีความต้องการพลังงานมากกว่าเด็กที่มี activity น้อยกว่า ทั้งนี้สัดส่วนพลังงานจากอาหารควรได้จาก <br>
<br>
คาร์โบไฮเดรต 50-60 % ไขมัน 30-35 % และโปรตีน 10-15 % <br>
<br>
สารอาหารพวกไวตามินและแร่ธาตุ ก็มีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยทำให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างปกติ เด็กอายุตั้งแต่ 1 ถึง 3 ปี อาจพบว่ามีปัญหาการขาดธาตุเหล็ก เนื่องจากร่างกายมีความต้องการความต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น ถ้าเด็กได้รับอาหารที่มีธาตุเหล็กจากพืชผักเท่านั้น อาจมีภาวะการขาดธาตุเหล็กได้ ควรให้เด็กรับประทานเนื้อสัตว์ด้วย <br>
<br>
สำหรับแร่ธาตุแคลเซียมซึ่งจำเป็นสำหรับเด็ก พบว่าถ้าเด็กได้รับในปริมาณเพียงพอจะทำให้มีความหนาแน่นของกระดูกมาก โดยมีการสะสมของแคลเซียมที่กระดูก ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ได้เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ <br>
<br>
ในเด็กอายุ 10-18 ปี ควรได้รับแคลเซียมในปริมาณ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน <br>
<br>
ในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 มิลลิกรัมต่อวัน <br>
<br>
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีข้อแนะนำให้เด็กและวัยรุ่นในช่วงอายุ 9-18 ปี รับประทานแคลเซียมในปริมาณที่มากกว่านี้คือ 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน โดยอาจให้ดื่มนมหรือทานอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียม และควรให้ออกกำลังกาย เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ด้วย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก สำหรับไวตามินที่จัดว่ามีความสำคัญในการดูดซึมและการสะสมของแคลเซียมในกระดูกคือไวตามินดี ซึ่งก็ได้จากแสงแดดธรรมชาติ เด็กส่วนใหญ่ก็คงจะได้เล่นกลางแจ้งบ้างอยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหาการขาดไวตามินดี <br>
<br>
สำหรับการให้ไวตามินและแร่ธาตุเสริมสำหรับเด็ก จริงๆ แล้วไม่มีความจำเป็นสำหรับเด็กปกติ ยกเว้นการให้ฟลูออไรด์ ในพื้นที่ที่พบการขาดธาตุฟลูออไรด์ หรือในแหล่งน้ำในพื้นที่นั้นมีฟลูออไรด์ ในระดับต่ำ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันฟันผุด้วย <br>
<br>
อย่างไรก็ตามก็อาจให้ไวตามินและแร่ธาตุเสริมในเด็กกลุ่มที่ได้รับจากอาหารไม่เพียงพอ เด็กที่เบื่ออาหาร เด็กที่เป็นโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคตับ และเด็กที่รับประทานมังสวิรัติและไม่ได้รับนมและผลิตภัณฑ์นมอย่างเพียงพอ <br>
<br>
การให้ไวตามินเสริมแก่เด็กนั้น ถ้าเด็กได้รับเกินขนาดจะทำให้เกิดการสะสม โดยเฉพาะไวตามินชนิดที่ละลายได้ในไขมัน <br>
<br>
3. การประเมินภาวะโภชนาการในเด็ก <br>
<br>
