มุมชวนคุย
อย่าทำอย่างนี้กันเลยนะ ฮือๆๆๆ น่าสงสาร
ปักเป้า (หลงทาง)
26/10/2004 15:58
1,556 เข้าชม
เก็บเอามาฝากให้อ่านกันค่ะ อ่านแล้วเศร้าใจมากเลย <br>
<br>
>>>บ้านพักคนชราที่ผมไปเยี่ยมเยืยนมาหลังวันเกิดในเดือนที่แล้ว > <br>
>>>เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวไม่ใหญ่โตนักที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของวัดเล็ก ๆ > <br>
>>>ที่สมภารเจ้าอาวาสอดีตนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผม <br>
>>>ท่านเอาเงินที่ญาติโยมศรัทธาถวายท่าน มาปลูกสร้าง > เพื่อให้ผู้เฒ่า <br>
>>>ผู้ชราได้มาพักอาศัยยามเมื่อขาดที่พึ่งพิง <br>
>>>มีโยมผู้หญิงวัยกลางคนไร้ญาติและสิ่งเกาะเกี่ยวทางโลกมา > <br>
>>>บำเพ็ญธรรมโดยไม่บวชชี ท่วงท่าเจรจาพาทีดูสำรวมราบเรียบ > <br>
>>>พร้อมเด็กวัดลูกชาวบ้านแถบนั้นแวะเวียนผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้ดูแล <br>
>>>ผู้ชราทั้งหญิงชายที่ถูกทอดทิ้งรวม 13 ชีวิต > ค่าจ้างคนดูแล น้ำไฟ <br>
>>>เสื้อผ้ายารักษาโรค ข้าวปลาอาหาร > <br>
>>>สมภารใจดีอดีตนักเรียนช่างกลที่รอดตายมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม2516 <br>
>>>เหมาจ่ายคนเดียว > โดยไม่เคยพิมพ์ฏีกาเรี่ยไรใคร <br>
>>>พูดคุยกับท่านหลายเรื่องจนตอนจะลากลับผมควักเงิน500 บาท <br>
>>>ใส่ซองถวายท่านเป็นค่าใช้จ่าย > ท่านจึงนึกอะไรขึ้นมาได้ <br>
>>>ชวนผมเดินลงจากศาลาไปที่บ้านพักคนชราแห่งนั้นเปิดนรก <br>
>>>บนดินอีกขุมหนึ่งให้คนบาปอย่างผมมี > ดวงตาเห็นธรรม <br>
>>>โดยไม่ต้องฟังเทศน์เทียบชาดกบทใด ๆ หญิงชรารูปร่างเล็กผิวสองสีบอบบาง <br>
>>> > ทอดกายเหยียดตรงบนเตียงเล็ก ๆ แต่สะอาด มีผ้าห่มผืนบาง ๆ <br>
>>>ห่มปิดทรวงอกที่ยังกระเพื่อมเบา ๆ > <br>
>>>ราวเครื่องยนต์ใกล้ดับอย่างเหนื่อยหน่าย <br>
>>>แม่เฒ่าพยายามยกขึ้นประนมไหว้ > <br>
>>>เมื่อท่านสมภารพาผมมานั่งอยู่ข้างขอบเตียง <br>
>>>กังวานน้ำเสียงแห่งพุทธบุตรผู้เมตตาเปล่งวาจาถามไถ่อาการ > <br>
>>>และให้ศีลให้พรเบาๆ <br>
>>>แต่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์หยาดน้ำตาแห่งความปิติท่วมท้นดวงตาสีขาวขุ่น <br>
>>> > > > > แล้วค่อย ๆ ซึมเซาะรินไหลไปตามร่องขอบตา > > <br>
>>>ที่เ<font color=red>xxx</font>่ยวย่นบนใบหน้าเวทนาบังเกิดจนผมต้องเบือนหน้าหนี > ผู้เฒ่าอายุ <br>
>>>91 ปี อาวุโสสูงสุดในจำนวน 13 คนชราของที่นี่ <br>
>>>เรื่องราวทั้งหลายในอดีตยังเจิดจ้าอยู่ในความทรงจำ > <br>
>>>เหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน.......แม่เฒ่ามีลูกชายสองคนและหญิงหนึ่งคน <br>
>>>60 ปีที่ผ่านมา > <br>
>>>ครอบครัวแม่เฒ่าจัดอยู่ในระดับผู้มีอันจะกินของจังหวัด <br>
>>>สามีของแม่เฒ่ามีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง > <br>
>>>ก่อสร้างสร้างตัวจากกรรมกรกินค่าแรงรายวัน <br>
>>>โดยแม่เฒ่ารับจ้างทอผ้าอยู่ในโรงงงานแห่งหนึ่ง > <br>
>>>อดออมสะสมจนฐานะดีขึ้น สามารถสร้างหลักฐานจนมีที่ดินบ้านช่องสมฐานะ > <br>
>>> แต่สามีก็ยังทำงานหนักไม่ยอมพักหวังจะฟูมฟักลูก 3 คน <br>
>>>ให้อยู่อุ่นกินอิ่มโดยไม่ต้องลำบาก > <br>
>>>ช่วงนั้นแม่เฒ่าเลิกท้อผ้าแล้วอยู่บ้านเลี้ยงลูก <br>
>>>3คนที่อยู่ในวัยซวนไล่เรียงตามลำดับ > <br>
>>>เช้าวันหนึ่งเมื่อลูกชายคนโตอายุได้ 6 ขวบ <br>
