ผิวพรรณ การแต่งตัว
สู้แดดเมืองไทยด้วย ครีมกันแดด SPF &PA เท่าไรดี
ClubH2YOU
17/10/2011 12:48
1,387 เข้าชม
<center><img src=http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2010/07/5_12_sunscreen1.jpg></center> <br>
<br>
ทราบหรือไม่... แสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลก เป็นแสง UV 10% ซึ่งแบ่งเป็น UVB 0.5% แต่อีกตั้ง 9.5% เป็น UVA <br>
<br>
ทราบหรือไม่... รังสี UVB ส่งผลต่อผิวในชั้น epidermis ได้ แต่ UVA ลงไปได้ลึกกว่า คือลงไปได้ถึงชั้น dermis <br>
<br>
ทราบหรือไม่... รังสี UVB จะมีความแรงมากในช่วงฤดูร้อน แต่ UVA มีความแรงสม่ำเสมอตลอดทั้งปี <br>
<br>
ทราบหรือไม่... แม้ในฤดูหนาว คนกรุงเทพจะได้รับรังสี UVA มากกว่าผู้คนที่ปารีส ถึง 3.11 เพราะกรุงเทพอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรมากกว่า <br>
<br>
ทราบหรือไม่... รังสี UVA สามารถทำให้เกิดอนุมูลอิสระได้ ทำลายไฟโบรบลาสต์ในชั้น dermal ของผิวได้ และก่อให้เกิด ผิวแก่ก่อนวัยจากแสงแดด (photoaging) ได้ <br>
<br>
เหตุผลด้านบนทั้ง 5 ข้อ ทำให้เราจำเป็นต้องปกป้องผิวของเราจากทั้งรังสี UVA และ UVB ค่ะ อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าค่า SPF นั้น เป็นค่าที่แสดงถึงความสามารถของผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดในการปกป้องผิวจาก UVB ส่วนค่าที่แสดงถึงการปกป้องผิวจาก UVA นั้นมีหลายแบบ ที่แน่ๆเวลาเลือก ไม่ควรเลือกจากแค่ข้อความที่ระบุว่า &#8220;broad spectrum UV Protection&#8221; ซึ่งแปลว่าปกป้องได้ทั้ง UVA และ UVB แต่การปกป้อง UVA นั้นต้องสูงเพียงพอ จากการทดลองพบว่าเมื่อนำมาหารกันค่า SPF/PPD ต้องน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3 (ทั้งนี้ค่า PPD (Persistent Pigment Darkening) เป็นวิธีที่ใช้ทดสอบประสิทธิภาพของการป้องกันรังสี) <br>
<br>
สำหรับประเทศญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆในเอเชียจะใช้ค่า PA แสดงบนฉลากของผลิตภัณฑ์ ซึ่งค่า PA นี้อ้างอิงมาจากค่า PPD อีกทีตามตารางข้างล่าง ยิ่งมีค่า PPD เยอะ ค่า PA ก็ยิ่งมีจำนวนเครื่องหมายบวกมาก แปลว่าสามารถป้องกันรังสี UVA ได้ดี <br>
<br>
<center><img src=http://upic.me/i/vc/3untitled-2.jpg></center> <br>
<br>
ส่วนในประเทศแถบยุโรปจะใช้โลโก้ UVA ในวงกลมแสดงถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในการป้องกันรังสี UVA โดย บริษัทจะต้องทำการทดสอบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์สามารถกัน UVA ได้เพียงพอจริงๆคือ มีค่า SPF/PPD น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3 อย่างที่ได้บอกไปข้างต้น จึงจะสามารถใช้สัญลักษณ์นี้บนฉลากได้ <br>
<br>
สรุปได้ว่าหากคุณเจอผลิตภัณฑ์ที่มีโลโก้ UVA ในวงกลม ไม่ต้องคิดมากเลยค่ะ ซื้อได้เลย กันได้ทั้ง UVA และ UVB อย่างเหมาะสมแน่นอน แต่หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่แสดงค่าการป้องกันรังสี UVA เป็นค่า PA ก็ต้องแปล ต้องคิดกันนิดนึง อย่างถ้ามี SPF 50+ แต่ถ้าค่า PPD 6 (นั่นคือ PPA++) ซึ่งคิดเป็น SPF/PPD = 50/6 = 8.33 ซึ่งมากกว่า 3 นั่นแสดงว่าการปกป้องผิวจาก UVA ยังไม่พอ ทำให้ตากแดดแล้วยังคล้ำได้อยู่ เพราะว่า UVA เป็นตัวที่ทำให้เกิด immediate tanning <br>
<br>
ข้อมูลเหล่านี้ผู้เขียนได้ไปอัพเดทมาจากงานประชุมแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้บรรยายคือ ตัวแทนชาวฝรั่งเศส มาพูดให้ฟังเมื่ออาทิตย์ก่อน ที่น่าจำไว้แม่นๆสำหรับสาวไทยก็คือ มีผู้เข้าร่วมประชุมถามว่าแล้วแดดอย่างเมืองไทยนี่เราควรจะใช้ผลิตภัณฑ์กัน แดดซึ่งมีค่าการป้องกันรังสีเท่าไหร่ดี คำตอบที่ได้คือ SPF 30 PA+++ ค่ะ <br>