การประเมินสภาวะโภชนาการในวัยเด็ก ทำได้โดยวัดส่วนสูง และชั่งน้ำหนัก แล้วนำมาเทียบกับเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโต ที่กรมอนามัยได้จัดทำไว้ เมื่อปี 2542 เป็นเครื่องชี้วัดถึงภาวะโภชนาการของประชากรไทย อายุตั้งแต่ 1 วัน ถึง 19 ปี <br>
<br>
โดยดูแยกเด็กหญิงกับเด็กชาย ช่วงอายุต่ำ 6 ปี อายุ 2-7 ปี และ อายุ 5-18 ปี <br>
<br>
น้ำหนักตามเกณฑ์อายุ แสดงการดูการเจริญเติบโตทางด้านน้ำหนัก <br>
<br>
เป็นดัชนีบ่งชี้ภาวะโภชนาการที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่า น้ำหนักเหมาะสมกับอายุหรือไม่ ถ้าร่างกายขาดสารอาหารหรือเจ็บป่วย จะมีผลกระทบต่อขนาดของร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลง และถ้าขาดอาหารระยะยาว เด็กจะผอมและเตี้ย น้ำหนักตามเกณฑ์อายุจึงนิยมใช้เพราะครอบคลุมปัญหาด้านการขาดสารอาหารโดยรวม และใช้กันแพร่หลายในทารก และเด็กวัยเรียน <br>
<br>
ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ แสดงการดูการเจริญเติบโตทางด้านความสูง <br>
<br>
เป็นดัชนีบ่งชี้ภาวะโภชนาการระยะยาวที่ผ่านมาว่า ส่วนสูงเหมาะสมกับอายุหรือไม่ ถ้าร่างกายขาดสารอาหารแบบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน จะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางโครงสร้าง ทำให้เด็กเตี้ยกว่าเด็กในเกณฑ์วัยเดียวกัน <br>
<br>
น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง แสดงถึงความอ้วน-ผอม <br>
<br>
เป็นดัชนีบ่งชี้ว่าน้ำหนักเหมาะสมกับส่วนสูงหรือไม่ สามารถแปลผลภาวะโภชนาการได้โดยไม่ต้องทราบอายุเด็ก ถ้าร่างกายขาดสารอาหารระยะสั้นในปัจจุบัน หรือเกิดเจ็บป่วย ร่างกายจะผอม น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงจะมีค่าน้อยกว่าปกติ แต่ถ้าได้รับอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง จะเป็นดัชนีบ่งชี้ภาวะเมื่อเริ่มอ้วน หรืออ้วนได้ดีทีเดียว <br>
<br>
การวัดภาวะโภชนาการและการเจริญเติบโตของเด็กควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่ามีปัญหาหรือไม่ จะได้สามารถจัดอาหารได้อย่างเหมาะสมสำหรับเด็ก <br>
<br>
4. สิ่งที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมการกินไม่เหมาะสม <br>
<br>
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จัก ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติการกินของเด็กก่อน <br>
<br>
ประการที่หนึ่ง พัฒนาการของเด็กจะเร็วในช่วงสองขวบปีแรก และมีอัตราช้าลงในช่วงวัยอนุบาลและวัยเรียน เมื่อเข้าวัยรุ่น ก็จะมีอัตราเร็วขึ้นอีก ดังนั้นจะเห็นว่าช่วงเป็นทารก น้ำหนักจะขึ้นเร็วมาก แต่หลังหนึ่งขวบไปแล้ว อัตราการเพิ่มน้ำหนักจะเริ่มลดลง ก็จะพบว่า เด็กจะอยากกินอาหารน้อยลง และสนใจการเล่น และสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากกว่า ทั้ง ๆ ที่ความต้องการพลังงานจากอาหารนั้นยังคงมีสูง เด็กจะใช้เวลาไปกับการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวจนบ่อยครั้งที่ลืมหิวไปเลย <br>
<br>