>>>สามีของแม่เฒ่าก็หลับไปไม่ตื่นมาร่ำลา > <br>
>>>หมอที่โรงพยาบาลบอกว่าสามีตับแข็งตายทั้ง ๆที่ไม่เคยแตะเหล้าซักหยด > <br>
>>>แม่เฒ่าเปลี่ยนสภาพบ้านพักเปิดเป็นร้านค้าโชห่วยขายของ <br>
>>>สารพัดชนิดอดทนอดออมเลี้ยงลูกทั้ง 3 คน > ให้ร่ำเรียนจนจบปริญญา <br>
>>>ครอบครัวอบอุ่นพี่น้องรักใคร่กันดี ไม่มีเค้าลางว่าจะแตกหัก <br>
>>>ดั่งหนึ่งคนละสายเลือด > <br>
>>>ลูกชายคนโตแต่งงานไปกับลูกสาวเจ้าของร้านขายทองในตลาด <br>
>>>ในชีวิตของแม่เฒ่าไม่เคยมีความสุขครั้งไหน > <br>
>>>เหมือนวันที่ลูกชายแต่งงาน <br>
>>>สมบัติที่มีแม่เฒ่าจัดแบ่งเป็นสามส่วนให้ลูกชายคนโต <br>
>>>เปิดร้านขายทองตามที่สะใภ้ต้องการ > <br>
>>>ปีต่อมาลูกคนที่สองแต่งสาวเข้าบ้านอีกคน <br>
>>>แม่เฒ่ายกบ้านและที่ดินที่เปิดร้านขายของสองคูหาสามชั้น <br>
>>>ให้เป็นสมบัติของลูก > <br>
>>>ด้วยความยินดีโดยที่แม่เฒ่าขอสิทธิ์แค่อยู่อาศัย <br>
>>>สองปีถัดมาลูกสาวคนสุดท้องแต่งกับข้าราชการระดับหัวหน้ากองในจังหวัด <br>
>>> > แม่เฒ่ายกที่ดินและเงินสดก้อนสุดท้ายของแม่เฒ่า <br>
>>>รับขวัญลูกเขยด้วยความปรีดา > <br>
>>>สัตว์โลกทั้งหลายล้วนเวียนว่ายก่อเกิดเพื่อมาชดใช้กรรมเก่า <br>
>>>สะใภ้คนที่สองเริ่มจุดประกายแห่งการแตกหัก > <br>
>>>ตั้งแต่แต่งเข้าบ้านไม่เคยแม้แต่เสียบปลั๊กหม้อหุงข้าว <br>
>>>แม่เฒ่ากลายเป็นทาสในเรือนซักผ้าทำกับข้าว > <br>
>>>จัดสำรับคับค้อนตั้งโต๊ะคอยท่าสองผัวเมียกินก่อนจนอิ่ม <br>
>>>แม่เฒ่าจึงมีโอกาสได้กินของเหลือก่อนจะเก็บกวาดถ้วยชามไปล้าง > <br>
>>>กวาดเช็ดบ้านช่องเรียบร้อยแล้วจึงได้พักผ่อนด้วยการ <br>
>>>เดินออกไปคุยกับเพื่อนบ้านในวัยไล่เลี่ยกัน > <br>
>>>สะใภ้สองเข้มงวดแม้แต่ของสดทุกชนิดที่ซื้อมาทำกับข้าว <br>
>>>ต้องถามราคาแล้วยกไปชั่งน้ำหนักราคาสินค้ากับเงินทอน ที่เหลือ > <br>
>>>ต้องตรงกับเงินที่ให้ไปตลาด แต่แม่เฒ่าก็ไม่เคยเก็บมาเป็นอารมณ์ <br>
>>>แล้ววันหนึ่งสะใภ้สองก็จัดระเบียบการกินใหม่ > หล่อนไปสั่งผูกปิ่นโต <br>
>>>เพื่อกินกันแค่สองผัวเมียแล้วสั่งให้ผัวจ่ายเงินให้แม่เฒ่าแค่วันล่ะยี่สิบบาท <br>
>>>ไปหากินเอาเอง > ด้วยเหตุผลโง่ ๆ คือต้องการประหยัด แต่ลึก ๆ <br>
>>>ในใจไม่ต้องการให้แม่ผัวเม้นส่วนเกิน > แม่เฒ่าคิดเอาเองว่าลูก ๆ <br>
>>>คงไม่อยากให้แม่เหนื่อย จึงน้อมรับปร> ะกาศิตลูกสะใภ้ด้วยดุษฏี > <br>
>>>สองสามวันต่อมาแม่เฒ่าก็ลืมสิ้นเพราะความรักลูก <br>
>>>หลายครั้งที่แม่เฒ่าคิดถึงลูกชายคนโตที่เปิดร้านขายทองในตลาด > <br>
>>>แม่เฒ่าจะเจียดเงินที่เก็บออมไว้ ซื้อผลไม้ที่ลูกชอบติดมือไปด้วย <br>
>>>แต่ทุกครั้งที่แม่เฒ่าเดินเข้าไปในบ้าน > สะใภ้ใหญ่จะมองอย่างเหยียดๆ <br>
>>>แล้วเดินหนีเข้าห้องแอร์ปิดประตูนอนดูโทรทัศน์ <br>
>>>สั่งคนใช้ให้คอยสอดส่องเดินตามแม่เฒ่า > เธอกลัวแม่ผัวขโมยของในบ้าน <br>
>>>จะคุยกับลูกชายไอ้นั่นก็ออกอาการไม่ว่างถามคำตอบคำ > <br>
>>>เหมือนหนามตำโดนโคนลิ้นจนอ้าปากลำบากลำบน อึดอัดแม่เกรงใจเมีย <br>
>>>แกล้งถอดสร้อยคอทองคำเส้นโต > <br>
>>>ที่ห้อยแขวนพระเครื่องราคาแพงในกรอบทองฝังเพชรพวงใหญ่ <br>
>>>ขึ้นมาส่องทีละองค์ด้วยความเลื่อมใส > <br>
>>>และไม่แม้แต่จะชายตามองแม่เฒ่าที่นั่งซึมอยู่ข้างตู้ทองอย่างเดียวดาย <br>
>>>เก้ ๆ กัง ๆ อยู่พักใหญ่ก็เดินออกจากบ้านลูกชายคนโต > อย่างเหงาๆ <br>