<br>
ขอขอบคุณบทความจาก อ.ภญ.หรรษา มหามงคล <br>
<br>
ทราบหรือไม่... แสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลก เป็นแสง UV 10% ซึ่งแบ่งเป็น UVB 0.5% แต่อีกตั้ง 9.5% เป็น UVA <br>
<br>
ทราบหรือไม่... รังสี UVB ส่งผลต่อผิวในชั้น epidermis ได้ แต่ UVA ลงไปได้ลึกกว่า คือลงไปได้ถึงชั้น dermis <br>
<br>
ทราบหรือไม่... รังสี UVB จะมีความแรงมากในช่วงฤดูร้อน แต่ UVA มีความแรงสม่ำเสมอตลอดทั้งปี <br>
<br>
ทราบหรือไม่... แม้ในฤดูหนาว คนกรุงเทพจะได้รับรังสี UVA มากกว่าผู้คนที่ปารีส ถึง 3.11 เพราะกรุงเทพอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรมากกว่า <br>
<br>
ทราบหรือไม่... รังสี UVA สามารถทำให้เกิดอนุมูลอิสระได้ ทำลายไฟโบรบลาสต์ในชั้น dermal ของผิวได้ และก่อให้เกิด ผิวแก่ก่อนวัยจากแสงแดด (photoaging) ได้ <br>
<br>
เหตุผลด้านบนทั้ง 5 ข้อ ทำให้เราจำเป็นต้องปกป้องผิวของเราจากทั้งรังสี UVA และ UVB ค่ะ อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าค่า SPF นั้น เป็นค่าที่แสดงถึงความสามารถของผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดในการปกป้องผิวจาก UVB ส่วนค่าที่แสดงถึงการปกป้องผิวจาก UVA นั้นมีหลายแบบ ที่แน่ๆเวลาเลือก ไม่ควรเลือกจากแค่ข้อความที่ระบุว่า &#8220;broad spectrum UV Protection&#8221; ซึ่งแปลว่าปกป้องได้ทั้ง UVA และ UVB แต่การปกป้อง UVA นั้นต้องสูงเพียงพอ จากการทดลองพบว่าเมื่อนำมาหารกันค่า SPF/PPD ต้องน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3 (ทั้งนี้ค่า PPD (Persistent Pigment Darkening) เป็นวิธีที่ใช้ทดสอบประสิทธิภาพของการป้องกันรังสี) <br>
<br>
สำหรับประเทศญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆในเอเชียจะใช้ค่า PA แสดงบนฉลากของผลิตภัณฑ์ ซึ่งค่า PA นี้อ้างอิงมาจากค่า PPD อีกทีตามตารางข้างล่าง ยิ่งมีค่า PPD เยอะ ค่า PA ก็ยิ่งมีจำนวนเครื่องหมายบวกมาก แปลว่าสามารถป้องกันรังสี UVA ได้ดี <br>
<br>
<center><img src=http://upic.me/i/vc/3untitled-2.jpg></center> <br>
<br>
ส่วนในประเทศแถบยุโรปจะใช้โลโก้ UVA ในวงกลมแสดงถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในการป้องกันรังสี UVA โดย บริษัทจะต้องทำการทดสอบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์สามารถกัน UVA ได้เพียงพอจริงๆคือ มีค่า SPF/PPD น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3 อย่างที่ได้บอกไปข้างต้น จึงจะสามารถใช้สัญลักษณ์นี้บนฉลากได้ <br>
<br>
สรุปได้ว่าหากคุณเจอผลิตภัณฑ์ที่มีโลโก้ UVA ในวงกลม ไม่ต้องคิดมากเลยค่ะ ซื้อได้เลย กันได้ทั้ง UVA และ UVB อย่างเหมาะสมแน่นอน แต่หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่แสดงค่าการป้องกันรังสี UVA เป็นค่า PA ก็ต้องแปล ต้องคิดกันนิดนึง อย่างถ้ามี SPF 50+ แต่ถ้าค่า PPD 6 (นั่นคือ PPA++) ซึ่งคิดเป็น SPF/PPD = 50/6 = 8.33 ซึ่งมากกว่า 3 นั่นแสดงว่าการปกป้องผิวจาก UVA ยังไม่พอ ทำให้ตากแดดแล้วยังคล้ำได้อยู่ เพราะว่า UVA เป็นตัวที่ทำให้เกิด immediate tanning <br>
<br>
ข้อมูลเหล่านี้ผู้เขียนได้ไปอัพเดทมาจากงานประชุมแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้บรรยายคือ ตัวแทนชาวฝรั่งเศส มาพูดให้ฟังเมื่ออาทิตย์ก่อน ที่น่าจำไว้แม่นๆสำหรับสาวไทยก็คือ มีผู้เข้าร่วมประชุมถามว่าแล้วแดดอย่างเมืองไทยนี่เราควรจะใช้ผลิตภัณฑ์กัน แดดซึ่งมีค่าการป้องกันรังสีเท่าไหร่ดี คำตอบที่ได้คือ SPF 30 PA+++ ค่ะ <br>
<br>
ขอขอบคุณบทความจาก อ.ภญ.หรรษา มหามงคล <br>