ในช่วงนี้หากพ่อแม่ไม่เข้าใจและวิตกกังวลมากเกินไป ก็พยายามเคี่ยวเข็ญลูกให้กิน เครียดกันทั้งแม่ทั้งลูก อันนี้คือการฝืนธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว ส่วนตัวเด็กเองก็จะรู้สึกฝืนใจ อาจทำให้หงุดหงิด และมีปฏิกิริยาต่อต้านการรับประทานเกิดขึ้นได้ <br>
<br>
ประการที่สอง เมื่อเด็กโตขึ้นมาระยะหนึ่งคืออายุประมาณ 2-4 ขวบ เด็กจะเข้าวัยต่อต้าน เริ่มเป็นตัวของตัวเอง จะดื้อแทบทุกคน อยากทดสอบปฏิกิริยาของผู้ใหญ่ว่าเวลาที่พูดคำว่า "ไม่" แล้วผู้ใหญ่จะทำอย่างไร ถ้าผู้ใหญ่ยอม หรือคะยั้นคะยอให้กิน หรือออกแนวขอร้อง เด็กๆ ก็จะเรียนรู้ว่าจะต่อรองกับพ่อแม่อย่างไร เด็กจะยิ่งดื้อมากขึ้น <br>
<br>
ประการที่สาม ธรรมชาติการรับรสของคนเราไม่เหมือนกัน พ่อแม่ไม่ควรใช้ความรู้สึกหรือความชอบของตัวเองเป็นมาตรฐานในการตัดสินใจเรื่องการกินของลูก จะสังเกตว่าเด็กจะไม่เลือกกินผัก เพราะมีรสไม่ถูกปากและมีแคลอรี่ต่ำ แต่เด็กจะชอบกินอาหารประเภทแป้งหรือไขมันที่มาในรูปของอาหารกรอบ ๆ ที่ทอดน้ำมัน ซึ่งมีแคลอรี่สูง ดังนั้นจะบังคับให้เด็กกินผักมาก ๆ เด็กจะฝืนและต่อต้าน นอกจากนี้ปริมาณอาหารที่เด็กแต่ละคนกินจะไม่เท่ากัน พ่อแม่มักชอบเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น <br>
<br>
ประการที่สี่ เรื่องของการเบื่ออาหารในเด็กนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ เด็กจะไม่กินไปสักมื้อ หรือบางมื้อกินได้น้อย พ่อแม่ก็ควรจะกังวลเกินไป มื้อต่อไปเด็กก็จะกินชดเชยเอง ไม่ต้องไปขวนขวายหาอาหารเสริมพิเศษให้กิน อีกอย่างความเครียดของพ่อแม่ ก็อาจส่งผลต่ออารมณ์ของเด็กได้ นอกจากนี้แล้วเวลาที่เด็กไม่สบายก็จะกินอาหารได้น้อยอยู่แล้ว อย่างเช่น เป็นไข้หวัด เด็กก็จะกินข้าวได้น้อยกว่าปกติ คนเป็นหวัดก็ย่อมเบื่ออาหารเป็นธรรมดา หลังจากหายแล้วเขาก็จะสามารถกินได้ตามปกติ ดังนั้นพ่อแม่ก็ไม่ควรเป็นกังวลเกินไป <br>
<br>
ดังนั้นหากไม่เข้าใจธรรมชาติการกินของเด็กแล้ว พ่อแม่ก็จะปฏิบัติต่อลูกในเรื่องการกินไม่เหมาะสม จึงส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ดี โดยสรุปสิ่งที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ <br>
<br>
1. เด็กถูกพ่อแม่ยัดเยียดในเรื่องการกินมากเกินไป คะยั้นคะยอมากเกินไป บางครั้งทำให้เด็กมีพฤติกรรมต่อต้าน เช่น การอมข้าว <br>
<br>
2. บริการและเลือกอาหารให้ลูกมากเกินไป ทำให้เป็นคนเลือกกิน <br>
<br>
3. พ่อแม่บางคนชอบติดสินบนลูก ถ้ากินข้าวแล้วจะให้รางวัล ยิ่งถ้ารางวัลเป็นขนมหวาน ยิ่งแย่กันไปใหญ่ <br>
<br>
4. พ่อแม่บางคนชอบใช้วิธีบังคับ ทำให้เด็กมีทัศนคติที่ไม่ดีในเรื่องของการกินอาหาร <br>
<br>
5. พ่อแม่บางคนให้ลูกกินตลอดเวลา จนทำให้เด็กไม่รู้ว่าหิวเป็นอย่างไร และไม่มีระเบียบวินัยในการกิน <br>
<br>
