Sundayที่ 13 September 2026

ลองค้นหา: บิวตี้, เครื่องสำอาง, โบท็อกซ์, คลินิกความงาม, เลเซอร์

ลืมรหัสผ่าน?
หรือ
ผิวพรรณ การแต่งตัว

ปัญหาส่วนใหญ่ของผู้หญิงเกี่ยวกับประจำเดือน

Avatar
mamablue 01/03/2010 16:48
4,261 เข้าชม
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ <br>
<br>
เวียนหัว...คลื่นไส้...อาเจียน...ไมเกรน...ฝ้าขึ้น...หน้าเป็นสิว...น้ำหนักเพิ่ม...เมนมาผิดปกติ...คัดหน้าอก... <br>
เหล่านี้เป็นเรื่องปวดหัว ปัญหาใหญ่ของคนกินยาคุม <br>
จะไม่กินก็ไม่ได้ เสี่ยงกับการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์จะกินรึ...ร่างกายก็ปั่นป่วน หาทางออกไม่เจอ <br>
เรื่องป่วนเช่นนี้จึงทำให้มีการคิดค้นวิธีที่จะทำให้การ คุมกำเนิดนี้ส่งผลกระทบต่อความผิดปกติที่มีต่อร่างกาย ให้น้อยที่สุด <br>
<br>
จากการค้นคว้ายาคุมกำเนิดจึงได้พบว่า ตัวการที่ทำให้เกิดอาการทั้งหลายเหล่านั้นมีสาเหตุหลักมาจากฮอร์โมนที่ชื่อว่า &amp;#8242;เอสโตรเจน&amp;#8242;เอสโตรเจน (estrogen) เป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ร่างกายผลิตขึ้นจากรังไข่ รก และต่อมอะดรีนาลิน เป็นส่วนที่ผลักดันทำให้เกิดลักษณะของความเป็นผู้หญิงทั้งหลาย ทั้งรูปร่าง ผิวพรรณ หน้าอกหน้าใจ ไปจนถึงเป็นส่วนสำคัญต่อพัฒนาการของมดลูกและเนื้อเยื่อปากมดลูก ในการทำงานเพื่อคุมกำเนิดนั้น เอสโตรเจนยังต้องทำงานคู่กับฮอร์โมน &amp;#8242;โปรเจสโตเจน&amp;#8242; หรือ&amp;#8242;โปรเจสเตอโรน&amp;#8242;ตัวหลักในการปรับเยื่อบุโพรงมดลูกก็ได้มีการพัฒนาอย่างมากเช่นกัน <br>
<br>
ถ้าเป็นในเชิงธรรมชาติ โปรเจสโตเจนนี้จะเป็นตัวการทำให้เกิดการตั้งครรภ์ แต่ในช่วงที่ไม่ใช่ ฮอร์โมนตัวนี้จะเป็นตัวปรับเยื่อบุโพรงมดลูกให้หนาขึ้นและจะหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน แต่ถ้าเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อยับยั้งการตั้งครรภ์นั้นเอสโตรเจนจะยับยั้งการตกไข่ ส่วนโปรเจสโตเจนจะทำให้ มูกที่ปากมดลูกเหนียวข้นจนสเปิร์มไม่สามารถเจาะทะลุผ่านเข้าไปได้ <br>
ระบบการทำงานที่สอดประสานนั้นน่าจะดีหากไม่มีผลข้างเคียงจากเอสโตรเจน นี่เองจึงเป็นที่มาที่ทำให้นวัตกรรมยาคุมกำเนิดพัฒนาก้าวไปไกลอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยมีการปรับลดขนาดฮอร์โมนทั้งสองเป็นลำดับ โดยมีการพัฒนาโปรเจสโตเจนตัวใหม่ให้ใกล้เคียงกับฮอร์โมนจากธรรมชาติมากที่สุด ขณะเดียวกับที่ได้มีการลดขนาดเอสโตรเจนให้น้อยลง ๆ จากปริมาณสูงถึง 150 ไมโครกรัม ลดลงต่ำเหลือเพียงแต่ 20 ไมโครกรัม จนล่าสุดพัฒนาการก้าวไกลจนได้เป็นยาคุมกำเนิดที่ &amp;#8242;ไร้เอสโตรเจน&amp;#8242; ที่มีประสิทธิภาพดียิ่งกว่าเดิม ที่ว่าดียิ่งกว่าเดิมนั้นเป็นเพราะยาคุมแบบไม่มีเอสโตรเจนนี้เคยมีวางตลาดอยู่บ้างแล้ว หากมีประสิทธิภาพในการป้องกันต่ำมากกว่ายาคุมแบบฮอร์โมนรวม <br>
<br>
