มุมชวนคุย
ขอความรู้เรื่องคลอเรสเตอรอลหน่อยค่ะ
newheart
16/12/2008 08:54
3,889 เข้าชม
ช่วงที่ผ่านมาเราทานแบบไม่บันยะบันยังเลยค่ะ ทั้งเบเกอรี่ พวกปิ้งย่างทั้งหลาย รวมถึงขาดการออกกำลังกายด้วย สรุปแล้วขาดวินัยอย่างแรง ผลปรากฎว่าคลอเรสเตอรอลสูงค่ะหลังจากไปตรวจสุขภาพประจำปี รู้สึกว่าช๊อคมากเลยเพราะเราตัวผอมค่ะ ก็เลยมีความรู้ผิดๆว่าคนผอมๆคงไม่เป็นอะไรหรอก <br>
ขอคำแนะนำด้วยนะคะ ตอนนี้กลุ้มใจมากค่ะ
ขอคำแนะนำด้วยนะคะ ตอนนี้กลุ้มใจมากค่ะ
นะคะ ลองเลือกไปที่หน้าสองก็จะเห็นค่ะแต่ ดิฉันก๊อบมาให้เผื่อหาไม่เจอน่ะค่ะ เพราะคุณจะได้เอาไปใช้ประโยชน์ได้ <br>
<br>
...................................................................................... <br>
โค อะไรทำให้หัวใจชำรุด? <br>
<br>
จากสถิติทางการแพทย์ คนไทยตาย 7 คนต่อชั่วโมง* ด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคที่กำลังจะเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทย ซึ่งมีสาเหตุมาจากเจ้าโค...ตัวนี้นี่เอง <br>
<br>
โค...ที่ทำให้หัวใจชำรุดที่ว่านี้ก็คือ เจ้า "โ-ค-เ-ล-ส-เ-ต-อ-ร-อ-ล นั่นเอง <br>
โดยส่วนใหญ่โคเลสเตอรอลทำให้เกิดโรคต่างๆมากกมาย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ และภาวะโคเลสเตอรอลในหลอดเลือดสูง ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้เสี่ยงต่อการตายทั้งสิ้น <br>
<br>
โคเลสเตอรอล คือ สารไขมันคล้ายขี้ผึ้งที่ปรากฏอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย เมื่อพูดถึงไขมันทุกคนอาจจะคิดว่าไปไขมันเป็นสิ่งไม่ดีทั้งนั้น แต่จริงๆแล้วไขมันแบ่งออกเป็นหลายประเภท หากจะให้ทำง่ายๆสามารถแบ่งได้ง่ายๆเป็น 2 ประเภท คือ <br>
1. โคเลสเตอรอลซึ่งส่วนหนึ่งร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ และอีกส่วนหนึ่งได้รับจากอาหาร โดยปกติระดับโคเลสเตอรอลในเลือดจะต้องไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งในโคเลสเตอรอล จะประกอบด้วยโคเลสเตอรอลสองชนิดที่สำคัญคือแอลดีแอล และเอชดีแอล <br>
<br>
แอลดีแอลคือโคเลสเตอรอลชนิดเลว ส่วนเอชดีแอลคือโคเลสเตอรอลชนิดดี ซึ่งทั้งสองชนิดนี้ ต้องถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่สมดุล แอลดีแอลในกระแสเลือดควรอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 130 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ส่วนเอชดีแอลในกระแสเลือดควรสูงกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร <br>
<br>
หากระดับแอลดีแอลสะสมในกระแสเลือดมากเกินไป จะทำให้หลอดเลือดตีบตัน มีโอกาสสูง ที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และเบาหวาน <br>
2. ไตรกลีเซอร์ไรด์ คือไขมันอีกชนิดที่ร่างกายสร้างขึ้นเองและได้รับจากสารอาหาร ระดับปกติในเลือด ไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากระดับไตรกลีเซอร์ไรด์สูงเกินไปจะทำให้หลอดเลือดอุดตันได้เช่นเดียวกัน <br>
<br>
โคเลสเตอรอลชนิดดี หรือ HDL หรือที่เรียกกันทางการแพทย์ว่า เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol) ซึ่งเปรียบ เสมือน "ตำรวจ" คอยจับผู้ร้าย เพราะเป็นตัวกำจัดไขมันไม่ดีออกจากหลอดเลือดแดงซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ด้วย <br>
<br>
อีกหนึ่งตัวที่เป็นยอดวายร้ายกับร่างกายเราก็คือ โคเลสเตอรอลชนิดเลว หรือ LDL หรือที่เรียกกันทางการแพทย์ว่า แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล (LDL Cholesterol) ซึ่งเปรียบเสมือน "ตัวผู้ร้าย" ถ้ามีปริมาณมากจะสะสมอยู่ในหลอดเลือดแดงเป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ยิ่งระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงมากเท่าไหร่ อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น <br>
<br>
อะไรทำให้โคเลสเตอรอลสูง? <br>
1. พฤติกรรมการบริโภค -การกินแบบไม่ยั้งคิด กินแบบไม่คำนึงถึงคุณค่าทางอาหาร กินแต่อาหารขยะ <br>
2. ขาดการออกกำลังกาย - จากพฤติกรรมของคนวัยทำงานในปัจจุบันที่ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ <br>
3. กรรมพันธุ์ หลายคนมีกรรมพันธุ์โรคนี้มาตั้งแต่กำเนิด <br>
4. โรคเบาหวาน โรคที่เกิดจากทั้งพฤติกรรมการกินและเกิดจากกรรมพันธุ์ภายในครอบครัว <br>
<br>
ควบคุมโคเลสเตออล เรื่องง่ายที่ทำยาก <br>
เราจะควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้อย่างไร โดยเฉพาะโคเลสเตอรอลชนิดเลว แอลดีแอล ในทางการแพทย์มีคำแนะนำสำหรับบุคคลทั่วให้ปฏิบัติตนดังนี้ <br>
1.ควบคุมอาหาร ลดอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง รวมทั้งอาหารที่มีไขมันสูง และอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ของหวานต่างๆ กินปลาทะเลบ้างสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมาก หลีกเลี่ยงอาหารที่ผัดจากน้ำมัน ใช้น้ำมันพืชในการปรุงอาหาร ( แปลว่าให้ใช้ น้ำมันพืชในการปรุงอาหาร หรือ ควรหลีกเลี่ยง ) <br>
2. ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณท์ปกติ <br>
3. ออกกำลังให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เพศ และวัย <br>
4. หลีกเลี่ยงความเครียด <br>
5. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ <br>
6. งดสูบบุหรี่ <br>
<br>
สำหรับชีวิตในเมืองใหญ่ที่มีแต่ความเร่งรีบและเวลามีค่านั้น ทำให้หลายคนไม่สามารถ ทำตามสุขลักษณะที่ถูกต้องได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหารและการออกกำลัง เพื่อจะควบคุมระดับโคเลสเตอรอล ในร่างกายแต่ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์มีตัวช่วย ในการควบคุมและขจัดโคเลสเตอรอลชนิดเลว แอลดีแอล ส่วนเกินออกจากร่างกาย <br>
<br>
หลายคนคงตระหนักและรับรู้กันเบื้องต้นแล้วว่าโคเลสเตอรอลที่ไม่ดีนั้น ส่งผลยังไงต่อร่างกายของเรา <br>
ในโอกาสต่อๆไปเราจะมาแนะนำวิธีป้องกันและนวัตกรรมใหม่ๆทางการแพทย์ของต่างประเทศที่เค้าตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องของโคเลสเตอรอล เช่น สาร Plant Stanol ที่ช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอล ซึ่งเป็นสารที่สกัดจากพืชธรรมชาติ ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวไรย์ ซึ่งถูกคิดค้น โดย Raisio Benecol ประเทศฟินแลนด์ Plant Stanol มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการดูดซึมโคเลสเตอรอล จากทางเดินอาหารไม่ให้เข้า สู่กระแสเลือด <br>
<br>
ในปัจจุบัน มีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งมีส่วนประกอบของ Plant Stanol ที่ช่วยในการควบคุมและขจัด โคเลสเตอรอลชนิดเลวแอลดีแอล ส่วนเกินออกจากร่างกาย และได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ และยังได้รับการยอมรับอย่างมาก ทั้งในยุโรป และ อเมริกา <br>
<br>
ประทานพืชที่มี Plant Stanol จะช่วยได้หรือไม่ <br>
สารชนิดนี้ เป็นส่วนประกอบที่มีอยู่รวมกับส่วนประกอบอื่นๆในพืช เพราะฉะนั้น การรับประทาน <br>
พืชจากธรรมชาติโดยตรง จึงไม่ได้รับ Plant Stanol ในระดับที่เพียงพอ จำเป็นที่จะต้องได้รับจาก <br>
การสกัดสารชนิดนี้จากพืชซึ่งอยู่ในรูปของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร <br>
<br>
รับประทานอย่างไรให้ได้ผล <br>
Plant Stanol มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการดูดซึม โคเลสเตอรอลจากทางเดินอาหารไม่ให้ <br>
เข้าสู่กระแสเลือด จากนั้น ร่างกายจะขจัด Plant Stanol ออกทางระบบขับถ่าย แต่การรับสาร Plant Stanol นั้น จะต้องได้รับอย่างต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ขึ้นไปจึงจะมีผลในการยับยั้งโคเลสเตอรอล <br>
ที่สำคัญเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีส่วนผสมของ Plant Stanol ยังสามารถใช้ร่วมกับยาลดโคเลสเตอรอล <br>
ได้ด้วย (การลดระดับโคเลสเตอรอลชนิดเลวแอลดีแอล ไม่มีผลต่อโคเลสเตอรอลชนิดดดีเอชดีแอลแต่อย่างใด) <br>
<br>
แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกคน คือการดูแลใส่ใจสุขภาพของตนเองเป็นเบื้องต้น เลือกรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ออกกำลังอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยอาทิตย์ละสามครั้ง งดบุหรี่ และลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ง่ายและสะดวกที่สุดแต่ให้ผลดีกับสุขภาพ <br>
อย่างแท้จริง <br>
<br>
ผู้ที่ควรตรวจหาระดับไขมันในเลือด <br>
1. เมื่อมีอายุ 35 ปีขึ้นไป <br>
2. เมื่อพบว่าบุคคลในครอบครัวมีภาวะไขมันในเลือดสูง <br>
3. มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน <br>
4. เป็นโรคบางชนิดเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น <br>
5. สูบบุหรี่เป็นประจำ