>>>โดยมีคนใช้ของลูกหิ้วถุงผลไม้ตามมายัดคืนใส่มือ <br>
>>>ระหว่างทางก็แวะทักทายคนรู้จักเพื่อรักษามารยาท > <br>
>>>แต่ในใจของแม่เฒ่ามันวังเวงจนจำไม่ได้ว่าพูดคุยกับใครไปบ้างระหว่างทาง <br>
>>>ลูกสาวคนเล็กที่แม่เฒ่าทั้งรักทั้งหวงนั่น > แทบไม่ต้องพูดถึง <br>
>>>เธอยื่นคำขาดกับแม่เฒ่าตั้งแต้ครั้งแรกที่ไปเยี่ยม <br>
>>>ว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปหาเพราะบ้านเธอมีแขก > <br>
>>>ที่เป็นลูกน้องของผัวและพ่อค้าวานิช <br>
>>>เข้าพบผัวของเธอเพื่อขออำนวยความสะดวกในทางธุรกิจบ่อย ๆ > <br>
>>>และผัวของหล่อนก็ค่อนข้างเจ้ายศเจ้าอย่าง <br>
>>>ถ้าแม่เฒ่ารักลูกก็ควรจะต้องรักษาเกียรติรักษาหน้าตาของผัวลูกด้วย > <br>
>>>แม่เฒ่าไม่เข้าใจว่าการรักษาหน้าตาของลูกเขยนั้นต้องทำอย่างไร <br>
>>>แม่เฒ่ายังเคยปลื้มกับคำชมของ > เพื่อนบ้าน <br>
>>>เขาว่าแม่เฒ่าวาสนาดีลูกเขยเป็นเจ้าคนนายคน <br>
>>>แม่เฒ่าก็ได้แต่แอบปลื้มทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจว่า > <br>
>>>ทำไมการเป็นเจ้าคนนายคน <br>
>>>จึงเหมือนกำแพงชนชั้นปิดกั้นระหว่างความเป็นแม่ลูก <br>
>>>จนหนักหนาสาหัสขนาดนั้น > ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์ <br>
>>>โผล่ขึ้นมารายรอบร้านค้าของลูกชายคนที่สอง > <br>
>>>กระทบธุรกิจของสองผัวเมียจนทรวดเซ ของขายไม่ได้มากเหมือนเก่า <br>
>>>ที่เอาอะไรมาวางก็ขายหมด > <br>
>>>ปัญหาและวิกฤติการเงินในบ้านส่งสัญญาณถึงชาลง <br>
>>>สองผัวเมียเริ่มมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง > <br>
>>>และแทบทุกครั้งลูกสะใภ้ก็จะฉวยโอกาสด่ากระทบแม่ผัว <br>
>>>เป็นของแถมโดยไม่มีเหตุผล > <br>
>>>โดยที่ลูกชายก็ไม่ออกอาการปกป้องแม่เฒ่าแต่อย่างใด... > 12 มิถุนายน <br>
>>>2530 ประมาณ 3 ทุ่มของคืนโลกาวินาศ <br>
>>>ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยพยับเมฆสลับกับเสียงฟ้าร้อง > <br>
>>>ดังกึกก้องเป็นระยะๆ ครู่ใหญ่ ๆ <br>
>>>ต่อมาสายฝนจึงโปรยปรายชุ่มฉ่ำน้ำนองไปทั่วเมือง > <br>
>>>ลูกชายลูกสะใภ้ออกไปกินข้าวนอกบ้านยังไม่กลับ <br>
>>>ปล่อยแม่เฒ่าเฝ้าร้านค้าคนเดียว > <br>
>>>แม่เฒ่าจำได้ว่าวัยรุ่นสองคนขี่รถเครื่องฝ่าสายฝนมาจอดหน้าร้าน > <br>
>>>ขอซื้อเบียร์หนึ่งขวดแม่เฒ่ารับเงินแล้วเดินเข้าไปเก็บในลิ้นชักโดยไม่ระแวงว่า <br>
>>> > สองวัยรุ่นแอบยกลังใส่บุหรี่ที่ลูกชายสั่งมายังไม่แกะกล่อง <br>
>>>ช่วยกันแบกขึ้นรถขี่หายไปกับความมืด > <br>
>>>ก่อนสี่ทุ่มเล็กน้อยสองผัวเมียจึงขับรถกลับเข้าถึงบ้าน <br>
>>>ช่วยกันเก็บของเข้าร้าน วางของทุกชิ้นเข้าที่ ๆ เคยวาง > <br>
>>>เมื่อไม่เห็นลังบุหรี่จึงหันไปตะโกนถามแม่เฒ่า <br>
>>>ที่กำลังจุดธูปไหว้รูปสามีบนหิ้ง > <br>
>>>เพียงคำตอบที่แม่เฒ่าตอบว่าไม่เห็นก่อนปักธูปลงกระถาง <br>
>>>เสียงสบถด้วยคำหยาบของลูกชายก็ดังสวนสนั่นบ้าน > <br>
>>>ครู่เดียวทั้งลูกสะใภ้กับลูกชาย ก็สลับปากจิกหัวด่าแม่ <br>
>>>กึกก้องประสานเสียงกับสายลมนอกบ้าน > <br>
>>>ก่อนที่ทั้งคู่จะขับรถไปโรงพักแจ้งจับแม่ลักทรัพย์ <br>
>>>ตำรวจพาแม่เฒ่าไปนั่งอยู่หน้าโต๊ะร้อยเวร > <br>
>>>แม่เฒ่าให้การไม่รู้ด้วยซื่อบริสุทธิ์ <br>
>>>โดยไม่ตัดพ้อต่อว่าลูกชายแม้แต่คำเดียว <br>
>>>กว่าชั่วโมงในห้องแอร์เย็นเฉียบ > <br>