แต่สำหรับตัวใหม่นี้ประกอบด้วย โปรเจสโตเจนสังเคราะห์ ที่เรียกว่า desogestrel 75 ไมโครกรัม ทำให้มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการตกไข่สูงถึง 99% และยังเป็นตัวเร่งในการสร้างมูกที่ปากมดลูก และแม้จะลืมกินยาไปนานถึง 12 ชั่วโมง ยังปิดโอกาสการมีลูกได้ฉมังถึง 1 ใน 1,000 รายทีเดียว โดยมีข้อแม้อยู่ที่ต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ <br>
<br>
ความดีเด่นของยาคุมตัวนี้ ศ.น.พ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ผศ.น.พ.มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เผยรายงานจากการประชุมวิชาการเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดรุ่นใหม่นี้ว่า &quot;พัฒนาขึ้นเพื่อผู้หญิงที่ไม่สามารถทนต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนในยาเม็ดคุมกำเนิดทั่วไป โดยมีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์สูง เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้เอสโตรเจน คนอ้วนหรือผู้ที่มีความเสี่ยงในโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ที่สูบเยอะ ดื่มเยอะ ผู้ที่มีอายุเกิน 35 ปี และผู้ที่กำลังให้นมบุตร สามารถใช้ยาคุมประเภทนี้ได้โดยจะไม่มีผลต่อน้ำนม ไม่มีอาการตึงคัดเต้านม คลื่นไส้ อาเจียน เป็นสิวฝ้า ตัวบวม หรือปวดหัวจากการแพ้เอสโตรเจน&quot; <br>
ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะได้รับรองทางวิชาการหาก WHO องค์การอนามัยโลกยังให้การยอมรับอีกด้วย <br>
อย่างไรก็ตามสำหรับหญิงที่มีสภาวะร่างกายปกติไม่มีอาการแพ้ใด ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาคุม สามารถเลือกที่จะใช้ยาคุมฮอร์โมนต่ำแค่ 20 ไมโครกรัมก็เพียงพอแล้ว เพราะสามารถช่วยทำให้รอบเดือนมาสม่ำเสมอ ลดอาการปวดหรือมามาก ลดความเครียดระหว่างมีประจำเดือน ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก มะเร็งรังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก กระดูกพรุน ซีสต์ที่เต้านมและรังไข่ ไปจนถึงอุ้งเชิงกรานอักเสบ และตั้งครรภ์นอกมดลูก เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ <br>
.................................................... <br>
ลืมกิน...ทำไงดี ?!?ลืมกิน ปัญหาที่เกิดขึ้นแสนบ่อยสำหรับสาว ๆ ที่ต้องพึ่งพิงกินยาคุม พอลืมแล้วก็แสนจะกลุ้มใจ กลัวนั่นกลัวนี่สารพัด <br>
<br>
แต่จะบอกให้...เรื่องนี้ น.พ. สุวชัย อินทรประเสริฐ มีทางแก้ <br>
หากลืมกินยา 1 เม็ด-ให้รีบกินทันทีที่นึกได้ และให้กินเม็ดต่อไปในเวลาเดิม <br>
หากลืมกิน 2 เม็ด - ให้กินยาวันละ 2 เม็ด ติดต่อกัน 2 วัน โดยแบ่งเป็น เช้าเม็ด-เย็นเม็ด และควรใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วยไป 7 วัน <br>
หากลืม 3 เม็ด - หยุดยาเสีย รอให้ประจำเดือนมาก่อนจึงเริ่มยาแผงใหม่ พร้อมกับคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วยไปอีก 7 วัน <br>
นอกจากการลืมแล้ว หากเกิดมีอาการอาเจียน ท้องร่วง หลังจากกินยา &amp;#8242;จำเป็น&amp;#8242; ที่จะต้องใช้การคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมไปด้วยตลอดเวลาที่มีอาการ และหลังจากนั้นไปอีก 7 วัน <br>
