Sundayที่ 13 September 2026

ลองค้นหา: บิวตี้, เครื่องสำอาง, โบท็อกซ์, คลินิกความงาม, เลเซอร์

ลืมรหัสผ่าน?
หรือ
คุณแม่มือใหม่

ลูกแรกคลอดแบบไหนปกติ&ไม่ปกติ

Avatar
StrawberryPinky 07/06/2006 15:11
4,586 เข้าชม
สำหรับแม่มือใหม่ นับตั้งแต่วันที่เจ้าตัวน้อยกลับมาบ้าน ความเปราะบางและไม่คุ้นเคยกับเด็กแรกคลอด คงทำให้คุณเครียดและวิตกกังวลไปสารพัด และคงจะดีไม่น้อย ถ้าพอจะรู้ว่า อาการแบบไหนของลูกเป็นเรื่องปกติ และแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์ <br>
<br>
ภาวะปกติที่พบได้บ่อย <br>
<br>
แหวะนม <br>
ต้องแยกจากการอาเจียนเพราะการแหวะนม ลูกจะแหวะมาเล็กน้อยหลังมื้อนม อาจมีลักษณะเละๆ คล้ายเต้าหู้เพราะนมถูกกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร แต่ถ้าเป็นการอาเจียนจะอาเจียนนมจำนวนมากและมักพุ่งแรง <br>
การแหวะนมเกิดขึ้นเพราะหูรูดของกระเพาะอาหารของเด็กทารกแรกเกิดยังปิดไม่สนิท <br>
<br>
ช่วยลูกได้ เราควรอุ้มลูกดูดนมในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน ถ้าเป็นนมขวดต้องให้น้ำนมท่วมขวดนมตลอดเวลา เมื่อดูดนมแล้วต้องไล่ลมทุกครั้ง อาจให้ลูกนอนหัวสูงและตะแคงขวาหลังดูดนมประมาณครึ่งชั่วโมง เพราะท่านี้จะทำให้หูรูดกระเพาะอาหารอยู่สูง จะแหวะยากขึ้น <br>
<br>
สะอึก <br>
พบได้หลังการดูดนม เพราะการทำงานของกะบังลมไม่ปกติ เนื่องจากส่วนยอดของกระเพาะอาหาร ที่ขยายตัวจากการกลืนลมและนมลงไปในกระเพาะ ยืดขึ้นไปสัมผัสกะบังลมกระตุ้นให้กะบังลมกระตุก เกิดการสะอึก <br>
<br>
ช่วยลูกได้ ถ้ามีการสะอึกก็ให้ลูกดูดนมหรือน้ำ อาการดังกล่าวจะหายไป เมื่อทารกอายุมากขึ้นก็มักจะไม่สะอึกแล้วค่ะ <br>
<br>
ลูกไม่ดูดน้ำ <br>
เป็นคำถามที่พบบ่อย ที่จริงแล้วลูกไม่จำเป็นต้องดูดน้ำก็ได้ เพราะในนมมีน้ำมากพอ มีเกิน 80% ไม่ว่าจะเป็นนมแม่หรือนมขวด ถ้าดูดนมพอจะไม่มีการขาดน้ำแน่ค่ะ คุณพ่อคุณแม่บางคนเติมกลูโคสหรือผสมน้ำผึ้งให้ลูกดูด เรื่องนี้ขอห้ามเลยนะคะ เพราะอาจทำให้ลูกดูดนมน้อยลงเนื่องจากติดน้ำหวานและยังอาจทำให้เด็กท้องเสีย เนื่องจากมีเชื้อโรคปนเปื้อน <br>
<br>
ช่วยลูกได้ เราอาจหยอดน้ำเพื่อชะคราบน้ำที่อยู่ในปากลูกหลังการดูดนมเพียงเล็กน้อยก็พอค่ะ <br>
<br>
ถ่ายอุจจาระบ่อย <br>
บางคนเข้าใจว่าลูกท้องเสีย ที่จริงแล้วนมแม่มักทำให้ลูกถ่ายกะปริดกะปรอย มีอุจจาระเละๆ แต่เป็นสีเหลืองทอง อาจจะถ่ายวันละ 8-10 ครั้ง ก็ถือว่าเป็นปกติค่ะ ลูกสามารถถ่ายได้บ่อยเท่าที่กิน พอปากดูด ก้นก็ถ่ายได้เลย แต่หลังจาก 4 สัปดาห์ผ่านไปลูกจะถ่ายน้อยลง <br>