>>>แต่ในอกในใจของร้อยเวรหนุ่มร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟนรกแผดเผา <br>
>>>ที่ต้องวิงวอนสองผัวเมียให้เห็นบาปบุญคุณโทษ > <br>
>>>แต่สองผัวเมียกลับโยนภาระตอกย้ำให้ตำรวจอบรมแม่เฒ่า <br>
>>>ก่อนที่จะสะบัดก้นกลับไปบ้าน > <br>
>>>โดยไม่ใส่ใจแม่เฒ่าที่เปียกฝนนั่งสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ <br>
>>>สายฝนยงสาดซัดกระหน่ำหนักเหมือนฟ้าแตก > <br>
>>>ตำรวจยศนายดาบขับรถร้อยเวรมาส่งแม่เฒ่าที่บ้าน <br>
>>>บ้านซึ่งประตูเหล็กถูกปิดสนิท แม่เฒ่าลงจากรถ > เดินฝ่าฝนถึงหน้าบ้าน <br>
>>>แล้วแม่เฒ่าก็ตกใจสุดขีดกับภาพเบื้องหน้าที่พื้นหน้าบ้าน <br>
>>>เสื้อผ้าเก่า ๆ ยัดแน่นอยู่ในถุง > ถูกโยนออกมากองเรี่ยราดเหมือนขยะ <br>
>>>บนกองเสื้อผ้าของแม่เฒ่า <br>
>>>กระถางธูปและรูปถ่ายของสามีแตกกระจายเกลื่อนกราด > <br>
>>>หยาดฝนสาดซัดรูปถ่ายขาวดำของสามีจนเปียกปอนขาดวิ่น <br>
>>>แม่เฒ่าก้มลงหยิบรูปของสามีมากอดแนบอก > <br>
>>>น้ำตาแห่งความรันทดทะลักล้นปนน้ำฝน ปวดร้าวเหมือนถูกฟ้าผ่าเข้ากลางใจ <br>
>>>แม่เฒ่ากอดรูปนั้นไว้ > เหมือนจะปกป้องจากสายฝนสุดชีวิต <br>
>>>สองเท้าออกก้าวช้า ๆ เหมือนร่างไร้วิญญาณเข้าตลาดไปหยุดนิ่ง > <br>
>>>อยู่หน้าร้านขา> ยทองของลูกชายคนโตเหมือนเป็นการบอก <br>
>>>ลาแล้วลัดเลาะฝ่าความมืดและสายฝน ไปยืนอยู่หน้าบ้านลูกสาวคนเล็ก > <br>
>>>เก็บภาพแห่งความรักความทรงจำสุดท้ายเป็นครู่ใหญ่ <br>
>>>จึงเดินจากไปท่ามกลางเสียงกึกก้องของฟ้าร้องระงม > <br>
>>>สลับกับเสียงฟ้าผ่าแน่นหนักเป็นระยะ <br>
>>>ดั่งเจ้ากรรมนายเวรกำลังเร่งรีบกรีดนิ้วกัปนาทบรรเลงเพลงกรรมในอดีตชาติ <br>
>>> > ติดตามมาทวงคืนให้แม่เฒ่าต้องชดใช้อย่างบอบช้ำยับเยิน <br>
>>>รถกระบะเก่า ๆ คันนั้นวิ่งฝ่าสายฝนมาจอดสงบนิ่ง > <br>
>>>อยู่หน้ากุฏิพระของสมภารเจ้าวัดตอนตีสามเศษๆ <br>
>>>คนขับรถพบแม่เฒ่าเดินโซซัดโซเซอยู่ข้างถนนเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย > <br>
>>>ด้วยใจเมตตา เมื่อแม่เฒ่าต้องการมาที่นี่ <br>
>>>จึงขับรถมาส่งด้วยความสังเวช แม่เฒ่ามักคุ้นกับสมภารวัดนี้มานานแล้ว <br>
>>> > <br>
>>>ตั้งแต่เจ้าอาวาสองค์เก่ายังอยู่นาทีสุดท้ายของการตัดสินใจครั้งใหญ่ขอชีวิต <br>
>>>จึงไม่มีที่ไหนอบอุ่นให้พึ่งพิง > <br>
>>>เหมือนร่มเงาฉัตรแก้วกงธรรมแห้งรัตนทั้งสาม <br>
>>>ฟ้าเริ่มขมุกมัวใกล้ค่ำลงทุกขณะ > <br>
>>>ผมจำเป็นต้องบอกลาท่านสมภารและแม่เฒ่าเจ้าของเรื่องราวน่าสลด > <br>
>>>นับแต่นาทีแรกที่แม่เฒ่ามาถึงที่นี่จนวันนี้ <br>
>>>แม่เฒ่าไม่เคยออกไปนอกวัดเหมือนๆ กับที่ทรพีทั้งสามคน > <br>
>>>ก็ไม่เคยออกติดตามถามหา จะรู่หรือไม่ก็แล้วแต่ว่าแม่ซมซานมาอยู่วัด <br>
>>>แต่ก็ไม่เคยปรากฏแม้แต่เงาของสามเนรคุณ > <br>
>>>ผมจากลาออกมาทั้งที่น้ำตาเปื้อนหน้า <br>
>>>ประโยคสุดท้ายของแม่เฒ่าที่ฝากมา.. > > <br>
>>>แม่จำลูกได้ทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนโต จะทุกข์จะสุขก็คือลูกของแม่ <br>
>>>แม่ให้โดยไม่เคยวาดหวังจะได้จากลูกทุกคนเป็นการตอบแทน > <br>
>>>ลูกเอ๋ย...เมื่อลูกยังเป็นทารกทุกครั้งที่แนบอกดูดดื่มน้ำนมจากเต้า <br>
>>>สองมือน้อยๆ ของเจ้าไขว่คว้าอยู่ไหว ๆ > <br>
>>>วันนี้แม่สิ้นแรงแทบสิ้นใจจะมีมือของลูกคนไหน <br>
>>>เอื้อมมาปิดตาให้แม่ก่อนสิ้นลม.....> > <br>