<br>
Cradit : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ <br>
รูปประกอบกระทู้
กลับหน้ารวม

ความคิดเห็น 4

Avatar
savitree1976 02/03/2010 14:47
#1
ความดีเด่นของยาคุมตัวนี้ ศ.น.พ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ผศ.น.พ.มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เผยรายงานจากการประชุมวิชาการเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดรุ่นใหม่นี้ว่า &quot;พัฒนาขึ้นเพื่อผู้หญิงที่ไม่สามารถทนต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนในยาเม็ดคุมกำเนิดทั่วไป โดยมีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์สูง เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้เอสโตรเจน คนอ้วนหรือผู้ที่มีความเสี่ยงในโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ที่สูบเยอะ ดื่มเยอะ ผู้ที่มีอายุเกิน 35 ปี และผู้ที่กำลังให้นมบุตร สามารถใช้ยาคุมประเภทนี้ได้โดยจะไม่มีผลต่อน้ำนม ไม่มีอาการตึงคัดเต้านม คลื่นไส้ อาเจียน เป็นสิวฝ้า ตัวบวม หรือปวดหัวจากการแพ้เอสโตรเจน&quot; <br>
<br>
<br>
<br>
อ่านแล้วน่าสนจริงๆ ไม่ทราบว่าตัวยาตัวไหนค่ะ ที่เมืองไทยมีขายไหมค่ะ สนใจค่ะ เพราะทุกวันทานอยู่เหมือนกัน
Avatar
savitree1976 02/03/2010 14:57
#2
หากลืมทานยา เราทานยาคุมฉุกเฉินเลนทันที กันไว้ได้ไหมค่ะ มันจะมีผลกับเม็ดยาตัวอื่นไหมค่ะ สงสับจัง
Avatar
mamablue 04/03/2010 15:21
#3
พอดีเพิ่งมีโอกาศได้ไปหาคุญหมอสูตินารีมาค่ะ ปกติรักษาประจำอยู่ที่โรงพยาบาลรามานะคะ <br>
คุณหมอไม่ได้บอกว่าควรใช้ยี่ห้ออะไร แต่ไปถามคุณหมอว่าชนิดของยาคุมแบบมีและไม่มีสารเอสโตรเจน <br>
ต่างกันยังไงนะคะ ได้ข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจนนิดนึงเลยนำกลับมาฝากนะคะ <br>
<br>
ยาคุมทั่วไปถ้านำมาใช้กับหญิงที่ให้นมบุตร มันจะมีผลกับการสร้างน้ำนมนะคะ ทำให้คุฯแม่ๆ น้ำนมแห้ง <br>
คุญหมอแนะนำให้ใช้ยาคุมแบบที่เป็นสารไร้เอสโตรเจนนะคะ หรืออาจจะทำการคุมกำเนิดโดยใช้ถุงยางควบคู่กันไป <br>
สำหรับคนที่ไม่สะดวกในการใช้ถุงยาให้หายาคุมที่มีแบบไร้่สารเอสโตรเจนตามแบบข้อมูลเบื้องต้นที่อ่านจากคำตอบ <br>
ของคุญ Pumin มีคำตอบที่ค่อนข้างชัดเจน <br>
<br>
ดิฉันไปถามเภสัชแล้วเค้าแนะนำตัวนี้มานะคะ Cerazette ใช้มา 2-3 วันไม่มีอาการข้างเคียงนะคะ <br>
เลยแวะมาบอกเผื่อเป็นประโชยน์กับคุณๆได้บ้างนะคะ <br>
<br>
เก็บข้อมูลมาฝากคะ &gt;&gt;&gt; <br>
นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ จากภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล <br>
ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการพัฒนายาเม็ดคุมกำเนิดแบบไร้ฮอร์โมนเอสโตรเจรขึ้น โดยองค์การอนามัยโลก <br>