<br>
ลูกไม่ถ่ายทุกวัน <br>
เป็นปัญหาต่อเนื่องเลยล่ะค่ะ ทั้งๆ ที่เดือนก่อนยังถ่ายบ่อย อยู่ดีๆ เดือนนี้กลับถ่ายน้อยลง โดยเฉพาะทารกที่กินนมแม่ เพราะนมแม่ย่อยง่าย กากน้อย และลูกไม่มีอาการอึดอัดจะสบายดี เวลาถ่ายแล้วไม่แข็ง แต่เป็นหลอด เหนียวๆ คล้ายยาสีฟัน เราก็ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวลูกก็จะปรับตัวได้ <br>
ต่อไปถ้ากินอาหารเสริมมีกากมากขึ้น การขับถ่ายก็บ่อยขึ้น ที่จะเรียกว่า “ท้องผูก” นั้น ในทางการแพทย์อุจจาระต้องเป็นก้อนแข็งเลยค่ะ แม้ว่าถ่ายทุกวัน แต่ถ้าถ่ายแข็งก็ถือว่าท้องผูกค่ะ <br>
<br>
ปานแดง <br>
ที่เปลือกตา หน้าผาก ท้ายทอย เราพบกันได้บ่อยๆ มักจะเห็นชัดเจนเมื่อลูกร้อง ปานพวกนี้จะหายเองเมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ <br>
<br>
เลือดออกใต้ตาขาว <br>
เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย ลูกจะไม่เจ็บ ไม่เคืองตา อาจเป็นเพราะแรงเบ่งของแม่เวลาคลอด หรือการหดรัดตัวแรงๆ ของมดลูกทำให้เส้นเลือดฝอยที่ตาแตก มักหายเองในเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ <br>
<br>
ลิ้นเป็นฝ้าขาวๆ <br>
เป็นฝ้านมจับที่กลางลิ้น ไม่ใช่เชื้อรา เพราะเชื้อรามักไม่ขึ้นเฉพาะที่ลิ้น ส่วนใหญ่จะเป็นที่ริมฝีปากและกระพุ้งแก้มร่วมด้วยค่ะ เรื่องลิ้นเป็นฝ้าไม่ต้องรักษาจะหายเองเมื่ออายุมากขึ้น <br>
<br>
ช่วยลูกได้ ใช้ผ้าอ้อมสะอาดชุบน้ำเช็ดถูที่ลิ้น เหงือกในปากก็พอค่ะ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้คราบนมจับหนาเกินไป และให้ลูกคุ้นกับการทำความสะอาดช่องปากด้วย เพื่อเราจะได้ทำความสะอาดได้สะดวกเมื่อลูกมีฟันขึ้นแล้ว <br>
<br>
ริมฝีปากลอกเป็นแผ่น <br>
เกิดขึ้นทั้งริมฝีปากล่างและบน เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากการขาดน้ำค่ะ คิดว่าเป็นเพราะริมฝีปากถูกับจุกนม เมื่อโตขึ้นจะหายไปเอง <br>
<br>
สิว <br>
ที่เกิดในเด็กแรกเกิด พบได้ตั้งแต่แรกเกิดจนประมาณ 3-4 เดือน เป็นเพราะฮอร์โมนของแม่ผ่านสายสะดือไปสู่ลูก ทำให้เกิดสิวได้ ไม่ต้องการการรักษาค่ะ <br>
<br>
นมตั้งเต้า <br>
บางครั้งอาจมีน้ำนมหรือ ภาวะตกขาวและอาจจะมี เลือดออกมาทางช่องคลอด น่าจะเป็นผลจากฮอร์โมน ของแม่ผ่านรกมาสู่ลูก จะหายได้เองค่ะ <br>
<br>
ถุงอัณฑะโตผิดปกติ <br>