>>>อ่านแล้วมองตัวเองด้วยนะคะว่าคุณทำสิ่งที่ดีที่สุดให้บุพการีของคุณหรือยัง
<br>
>>>บ้านพักคนชราที่ผมไปเยี่ยมเยืยนมาหลังวันเกิดในเดือนที่แล้ว > <br>
>>>เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวไม่ใหญ่โตนักที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของวัดเล็ก ๆ > <br>
>>>ที่สมภารเจ้าอาวาสอดีตนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผม <br>
>>>ท่านเอาเงินที่ญาติโยมศรัทธาถวายท่าน มาปลูกสร้าง > เพื่อให้ผู้เฒ่า <br>
>>>ผู้ชราได้มาพักอาศัยยามเมื่อขาดที่พึ่งพิง <br>
>>>มีโยมผู้หญิงวัยกลางคนไร้ญาติและสิ่งเกาะเกี่ยวทางโลกมา > <br>
>>>บำเพ็ญธรรมโดยไม่บวชชี ท่วงท่าเจรจาพาทีดูสำรวมราบเรียบ > <br>
>>>พร้อมเด็กวัดลูกชาวบ้านแถบนั้นแวะเวียนผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้ดูแล <br>
>>>ผู้ชราทั้งหญิงชายที่ถูกทอดทิ้งรวม 13 ชีวิต > ค่าจ้างคนดูแล น้ำไฟ <br>
>>>เสื้อผ้ายารักษาโรค ข้าวปลาอาหาร > <br>
>>>สมภารใจดีอดีตนักเรียนช่างกลที่รอดตายมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม2516 <br>
>>>เหมาจ่ายคนเดียว > โดยไม่เคยพิมพ์ฏีกาเรี่ยไรใคร <br>
>>>พูดคุยกับท่านหลายเรื่องจนตอนจะลากลับผมควักเงิน500 บาท <br>
>>>ใส่ซองถวายท่านเป็นค่าใช้จ่าย > ท่านจึงนึกอะไรขึ้นมาได้ <br>
>>>ชวนผมเดินลงจากศาลาไปที่บ้านพักคนชราแห่งนั้นเปิดนรก <br>
>>>บนดินอีกขุมหนึ่งให้คนบาปอย่างผมมี > ดวงตาเห็นธรรม <br>
>>>โดยไม่ต้องฟังเทศน์เทียบชาดกบทใด ๆ หญิงชรารูปร่างเล็กผิวสองสีบอบบาง <br>
>>> > ทอดกายเหยียดตรงบนเตียงเล็ก ๆ แต่สะอาด มีผ้าห่มผืนบาง ๆ <br>
>>>ห่มปิดทรวงอกที่ยังกระเพื่อมเบา ๆ > <br>
>>>ราวเครื่องยนต์ใกล้ดับอย่างเหนื่อยหน่าย <br>
>>>แม่เฒ่าพยายามยกขึ้นประนมไหว้ > <br>
>>>เมื่อท่านสมภารพาผมมานั่งอยู่ข้างขอบเตียง <br>
>>>กังวานน้ำเสียงแห่งพุทธบุตรผู้เมตตาเปล่งวาจาถามไถ่อาการ > <br>
>>>และให้ศีลให้พรเบาๆ <br>
>>>แต่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์หยาดน้ำตาแห่งความปิติท่วมท้นดวงตาสีขาวขุ่น <br>
>>> > > > > แล้วค่อย ๆ ซึมเซาะรินไหลไปตามร่องขอบตา > > <br>
>>>ที่เ<font color=red>xxx</font>่ยวย่นบนใบหน้าเวทนาบังเกิดจนผมต้องเบือนหน้าหนี > ผู้เฒ่าอายุ <br>
>>>91 ปี อาวุโสสูงสุดในจำนวน 13 คนชราของที่นี่ <br>
>>>เรื่องราวทั้งหลายในอดีตยังเจิดจ้าอยู่ในความทรงจำ > <br>
>>>เหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน.......แม่เฒ่ามีลูกชายสองคนและหญิงหนึ่งคน <br>
>>>60 ปีที่ผ่านมา > <br>
>>>ครอบครัวแม่เฒ่าจัดอยู่ในระดับผู้มีอันจะกินของจังหวัด <br>
>>>สามีของแม่เฒ่ามีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง > <br>
>>>ก่อสร้างสร้างตัวจากกรรมกรกินค่าแรงรายวัน <br>
>>>โดยแม่เฒ่ารับจ้างทอผ้าอยู่ในโรงงงานแห่งหนึ่ง > <br>
>>>อดออมสะสมจนฐานะดีขึ้น สามารถสร้างหลักฐานจนมีที่ดินบ้านช่องสมฐานะ > <br>
>>> แต่สามีก็ยังทำงานหนักไม่ยอมพักหวังจะฟูมฟักลูก 3 คน <br>
>>>ให้อยู่อุ่นกินอิ่มโดยไม่ต้องลำบาก > <br>
>>>ช่วงนั้นแม่เฒ่าเลิกท้อผ้าแล้วอยู่บ้านเลี้ยงลูก <br>
>>>3คนที่อยู่ในวัยซวนไล่เรียงตามลำดับ > <br>
>>>เช้าวันหนึ่งเมื่อลูกชายคนโตอายุได้ 6 ขวบ <br>
>>>สามีของแม่เฒ่าก็หลับไปไม่ตื่นมาร่ำลา > <br>
