มุมชวนคุย
ตอนนี้ คุณรู้สึกว่าเอวคุณ "หนา" ไปป่าว
Rattiya69
22/12/2007 04:40
1,200 เข้าชม
<br>
"ความอ้วน" นับเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมามากมาย จากการวิจัยที่ผ่านมา เมื่อลดน้ำหนักลงได้ 10 กิโลกรัม จะทำให้ความดันตัวบนลดลง 5-20 มม.ปรอท การลดความอ้วนจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง และโรคเบาหวานได้ <br>
<br>
<br>
สังเกตว่าตัวเองอ้วนหรือไม่นั้น ดูได้จากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และการวัดรอบเอว รอบสะโพก ซึ่งการหาค่าดัชนีมวลกายทำได้โดย ชั่งน้ำหนักที่มีหน่วยเป็นกิโลกรัม และวัดส่วนสูงที่มีหน่วยเป็นเมตร แล้วเอาน้ำหนักตั้ง หารด้วยความสูงยกกำลังสอง ในคนไทยใช้เกณฑ์ว่า ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กก./ม จัดเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักเกิน และถ้าค่าดัชนีมวลกาย มากกว่า 30 กก./ม จัดเป็นกลุ่มที่ถือว่า "อ้วน" <br>
<br>
นอกจากนี้ อาจใช้วิธีการวัดสัดส่วนของเส้นรอบเอว กับเส้นรอบสะโพก และนำเส้นรอบสะโพกไปหาร กับเส้นรอบเอว หากได้ค่ามากกว่า 0.8 แสดงว่า "อ้วน" รอบเอวที่ใหญ่แสดงถึงการมีไขมันสะสมที่หน้าท้องมาก เพราะฉะนั้น ผู้หญิงที่เอวใหญ่กว่า 35 นิ้ว และผู้ชายที่เอวใหญ่กว่า 40 นิ้วถือว่า "อ้วนลงพุง" <br>
<br>
ความอ้วนส่งผลให้สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง เกิดโรคได้ง่าย การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ต้องตั้งเป้าของการลดน้ำหนักให้ได้ 10% ของน้ำหนักตัวปัจจุบัน โดยให้ลดลงสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม <br>
<br>
มีหลักการอยู่ 2 ประการ คือ การรับประทานอาหารให้มีแคลอรี่น้อยกว่าที่เคยกินอยู่ เช่น หนึ่งวันรับประทาน 2,000 แคลอรี่ ให้ลดเหลือ 1,500 แคลอรี่ ในหนึ่งสัปดาห์จะสามารถลดน้ำหนักได้ถึงครึ่งกิโลกรัม อีกประการ คือ การออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญใช้พลังงาน (ไขมัน) ที่สะสมไว้ <br>
<br>
บางคนที่ไม่ถนัดการออกกำลังกายอย่างจริงจัง อาจใช้ กิจวัตรประจำวัน มาช่วยในการเผาผลาญไขมันได้ เช่น ทำความสะอาดบ้าน ทำสวน ขึ้นบันได แต่ในคนที่ออกกำลังกายได้ ควรทำให้ต่อเนื่องนาน 30 นาที โดยอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย และผ่อนคลายเมื่อออกกำลังเสร็จ ควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย <br>
<br>
<br>
"ความอ้วน" นับเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมามากมาย จากการวิจัยที่ผ่านมา เมื่อลดน้ำหนักลงได้ 10 กิโลกรัม จะทำให้ความดันตัวบนลดลง 5-20 มม.ปรอท การลดความอ้วนจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง และโรคเบาหวานได้ <br>
<br>
<br>
สังเกตว่าตัวเองอ้วนหรือไม่นั้น ดูได้จากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และการวัดรอบเอว รอบสะโพก ซึ่งการหาค่าดัชนีมวลกายทำได้โดย ชั่งน้ำหนักที่มีหน่วยเป็นกิโลกรัม และวัดส่วนสูงที่มีหน่วยเป็นเมตร แล้วเอาน้ำหนักตั้ง หารด้วยความสูงยกกำลังสอง ในคนไทยใช้เกณฑ์ว่า ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กก./ม จัดเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักเกิน และถ้าค่าดัชนีมวลกาย มากกว่า 30 กก./ม จัดเป็นกลุ่มที่ถือว่า "อ้วน" <br>
<br>
นอกจากนี้ อาจใช้วิธีการวัดสัดส่วนของเส้นรอบเอว กับเส้นรอบสะโพก และนำเส้นรอบสะโพกไปหาร กับเส้นรอบเอว หากได้ค่ามากกว่า 0.8 แสดงว่า "อ้วน" รอบเอวที่ใหญ่แสดงถึงการมีไขมันสะสมที่หน้าท้องมาก เพราะฉะนั้น ผู้หญิงที่เอวใหญ่กว่า 35 นิ้ว และผู้ชายที่เอวใหญ่กว่า 40 นิ้วถือว่า "อ้วนลงพุง" <br>
<br>
ความอ้วนส่งผลให้สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง เกิดโรคได้ง่าย การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ต้องตั้งเป้าของการลดน้ำหนักให้ได้ 10% ของน้ำหนักตัวปัจจุบัน โดยให้ลดลงสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม <br>
<br>
มีหลักการอยู่ 2 ประการ คือ การรับประทานอาหารให้มีแคลอรี่น้อยกว่าที่เคยกินอยู่ เช่น หนึ่งวันรับประทาน 2,000 แคลอรี่ ให้ลดเหลือ 1,500 แคลอรี่ ในหนึ่งสัปดาห์จะสามารถลดน้ำหนักได้ถึงครึ่งกิโลกรัม อีกประการ คือ การออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญใช้พลังงาน (ไขมัน) ที่สะสมไว้ <br>
<br>
บางคนที่ไม่ถนัดการออกกำลังกายอย่างจริงจัง อาจใช้ กิจวัตรประจำวัน มาช่วยในการเผาผลาญไขมันได้ เช่น ทำความสะอาดบ้าน ทำสวน ขึ้นบันได แต่ในคนที่ออกกำลังกายได้ ควรทำให้ต่อเนื่องนาน 30 นาที โดยอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย และผ่อนคลายเมื่อออกกำลังเสร็จ ควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย <br>
<br>
<br>
<img src="pic/b11.gif">