(WHO) แนะนำว่ายาคุมกำเนิดประเภทนี้ ยังคงให้ประสิทธิภาพ การป้องกันการตั้งครรภ์สูง เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีข้อห้ามใช้เอสโตรเจนหรือมีอาการข้างเคียงจากการใช้เอสโตรเจน เช่น ปวดหัว ไมเกรน อ้วน สูบบุหรี่ อายุมากกว่า 35 ปี ผุ้หญิงที่กำลังให้นมบุตรโดยเฉพาะ 6 เดือนแรก เพราะไม่มีอาการข้างเคียง ที่ทำให้น้ำนมน้อย เป็นต้น <br>
<br>
ปล. เอาข้อมูลมาจากเอกสารนะคะ เลยพิมพ์เอง อาจสะกดผิดๆถูกๆ แต่ถ้าความหมายไม่เปลี่ยน ขอโทษด้วยนะคะ <br>
พอดีได้เอกสารมานะคะ เลยเอามาแบ่งปันกัน <br>
Avatar
mamablue 04/03/2010 15:37
#4
เห็นมีข้อความถามถึงยาคุมฉุกเฉิน เราเลยเก็บเรื่องดีๆมาแบ่งกันอ่านค่ะ <br>
<br>
Cradit : pantip.com <br>
<br> <a href="http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2009/04/L7788245/L7788245.html" target="_blank">http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2009/04/L7788245/L7788245.html</a><br>
<br>
## ยาคุมฉุกเฉิน . . . ดาบสองคมที่ลูกผู้หญิงควรรู้ ## <br>
เราบังเอิญไปเจอบทความชิ้นนี้ขณะที่ค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อทำรายงาน <br>
พอลองอ่านดูแล้วรู้สึกว่าเป็นบทความที่ดีและเป็นประโยชน์มาก อยากให้ผู้หญิง <br>
ทั้งหลายได้อ่านกันเยอะๆ เพราะรู้สึกว่าหลายคนยังใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินอย่างผิดวิธีอยู่ <br>
<br>
<br>
ยาคุมฉุกเฉิน . . . ดาบสองคม ที่ลูกผู้หญิงควรรู้ <br>
<br>
ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน เป็นยาที่มีส่วนประกอบ เหมือนยาคุมกำเนิดแบบธรรมดา <br>
แต่มีปริมาณยามากกว่า มีสองแบบ คือ แบบฮอร์โมนเดี่ยว ซึ่งมีฮอร์โมนโปรเจสติน <br>
เพียงอย่างเดียว และแบบฮอร์โมนผสม ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสติน <br>
รวมกัน แบบฮอร์โมนเดี่ยว มีข้อดีคือ มีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ <br>
๘๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าแบบฮอร์โมนผสม ซึ่งมีประสิทธิภาพ เพียง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ <br>
และมีผลข้างเคียง (เช่น คลื่นไส้อาเจียน) น้อยกว่า ในตลาดยาบ้านเรา มีเฉพาะ ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน <br>
แบบฮอร์โมนเดี่ยว อาจารย์กฤตยา อาชวนิจกุล อธิบายกลไกการทำงาน ของยาคุมฉุกเฉินว่า <br>
<br>
&quot;ยาคุมตัวนี้ จะเข้าไปขัดขวาง การตกไข่ หรือทำให้ การตกไข่ช้า ไปกว่าเดิม และอาจมีผล <br>
ทำให้เนื้อเยื่อของผนังมดลูกที่กำลังก่อตัวหนาขึ้น เพื่อเตรียมรับการฝังตัวของไข่อ่อนแอลง <br>
รวมทั้งมีผลอื่น ๆ ที่จะไปขัดขวางการผสมระหว่างไข่กับอสุจิโดยตรง <br>
พูดง่าย ๆ ว่ามันจะทำงานตั้งแต่ตัวอ่อนยังไม่เกิด ถ้าตัวอ่อนเกิดแล้ว มันจะไม่ไปขัดขวาง <br>
การพัฒนาของตัวอ่อนเลย ดังนั้น ยาตัวนี้จึงไม่ใช่ยาทำแท้ง&quot; <br>
<br>
โดยทั่วไป เมื่อเกิดกรณีฉุกเฉิน เช่น คุมกำเนิดผิดพลาด ถูกข่มขืน ฯลฯ ผู้ใช้ <br>
จะต้องกินยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน เม็ดแรกภายใน ๗๒ ชั่วโมง หรือภายในสามวัน <br>
และกินเม็ดที่ ๒ หลังจากนั้นอีก ๑๒ ชั่วโมง ซึ่งวิธีนี้ ได้รับการยืนยันผลจากงานวิจัย <br>