>>>หมอที่โรงพยาบาลบอกว่าสามีตับแข็งตายทั้ง ๆที่ไม่เคยแตะเหล้าซักหยด > <br>
>>>แม่เฒ่าเปลี่ยนสภาพบ้านพักเปิดเป็นร้านค้าโชห่วยขายของ <br>
>>>สารพัดชนิดอดทนอดออมเลี้ยงลูกทั้ง 3 คน > ให้ร่ำเรียนจนจบปริญญา <br>
>>>ครอบครัวอบอุ่นพี่น้องรักใคร่กันดี ไม่มีเค้าลางว่าจะแตกหัก <br>
>>>ดั่งหนึ่งคนละสายเลือด > <br>
>>>ลูกชายคนโตแต่งงานไปกับลูกสาวเจ้าของร้านขายทองในตลาด <br>
>>>ในชีวิตของแม่เฒ่าไม่เคยมีความสุขครั้งไหน > <br>
>>>เหมือนวันที่ลูกชายแต่งงาน <br>
>>>สมบัติที่มีแม่เฒ่าจัดแบ่งเป็นสามส่วนให้ลูกชายคนโต <br>
>>>เปิดร้านขายทองตามที่สะใภ้ต้องการ > <br>
>>>ปีต่อมาลูกคนที่สองแต่งสาวเข้าบ้านอีกคน <br>
>>>แม่เฒ่ายกบ้านและที่ดินที่เปิดร้านขายของสองคูหาสามชั้น <br>
>>>ให้เป็นสมบัติของลูก > <br>
>>>ด้วยความยินดีโดยที่แม่เฒ่าขอสิทธิ์แค่อยู่อาศัย <br>
>>>สองปีถัดมาลูกสาวคนสุดท้องแต่งกับข้าราชการระดับหัวหน้ากองในจังหวัด <br>
>>> > แม่เฒ่ายกที่ดินและเงินสดก้อนสุดท้ายของแม่เฒ่า <br>
>>>รับขวัญลูกเขยด้วยความปรีดา > <br>
>>>สัตว์โลกทั้งหลายล้วนเวียนว่ายก่อเกิดเพื่อมาชดใช้กรรมเก่า <br>
>>>สะใภ้คนที่สองเริ่มจุดประกายแห่งการแตกหัก > <br>
>>>ตั้งแต่แต่งเข้าบ้านไม่เคยแม้แต่เสียบปลั๊กหม้อหุงข้าว <br>
>>>แม่เฒ่ากลายเป็นทาสในเรือนซักผ้าทำกับข้าว > <br>
>>>จัดสำรับคับค้อนตั้งโต๊ะคอยท่าสองผัวเมียกินก่อนจนอิ่ม <br>
>>>แม่เฒ่าจึงมีโอกาสได้กินของเหลือก่อนจะเก็บกวาดถ้วยชามไปล้าง > <br>
>>>กวาดเช็ดบ้านช่องเรียบร้อยแล้วจึงได้พักผ่อนด้วยการ <br>
>>>เดินออกไปคุยกับเพื่อนบ้านในวัยไล่เลี่ยกัน > <br>
>>>สะใภ้สองเข้มงวดแม้แต่ของสดทุกชนิดที่ซื้อมาทำกับข้าว <br>
>>>ต้องถามราคาแล้วยกไปชั่งน้ำหนักราคาสินค้ากับเงินทอน ที่เหลือ > <br>
>>>ต้องตรงกับเงินที่ให้ไปตลาด แต่แม่เฒ่าก็ไม่เคยเก็บมาเป็นอารมณ์ <br>
>>>แล้ววันหนึ่งสะใภ้สองก็จัดระเบียบการกินใหม่ > หล่อนไปสั่งผูกปิ่นโต <br>
>>>เพื่อกินกันแค่สองผัวเมียแล้วสั่งให้ผัวจ่ายเงินให้แม่เฒ่าแค่วันล่ะยี่สิบบาท <br>
>>>ไปหากินเอาเอง > ด้วยเหตุผลโง่ ๆ คือต้องการประหยัด แต่ลึก ๆ <br>
>>>ในใจไม่ต้องการให้แม่ผัวเม้นส่วนเกิน > แม่เฒ่าคิดเอาเองว่าลูก ๆ <br>
>>>คงไม่อยากให้แม่เหนื่อย จึงน้อมรับปร> ะกาศิตลูกสะใภ้ด้วยดุษฏี > <br>
>>>สองสามวันต่อมาแม่เฒ่าก็ลืมสิ้นเพราะความรักลูก <br>
>>>หลายครั้งที่แม่เฒ่าคิดถึงลูกชายคนโตที่เปิดร้านขายทองในตลาด > <br>
>>>แม่เฒ่าจะเจียดเงินที่เก็บออมไว้ ซื้อผลไม้ที่ลูกชอบติดมือไปด้วย <br>
>>>แต่ทุกครั้งที่แม่เฒ่าเดินเข้าไปในบ้าน > สะใภ้ใหญ่จะมองอย่างเหยียดๆ <br>
>>>แล้วเดินหนีเข้าห้องแอร์ปิดประตูนอนดูโทรทัศน์ <br>
>>>สั่งคนใช้ให้คอยสอดส่องเดินตามแม่เฒ่า > เธอกลัวแม่ผัวขโมยของในบ้าน <br>
>>>จะคุยกับลูกชายไอ้นั่นก็ออกอาการไม่ว่างถามคำตอบคำ > <br>
>>>เหมือนหนามตำโดนโคนลิ้นจนอ้าปากลำบากลำบน อึดอัดแม่เกรงใจเมีย <br>
>>>แกล้งถอดสร้อยคอทองคำเส้นโต > <br>
>>>ที่ห้อยแขวนพระเครื่องราคาแพงในกรอบทองฝังเพชรพวงใหญ่ <br>
>>>ขึ้นมาส่องทีละองค์ด้วยความเลื่อมใส > <br>
>>>และไม่แม้แต่จะชายตามองแม่เฒ่าที่นั่งซึมอยู่ข้างตู้ทองอย่างเดียวดาย <br>
>>>เก้ ๆ กัง ๆ อยู่พักใหญ่ก็เดินออกจากบ้านลูกชายคนโต > อย่างเหงาๆ <br>
>>>โดยมีคนใช้ของลูกหิ้วถุงผลไม้ตามมายัดคืนใส่มือ <br>