บางครั้งโตข้างเดียว เกิดจากการมีถุงน้ำที่ลูกอัณฑะ เป็นส่วนที่ค้างมาตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์ ซึ่งความจริงควรปิดก่อนคลอด แต่ยังคงอยู่เป็นถุงน้ำ จะหายไปเองภายใน 1 ปีค่ะ <br>
<br>
การบิดตัว <br>
อาจมีการกระตุกเล็กน้อยที่แขนขาเวลาหลับ ถ้าจับจะหยุดกระตุก เป็นภาวะปกติซึ่งจะหายไปเมื่ออายุมากขึ้น <br>
<br>
<br>
ภาวะผิดปกติที่พบได้บ่อย <br>
เมื่อรู้ถึงความปกติแล้ว ก็ต้องมาดูภาวะที่ผิดปกติบ้าง จะได้ทราบว่าภาวะใดต้องพาลูกมาพบแพทย์ เพื่อจะได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว เพราะเด็กทารกมีภูมิต้านทานน้อย ถ้ารักษาไม่ถูกต้องหรือช้าเกินไป อาจจะเกิดความพิการหรือเสียชีวิตได้ <br>
<br>
อาการซึม <br>
ไม่ดูดนม อาจมีไข้ขึ้นหรือตัวเย็นเป็นสัญญาณอันตรายเลยค่ะ ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาการที่ไม่ปกติเหล่านี้อาจเป็นอาการแสดงของการติดเชื้อในทารก ซึ่งหากให้การรักษาไม่ทันท่วงที จะทำให้พิการและเสียชีวิตได้ <br>
<br>
ภาวะตัวเหลือง <br>
โดยปกติแล้ว ทารกจะมีอาการตัวเหลืองได้แต่ไม่มาก เนื่องจากเม็ดเลือดแดงส่วนหนึ่งแตก มีสารสีเหลืองที่เรียกว่าบิลิรูบินออกมา ตับจะกำจัดสารสีเหลืองนี้แล้วขับออกมาทางอุจจาระและปัสสาวะ เราจะเห็นทารกมีหน้าตาเหลืองๆ ได้เป็นปกติ แต่มีบางภาวะที่มีการแตกของเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ เช่น ภาวะที่เลือดแม่กับลูกไม่เข้ากัน ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD เป็นต้น ทำให้ทารกมีอาการเหลืองมากกว่าปกติ ถ้าทารกมีผิวหนังเป็นสีเหลืองมากขึ้น โดยเฉพาะลามไปถึงช่วงล่างของท้องและขา ให้พาไปพบแพทย์ เพราะถ้าสารบิลิรูบินสูงมากจะไปจับเนื้อสมองทำให้เซลล์สมองได้รับอันตราย มีอาการชัก เกร็ง และเกิดความพิการถาวรได้ <br>
<br>
การอาเจียน <br>
แตกต่างจากการแหวะนมออกมาเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดจากทารกกลืนลมเข้าท้อง และเราไล่ลมได้ไม่ดีพอ แต่การอาเจียนนั้นหมายถึงการที่มีน้ำนมออกมาเป็นจำนวนมาก บางครั้งออกมาทางจมูกด้วย ถ้านานๆ จึงจะเป็นสักครั้งก็ไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ แต่ถ้าเป็นบ่อยๆ อาจจะมีความผิดปกติได้ เช่น เกิดจากการที่หูรูดกระเพาะอาหารทำงานได้ไม่ดี ทำให้น้ำนมย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร ภาวะการแพ้นมวัวในทารกที่ได้รับนมผสม ถ้าร่วมกับอาการซึม อาจเป็นอาการแสดงถึงการติดเชื้อ <br>