6. สำคัญที่สุดคือพฤติกรรมของพ่อแม่เอง ทัศนคติของพ่อแม่ต่ออาหาร หรือนิสัยการบริโภคของพ่อแม่ พ่อแม่อาจเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้แก่เด็ก เช่น ไม่กินผัก กินก๋วยเตี๋ยวไม่ใส่ผักชี กับถั่วงอก เป็นต้น ดังนั้นการเป็นตัวอย่างที่ดีของพ่อแม่นั้นสำคัญมาก <br>
<br>
5. ปัญหาโภชนาการเด็ก <br>
<br>
การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ โดยเฉพาะโรคเรื้อรังต่างๆ ดังนั้นการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ก็ควรปลูกฝังกันตั้งแต่ในวัยเด็ก <br>
<br>
สำหรับโรคโภชนาการในเด็กนั้นได้แก่ <br>
<br>
5.1 ภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วน <br>
<br>
ทราบกันดีว่าโรคอ้วนนั้นมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง โรคข้อ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ตลอดจนปัญหาทางด้านจิตใจ <br>
<br>
จากการศึกษาพบว่าเด็กอ้วนมีโอกาสเป็นผู้ใหญ่อ้วนในอนาคตมากกว่าเด็กที่มีน้ำหนักตัวปกติ <br>
<br>
สาเหตุของภาวะอ้วนในเด็กนั้นเกิดจากปัจจัยสำคัญสองอย่างคือ มีพฤติกรรมการกิน และการออกกำลังกายไม่เหมาะสม กล่าวคือ กินมากเกินไป กินอาหารที่มีแคลอรี่สูง กินผักผลไม้น้อย ไม่ค่อยออกกำลังมีกิจกรรมที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายมาก เช่น ดูทีวี เล่นเกมส์ เล่นคอมพิวเตอร์ <br>
<br>
การแก้ไขปัญหาตรงนี้นอกจากการปรับเปลี่ยนอาหารการกินแล้ว การให้ความรู้ การวางแผนการออกกำลังกาย และการให้ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนมีส่วนร่วม ก็จะให้เกิดผลสำเร็จมากขึ้น <br>
<br>
5.2 น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน (Underweight) <br>
<br>
เด็กที่ผอมกว่าปกติอาจมีสาเหตุจากเป็นโรคเรื้อรัง ได้รับอาหารไม่พอหรือไม่อยากอาหาร หรือในเด็กหญิงโดยเฉพาะในช่วงอายุ 9-17 ปี อาจจะอดอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก ดังนั้นจึงควรแนะนำให้เด็กรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารและพลังงานที่เพียงพอ <br>
<br>
5.3 การขาดเหล็ก (Iron deficiency) <br>
<br>
การขาดเหล็กพบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุ 1-3 ปี ในเด็กเล็กที่รับประทานนมเป็นส่วนใหญ่และรับประทานอาหารอื่นน้อยอาจได้รับเหล็กไม่พอ เด็กที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ อาจทำให้การดูดซึมเหล็กไม่ดีเนื่องจากเหล็กในเนื้อสัตว์จะอยู่ในรูป heme iron ซึ่งมีการดูดซึมที่ดีกว่าเหล็กในรูป non-heme iron ซึ่งมีอยู่ในพืชต่าง ๆ ในทารกและเด็กที่ขาดเหล็กจะพบว่ามีการพัฒนาการเรียนรู้ช้า การเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กอาจทำได้โดยให้รับประทานอาหารที่มีกรดแอสคอร์บิคหรือไวตามินซีร่วมด้วย และควรให้เด็กรับประทานเนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีกเป็นประจำ <br>
<br>
5.4 ฟันผุ (Dental caries) <br>
<br>