ในหลายประเทศว่าสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถึง ๗๕-๘๕ เปอร์เซ็นต์ (ไม่ใช่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์) <br>
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็คือได้มีผู้หันมานิยมใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน แทนการคุมกำเนิด <br>
แบบปรกติ ซึ่งวิธีดังกล่าวเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ ทั้งยังเป็นอันตรายต่อผู้ใช้มากกว่า <br>
ที่สำคัญ ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินมากพอ <br>
และข้อมูลในใบกำกับยาเองก็ยังเป็นปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และปัญหาสุขภาพ <br>
ด้านอื่นๆ จึงเกิดขึ้นตามมา <br>
<br>
เภสัชกรสามิตร เหลียวเจริญ กล่าวถึงปัญหาของกลุ่มผู้หญิงที่ไม่พร้อมตั้งครรภ์ว่า <br>
&quot;ทุกวันนี้ มีผู้หญิงที่ไม่พร้อมตั้งครรภ์ มาขอคำปรึกษา ที่ร้านของผมมากขึ้นเรื่อย ๆ <br>
พอถามว่า ทำไมถึงปล่อยให้เกิดภาวะอย่างนี้ คำตอบที่ได้รับทำให้รู้ว่า ผู้หญิงหลายคน <br>
ขาดความรู้เรื่องการคุมกำเนิดที่ถูกต้อง และบางคนก็ได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน <br>
เช่น เข้าใจว่ายาคุมฉุกเฉินมีประสิทธิภาพเทียบเท่ายาคุมธรรมดา โดยจะกินกี่ครั้งก็ได้ <br>
แต่ต้องกินหนึ่งเม็ด ภายในหนึ่งชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ ความเข้าใจผิดเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญ <br>
ที่ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์&quot; <br>
<br>
ปัญหาที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ คือจำนวนผู้ใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ หรือไม่ได้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน <br>
เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากงานวิจัยของ สงวน ลือเกียรติบัณฑิต ซึ่งทำการสอบถาม <br>
ผู้ใช้ยาจำนวน ๖๐ คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างใช้ยาเฉลี่ยเดือนละ ๓.๖ เม็ด <br>
ซึ่งแสดงว่า กลุ่มตัวอย่างใช้ยาอยู่เป็นประจำ ไม่ได้ใช้ในกรณีฉุกเฉินตามที่ควรจะเป็น <br>
นายแพทย์มงคล ณ สงขลา กล่าวถึงสถานการณ์การใช้ยาคุมฉุกเฉินในปัจจุบันว่า <br>
<br>
&quot;เพื่อนหลายคนที่เปิดร้านขายยา เล่าให้ฟังว่าทุกวันนี้ มีคนใช้ยาตัวนี้กันอย่างแพร่หลาย <br>
โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ที่น่าตกใจก็คือ คนซื้อกลับเป็นผู้ชาย ซึ่งไม่ใช่คนกิน ส่วนผู้หญิง ซึ่งเป็นคนกิน กลับไม่ได้ซื้อ&quot; <br>
<br>
<br>
ปล. อันนี้แค่บางส่วนคะ อยากแนะนำให้ไปอ่านเต็มๆหน้าเวป น่าจะมีประโยชน์กับคุณสาวๆได้ไม่มากก็น้อยค่ะ <br>
<br>
ไม่อยากเห็นข่าวการทำแท้งเกิดขึ้นในสังคมไทยค่ะ

แสดงความคิดเห็น

Avatar 1 Avatar 2 Avatar 3 Avatar 4 Avatar 5 Avatar 6
ลากรูปภาพมาวางที่นี่ หรือ คลิกเพื่อเลือกรูป
รองรับ JPG, PNG, GIF ไม่เกิน 2MB