>>>ระหว่างทางก็แวะทักทายคนรู้จักเพื่อรักษามารยาท > <br>
>>>แต่ในใจของแม่เฒ่ามันวังเวงจนจำไม่ได้ว่าพูดคุยกับใครไปบ้างระหว่างทาง <br>
>>>ลูกสาวคนเล็กที่แม่เฒ่าทั้งรักทั้งหวงนั่น > แทบไม่ต้องพูดถึง <br>
>>>เธอยื่นคำขาดกับแม่เฒ่าตั้งแต้ครั้งแรกที่ไปเยี่ยม <br>
>>>ว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปหาเพราะบ้านเธอมีแขก > <br>
>>>ที่เป็นลูกน้องของผัวและพ่อค้าวานิช <br>
>>>เข้าพบผัวของเธอเพื่อขออำนวยความสะดวกในทางธุรกิจบ่อย ๆ > <br>
>>>และผัวของหล่อนก็ค่อนข้างเจ้ายศเจ้าอย่าง <br>
>>>ถ้าแม่เฒ่ารักลูกก็ควรจะต้องรักษาเกียรติรักษาหน้าตาของผัวลูกด้วย > <br>
>>>แม่เฒ่าไม่เข้าใจว่าการรักษาหน้าตาของลูกเขยนั้นต้องทำอย่างไร <br>
>>>แม่เฒ่ายังเคยปลื้มกับคำชมของ > เพื่อนบ้าน <br>
>>>เขาว่าแม่เฒ่าวาสนาดีลูกเขยเป็นเจ้าคนนายคน <br>
>>>แม่เฒ่าก็ได้แต่แอบปลื้มทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจว่า > <br>
>>>ทำไมการเป็นเจ้าคนนายคน <br>
>>>จึงเหมือนกำแพงชนชั้นปิดกั้นระหว่างความเป็นแม่ลูก <br>
>>>จนหนักหนาสาหัสขนาดนั้น > ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์ <br>
>>>โผล่ขึ้นมารายรอบร้านค้าของลูกชายคนที่สอง > <br>
>>>กระทบธุรกิจของสองผัวเมียจนทรวดเซ ของขายไม่ได้มากเหมือนเก่า <br>
>>>ที่เอาอะไรมาวางก็ขายหมด > <br>
>>>ปัญหาและวิกฤติการเงินในบ้านส่งสัญญาณถึงชาลง <br>
>>>สองผัวเมียเริ่มมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง > <br>
>>>และแทบทุกครั้งลูกสะใภ้ก็จะฉวยโอกาสด่ากระทบแม่ผัว <br>
>>>เป็นของแถมโดยไม่มีเหตุผล > <br>
>>>โดยที่ลูกชายก็ไม่ออกอาการปกป้องแม่เฒ่าแต่อย่างใด... > 12 มิถุนายน <br>
>>>2530 ประมาณ 3 ทุ่มของคืนโลกาวินาศ <br>
>>>ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยพยับเมฆสลับกับเสียงฟ้าร้อง > <br>
>>>ดังกึกก้องเป็นระยะๆ ครู่ใหญ่ ๆ <br>
>>>ต่อมาสายฝนจึงโปรยปรายชุ่มฉ่ำน้ำนองไปทั่วเมือง > <br>
>>>ลูกชายลูกสะใภ้ออกไปกินข้าวนอกบ้านยังไม่กลับ <br>
>>>ปล่อยแม่เฒ่าเฝ้าร้านค้าคนเดียว > <br>
>>>แม่เฒ่าจำได้ว่าวัยรุ่นสองคนขี่รถเครื่องฝ่าสายฝนมาจอดหน้าร้าน > <br>
>>>ขอซื้อเบียร์หนึ่งขวดแม่เฒ่ารับเงินแล้วเดินเข้าไปเก็บในลิ้นชักโดยไม่ระแวงว่า <br>
>>> > สองวัยรุ่นแอบยกลังใส่บุหรี่ที่ลูกชายสั่งมายังไม่แกะกล่อง <br>
>>>ช่วยกันแบกขึ้นรถขี่หายไปกับความมืด > <br>
>>>ก่อนสี่ทุ่มเล็กน้อยสองผัวเมียจึงขับรถกลับเข้าถึงบ้าน <br>
>>>ช่วยกันเก็บของเข้าร้าน วางของทุกชิ้นเข้าที่ ๆ เคยวาง > <br>
>>>เมื่อไม่เห็นลังบุหรี่จึงหันไปตะโกนถามแม่เฒ่า <br>
>>>ที่กำลังจุดธูปไหว้รูปสามีบนหิ้ง > <br>
>>>เพียงคำตอบที่แม่เฒ่าตอบว่าไม่เห็นก่อนปักธูปลงกระถาง <br>
>>>เสียงสบถด้วยคำหยาบของลูกชายก็ดังสวนสนั่นบ้าน > <br>
>>>ครู่เดียวทั้งลูกสะใภ้กับลูกชาย ก็สลับปากจิกหัวด่าแม่ <br>
>>>กึกก้องประสานเสียงกับสายลมนอกบ้าน > <br>
>>>ก่อนที่ทั้งคู่จะขับรถไปโรงพักแจ้งจับแม่ลักทรัพย์ <br>
>>>ตำรวจพาแม่เฒ่าไปนั่งอยู่หน้าโต๊ะร้อยเวร > <br>
>>>แม่เฒ่าให้การไม่รู้ด้วยซื่อบริสุทธิ์ <br>
>>>โดยไม่ตัดพ้อต่อว่าลูกชายแม้แต่คำเดียว <br>
>>>กว่าชั่วโมงในห้องแอร์เย็นเฉียบ > <br>
>>>แต่ในอกในใจของร้อยเวรหนุ่มร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟนรกแผดเผา <br>