<br>
ถ้าอาเจียนบ่อยๆ ต้องพามาพบแพทย์ค่ะ เพราะน้ำหนักเด็กจะไม่ขึ้น แต่อีกกรณีหนึ่งที่หมอพบได้ค่อนข้างบ่อยคือ ภาวะที่เด็กกินมากเกินไป เมื่อลูกร้องทีไร คุณแม่ก็ป้อนนมให้ทุกครั้ง <br>
<br>
ความจริงแล้วการที่ทารกร้อง ไม่ได้แสดงว่าทารกจะหิวเสมอไป บางครั้งเขาต้องการการโอบอุ้มก็พอแล้ว เมื่อเราให้นมมากเกินกว่าที่กระเพาะจะรับได้ ลูกก็จะอาเจียน แต่เด็กกลุ่มนี้เราจะพบว่าแม้มีประวัติอาเจียน แต่น้ำหนักกลับขึ้นมากกว่าเกณฑ์ค่ะ ถ้าเป็นเช่นนี้พอเราลดปริมาณนมลง ลูกจะหยุดอาเจียน <br>
<br>
ภาวะตาแฉะ <br>
จากท่อน้ำตาอุดตันแต่กำเนิด คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นว่าลูกมีน้ำตาไหลมา มีน้ำตาเอ่อขังในตาตลอดเวลา และบางครั้งจะมีขี้ตาด้วย เป็นเพราะท่อน้ำตาที่ระบายน้ำตาจากตาลงสู่จมูกมีการอุดตันแต่กำเนิด เนื่องจากการพัฒนาไม่สมบูรณ์และมีเยื่อบางๆ ขวางทางเปิด ภาวะนี้พบได้บ่อยค่ะ <br>
<br>
ช่วยลูกได้ เราอาจจะนวดท่อและถุงน้ำตาเพื่อให้ท่อน้ำตาเปิด ป้องกันเยื่อบุคาและถุงน้ำตาอักเสบ นวดวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 นาที โดยใช้นิ้วที่ล้างสะอาดตัดเล็บสั้น เอานิ้วก้อยวางตรงใต้หัวตา ชิดดั้งจมูก กดเบาๆ และรีดจากบนลงล่าง และนวดในแนวขวาง ถ้ามีขี้ตา ให้ใช้สำลีชุบน้ำต้มสุกเช็ดออก และอาจหยอดตาด้วยยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ซึ่งมักหายได้เองใน 6-12 เดือน ถ้าไม่แน่ใจให้พาไปพบแพทย์ค่ะ <br>
<br>
เลือดออกใต้เยื่อกระดูกกะโหลกศีรษะ <br>
(Cephalhematoma) เราจะคลำได้ว่า ศีรษะลูกบวมนูนไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือบวมออกทั้งสองข้าง ทั้งนี้เกิดจากการฉีกขาดของหลอดเลือดดำจากกะโหลกศีรษะไปเยื่อหุ้มกะโหลก เนื่องจากกะโหลกศีรษะกดกับกระดูกอุ้งเชิงกรานขณะคลอดนาน คลอดยาก หรือการใช้เครื่องช่วยคลอด <br>
มักไม่ต้องการการรักษาค่ะ ถ้ามีแผลถลอกที่หนังศีรษะก็ใช้ยาใส่แผล เลือดที่ออกมักถูกดูดซึมหมดไปใน 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือน อาจมีหินปูนเกาะจนกลายเป็นปุ่มกะโหลกแข็งนานเป็นปีได้ <br>
<br>
เชื้อราในปาก <br>
เป็นคราบขาวๆ คล้ายคราบนม ติดตามริมฝีปาก ลิ้น เหงือก เพดาน กระพุ้งแก้ม จะยึดติดแน่นกับเยื่อบุ เช็ดถูออกยาก ถ้าเช็ดแรงๆ จะมีเลือดออก อาจจะไม่มีอาการอะไรหรือทำให้เด็กเจ็บปากจนไม่ดูดนม <br>