เด็กอาจฟันผุได้จากการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง หรือจากการรับประทานอาหารติดต่อกัน พ่อแม่ควรหัดให้ลูกกินของหวานในปริมาณน้อย หรือให้กินร่วมกับอาหารอื่นที่มีรสไม่หวาน เพื่อช่วยลดการเกิดฟันผุ และควรให้ฟลูออไรด์เสริมแก่เด็ก นอกจากนั้นควรหัดให้เด็กรักษาอนามัยของช่องปาก หัดให้เด็กแปรงฟันอย่างถูกวิธี และพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก การมีฟันสมบูรณ์ก็ส่งผลต่อการกินอาหารเช่นเดียวกัน <br>
<br>
6. ถ้าลูกชอบกิน fast food พ่อแม่จะทำยังไงดี <br>
<br>
fast food คืออะไร <br>
<br>
คืออาหารจานด่วน ประเภทหนึ่งที่เน้นความสะอาด รวดเร็ว และง่ายต่อการบริโภค ทั้งนี้เนื่องจากวิถีชีวิตของคนในเมืองใหญ่ที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นวิถีชีวิตที่เร่งรีบ อาหารเร่งด่วนจึงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่นี้ อาหารจานด่วนนี้ก็มี 2 แบบคือแบบตะวันตก กับแบบไทยๆ ซึ่งก็ให้คุณค่าทางโภชนาการต่างกัน <br>
<br>
อาหาร fast food แบบตะวันตก จะให้พลังงานจากไขมันและโปรตีนเกินกว่าที่มาตรฐานกำหนดให้บริโภค โดยเฉพาะไขมันที่ได้ จะมีปริมาณค่อนข้างสูง ประมาณร้อยละ 40-50 ของพลังงานทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไขมันอิ่มตัว ในขณะที่ fast food แบบไทยเป็นอาหารที่ให้พลังงานจากไขมันและโปรตีนเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย แต่ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจมักจะหมายถึง fast food แบบตะวันตกมากกว่า <br>
<br>
ถ้าถามว่ากิน fast food บ่อย ๆ ดีไหม <br>
<br>
ไขมันที่ได้จากอาหาร fast food แบบตะวันตก ส่วนใหญ่แล้วเป็นไขมันอิ่มตัว การบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว โปรตีน และน้ำตาลในปริมาณมากเกินความต้องการของร่างกายโดยต่อเนื่องกันในระยะเวลานาน และเกินความสามารถของอวัยวะขับถ่ายที่จะกำจัดส่วนเกินของอาหารไปได้หมด ทำให้เกิดการสะสมส่วนเกินนั้นไว้ตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ใบหน้า หน้าท้อง ขา แขน ทำให้เกิดโรคอ้วน และตามอวัยวะภายในร่างกาย เช่น สะสมไว้ที่หัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ สะสมไว้ในตับ ไต ทำให้ตับไตทำหน้าที่ได้น้อยลง สะสมไว้บริเวณผนังลำไส้ ทำให้การดูดซึมของอาหารลดน้อยลง เป็นต้น <br>
<br>
ค่านิยมในหมู่เด็กและวัยรุ่นปัจจุบันพบว่าการกิน fast food คือ ความโก้เก๋ ทันสมัย ถ้าใครไม่กินเป็นคนเชย ไม่เข้ากลุ่มเพื่อน พฤติกรรมการกินของเด็กลักษณะนี้อาจสร้างความหนักใจให้แก่พ่อแม่ เพราะนอกจากคุณค่าของอาหารประเภทนี้ไม่สมดุลกับความต้องการของร่างกายแล้ว ราคาก็ยังแพงอีกด้วย <br>
<br>
เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ก็ต้องค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของลูก เช่น ไม่ปฏิเสธเมื่อลูกอยากกิน แต่ให้แนะนำให้เขากินอาหารแบบไทยๆ ในมื้อต่อไป อาจเป็นอาหารจานเดียวประเภทก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ข้าวคลุกกะปิ เย็นตาโฟ เป็นต้น นอกจากนี้ในวันหยุดควรมีการกินอาหารที่เป็นสำรับรวมกัน ให้มีอาหารครบทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ซึ่งอาจจะช่วยทำกันคนละไม้คนละมือ นอกจากจะได้คุณค่าทางอาหารที่ครบแล้วยังช่วยเพิ่มความสนิทสนมและความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัวอีกด้วย <br>
<br>
นอกจากนี้ก็ค่อยๆ ให้ความรู้แก่เขา ในเรื่องของผลดีผลเสียจากการมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะโรคอ้วน เชื่อว่าเด็กจะค่อย ๆ เข้าใจและเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น เขาก็จะรู้จักระมัดระวังตัวเอง เพราะเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่จะกลัวอ้วนกันอยู่แล้ว <br>
<br>
การกินอาหาร fast food บ้างเป็นครั้งคราวก็คงไม่เป็นไร แต่ไม่ควรบ่อยนัก และควรสั่งสลัดมากินด้วยเพื่อเสริมคุณค่าทางอาหาร อย่างไรก็ดีการกินอาหารที่หลากหลายหมุนเวียนจะทำให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน และลดความเสี่ยงต่อพิษภัยที่อาจปนเปื้อนมาในอาหารได้ <br>
<br>
7. ทำยังไงจะสร้างนิสัยการกินที่ดีให้กับเด็ก <br>
<br>
การจะให้ลูกมีนิสัยการกินที่ดี ต้องฝึกมาตั้งแต่ในวัยเด็ก คือเมื่อเด็กเกิดมาต้องการกินนมแม่ พอถึงวัยอันควรก็ต้องกินอาหารเสริม ถ้าเราฝึกให้เด็กมีโอกาสช่วยเหลือตนเอง โดยเฉพาะในช่วง 7-8 เดือนซึ่งเด็กนั่งได้ ให้เด็กหยิบอาหารเข้าปากเองบ้าง เด็กจะมีพฤติกรรมในการช่วยเหลือตัวเอง <br>
<br>
เมื่อย่างเข้าขวบครึ่ง เด็กจะเริ่มมีความรู้สึกพึ่งตนเอง สามารถตักอาหารเข้าปากเองได้ พอเด็กโตขึ้นก็ฝึกให้กินอาหารที่มีประโยชน์ มีไวตามินแร่ธาตุจากผัก เด็กอาจจะยังไม่ทราบว่าไวตามินคืออะไร แต่ถ้าเราพูดบ่อย ๆ เด็กจะเริ่มจำและเรียนรู้ ว่ากินผักแล้วแข็งแรงมีไวตามิน <br>
<br>
นอกจากการฝึกเด็กให้กินอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนแล้ว สิ่งที่ต้องไม่ลืมฝึกเด็กควบคู่ไปกับการกินคือ นิสัยหรือการปฏิบัติในการกิน ควรสอนให้เด็กกินอย่างประหยัด การตักข้าวควรตักแต่พอกิน หากไม่อิ่มให้ตักใหม่ และควรกินให้หมดจาน <br>
<br>
นอกจากนี้ยังต้องเอาใจใส่ในเรื่องให้เด็กกินอย่างถูกสุขอนามัยด้วย ได้แก่ ล้างมือและภาชนะให้สะอาด สอนให้เด็กรู้ หรือเกิดความเคยชินว่า เมื่อถึงเวลากินอาหาร หรือกินอะไรล้วนแล้วต้องล้างมือ เมื่อทำได้เช่นนี้ เด็กจะเกิดนิสัยการกินที่ดี มีประโยชน์ ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ที่ไหน จะไม่มีปัญหาเรื่องกิน ที่สำคัญต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ๆ และต้องทำอย่างต่อเนื่องเสมอต้นเสมอปลาย <br>
<br>
ขอขอบพระคุณที่มา : รายการคลินิก 101.5 <br>
โดย คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <br>
<br>
เป็นประโยชน์มากๆเลยค่ะ <br>
จุ๋มก็กำลังวางแผนจะมีน้องอยู่พอดีเลยค่ะ <br>
ขอบคุณค่ะ <img src="pic/b11.gif">