>>>ที่ต้องวิงวอนสองผัวเมียให้เห็นบาปบุญคุณโทษ > <br>
>>>แต่สองผัวเมียกลับโยนภาระตอกย้ำให้ตำรวจอบรมแม่เฒ่า <br>
>>>ก่อนที่จะสะบัดก้นกลับไปบ้าน > <br>
>>>โดยไม่ใส่ใจแม่เฒ่าที่เปียกฝนนั่งสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ <br>
>>>สายฝนยงสาดซัดกระหน่ำหนักเหมือนฟ้าแตก > <br>
>>>ตำรวจยศนายดาบขับรถร้อยเวรมาส่งแม่เฒ่าที่บ้าน <br>
>>>บ้านซึ่งประตูเหล็กถูกปิดสนิท แม่เฒ่าลงจากรถ > เดินฝ่าฝนถึงหน้าบ้าน <br>
>>>แล้วแม่เฒ่าก็ตกใจสุดขีดกับภาพเบื้องหน้าที่พื้นหน้าบ้าน <br>
>>>เสื้อผ้าเก่า ๆ ยัดแน่นอยู่ในถุง > ถูกโยนออกมากองเรี่ยราดเหมือนขยะ <br>
>>>บนกองเสื้อผ้าของแม่เฒ่า <br>
>>>กระถางธูปและรูปถ่ายของสามีแตกกระจายเกลื่อนกราด > <br>
>>>หยาดฝนสาดซัดรูปถ่ายขาวดำของสามีจนเปียกปอนขาดวิ่น <br>
>>>แม่เฒ่าก้มลงหยิบรูปของสามีมากอดแนบอก > <br>
>>>น้ำตาแห่งความรันทดทะลักล้นปนน้ำฝน ปวดร้าวเหมือนถูกฟ้าผ่าเข้ากลางใจ <br>
>>>แม่เฒ่ากอดรูปนั้นไว้ > เหมือนจะปกป้องจากสายฝนสุดชีวิต <br>
>>>สองเท้าออกก้าวช้า ๆ เหมือนร่างไร้วิญญาณเข้าตลาดไปหยุดนิ่ง > <br>
>>>อยู่หน้าร้านขา> ยทองของลูกชายคนโตเหมือนเป็นการบอก <br>
>>>ลาแล้วลัดเลาะฝ่าความมืดและสายฝน ไปยืนอยู่หน้าบ้านลูกสาวคนเล็ก > <br>
>>>เก็บภาพแห่งความรักความทรงจำสุดท้ายเป็นครู่ใหญ่ <br>
>>>จึงเดินจากไปท่ามกลางเสียงกึกก้องของฟ้าร้องระงม > <br>
>>>สลับกับเสียงฟ้าผ่าแน่นหนักเป็นระยะ <br>
>>>ดั่งเจ้ากรรมนายเวรกำลังเร่งรีบกรีดนิ้วกัปนาทบรรเลงเพลงกรรมในอดีตชาติ <br>
>>> > ติดตามมาทวงคืนให้แม่เฒ่าต้องชดใช้อย่างบอบช้ำยับเยิน <br>
>>>รถกระบะเก่า ๆ คันนั้นวิ่งฝ่าสายฝนมาจอดสงบนิ่ง > <br>
>>>อยู่หน้ากุฏิพระของสมภารเจ้าวัดตอนตีสามเศษๆ <br>
>>>คนขับรถพบแม่เฒ่าเดินโซซัดโซเซอยู่ข้างถนนเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย > <br>
>>>ด้วยใจเมตตา เมื่อแม่เฒ่าต้องการมาที่นี่ <br>
>>>จึงขับรถมาส่งด้วยความสังเวช แม่เฒ่ามักคุ้นกับสมภารวัดนี้มานานแล้ว <br>
>>> > <br>
>>>ตั้งแต่เจ้าอาวาสองค์เก่ายังอยู่นาทีสุดท้ายของการตัดสินใจครั้งใหญ่ขอชีวิต <br>
>>>จึงไม่มีที่ไหนอบอุ่นให้พึ่งพิง > <br>
>>>เหมือนร่มเงาฉัตรแก้วกงธรรมแห้งรัตนทั้งสาม <br>
>>>ฟ้าเริ่มขมุกมัวใกล้ค่ำลงทุกขณะ > <br>
>>>ผมจำเป็นต้องบอกลาท่านสมภารและแม่เฒ่าเจ้าของเรื่องราวน่าสลด > <br>
>>>นับแต่นาทีแรกที่แม่เฒ่ามาถึงที่นี่จนวันนี้ <br>
>>>แม่เฒ่าไม่เคยออกไปนอกวัดเหมือนๆ กับที่ทรพีทั้งสามคน > <br>
>>>ก็ไม่เคยออกติดตามถามหา จะรู่หรือไม่ก็แล้วแต่ว่าแม่ซมซานมาอยู่วัด <br>
>>>แต่ก็ไม่เคยปรากฏแม้แต่เงาของสามเนรคุณ > <br>
>>>ผมจากลาออกมาทั้งที่น้ำตาเปื้อนหน้า <br>
>>>ประโยคสุดท้ายของแม่เฒ่าที่ฝากมา.. > > <br>
>>>แม่จำลูกได้ทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนโต จะทุกข์จะสุขก็คือลูกของแม่ <br>
>>>แม่ให้โดยไม่เคยวาดหวังจะได้จากลูกทุกคนเป็นการตอบแทน > <br>
>>>ลูกเอ๋ย...เมื่อลูกยังเป็นทารกทุกครั้งที่แนบอกดูดดื่มน้ำนมจากเต้า <br>
>>>สองมือน้อยๆ ของเจ้าไขว่คว้าอยู่ไหว ๆ > <br>
>>>วันนี้แม่สิ้นแรงแทบสิ้นใจจะมีมือของลูกคนไหน <br>
>>>เอื้อมมาปิดตาให้แม่ก่อนสิ้นลม.....> > <br>
>>>อ่านแล้วมองตัวเองด้วยนะคะว่าคุณทำสิ่งที่ดีที่สุดให้บุพการีของคุณหรือยัง