ส่วนใหญ่จะพบมากในทารกที่ดูดนมผสม เพราะจุกนมอาจปนเปื้อนเชื้อราได้ ทารกที่ดูดนมแม่มักไม่ค่อยเป็น ดังนั้นต้องทำความสะอาดจุกนม ขวดนมให้สะอาด ต้มให้เดือดนาน 10 นาทีทุกครั้ง ก่อนชงนมให้ลูกค่ะ แผลที่เพดานปาก ภาวะนี้อาจเกิดจากการดูดนมที่แรงหรือร้อนเกินไป ไม่จำเป็นต้องรักษาค่ะ <br>
<br>
เลือดออกจากสะดือ <br>
(สะดือแฉะ) ไม่ยอมแห้งหลังจากสะดือหลุดแล้ว เกิดจากการที่ขั้วสะดือหลุดลิว แต่มีเนื้อเยื่อที่งอกมากเกินไป มีเลือดมาเลี้ยงที่เนื้อเยื่อนี้กลายเป็นตุ่มหรือติ่งเนื้อ มีน้ำเหลืองหรือเลือดซึมตลอดเวลา ถ้าทำความสะอาดแล้วไม่ยอมแห้งให้พาไปพบแพทย์คะ แพทย์จะจี้ทำลายติ่งเนื้อด้วยแท่งเกลือเงิน (Silver Nitrate) ให้ติ่งเนื้อฝ่อและจะหายได้ใน 3-4 วัน <br>
<br>
สะดืออักเสบ <br>
เกิดจากการติดเชื้อที่สะดือ จะเห็นผิวหนังรอบๆ สะดือมีสีแดง บางครั้งบวมและร้อน อาจมีหนองไหลจากโคนสะดือ บางครั้งลูกอาจมีอาการดูดนมไม่ดีด้วย ต้องรีบพาไปพบแพทย์นะคะ เพราะต้องการการรักษาแล้ว <br>
<br>
เหล่านี้เป็นสิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับภาวะปกติและไม่ปกติที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทราบ เพื่อจะได้สบายใจในการเลี้ยงลูก โดยเฉพาะลูกคนแรก ว่าภาวะใดควรพาลูกไปพบแพทย์ และภาวะใดไม่ต้องพาไปพบแพทย์ก็ได้ <br>
<br>
แต่อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ก็มีนัดกับกุมารแพทย์เป็นระยะอยู่แล้ว เมื่อมีอะไรสงสัยไม่แน่ใจให้จดไว้กันลืม แล้วเอาไปถามคุณหมอเวลาพาลูกน้อยไปหาตามนัด ให้หมดความกังวลใจได้เลยนะคะ และขอให้มีความสุขในการเลี้ยงลูกตัวน้อยๆ ทุกคนค่ะ
กลับหน้ารวม

ความคิดเห็น 2

Avatar
ณัฐแม่น้องดิวส์ 16/06/2006 15:33
#1
ก็ตอนนี้ลูกสาวได้5เดือนกว่าจะหกเดือนแล้ว <br>
<br>
แต่ว่าตอนคลอดออกมาที่ศรีษะเค้ามี <br>
<br>
ปูดๆแล้วก็นิ่มๆในช่วงแรก <br>
<br>
แต่วาตอนนี้แข็งแล้ว <br>
<br>
อยากทราบว่ามันจะหายปูดมั๊ย <br>
<br>
เพราะดูแล้วมันเหมือนหัวเบี้ยวค่ะ <br>
<br>
ช่วยตอบด้วยนะคะ <br>
<br>
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
Avatar
rinne 22/07/2008 09:56
#2
ลูกเราก็เป็นค่ะ เค้าเรียกกระโหลกยังหุ้มไม่สนิทค่ะ บางคนเรียกกระหม่อมค่ะ กระหม่อมนี่มีทั้งข้างหน้าและข้างหลังค่ะ ลูกเรายังไม่ปิดทั้ง2ด้านเลยค่ะ มาปิดตอนประมาณ 3 เดือนค่ะ

แสดงความคิดเห็น

Avatar 1 Avatar 2 Avatar 3 Avatar 4 Avatar 5 Avatar 6
ลากรูปภาพมาวางที่นี่ หรือ คลิกเพื่อเลือกรูป
รองรับ JPG, PNG, GIF ไม่เกิน 2MB