Mondayที่ 14 September 2026

ลองค้นหา: บิวตี้, เครื่องสำอาง, โบท็อกซ์, คลินิกความงาม, เลเซอร์

ลืมรหัสผ่าน?
หรือ
มุมชวนคุย

ระบบสืบพันธุ์ ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบประสาท

Avatar
Momay 22/06/2006 19:38
105,729 เข้าชม
ระบบสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วย <br>
<br>
1. อัณฑะ (Testis) และถุงอัณฑะ (Scrotum) <br>
<br>
อัณฑะ มีลักษณะรูปร่างคล้ายไข่ฟองเล็ก ยาว 3-4 Cm หนาประมาณ 2-3 Cm หนักประมาณ 50 กรัม อัณฑะมี 2 ข้างและขนาดใหล้เคียงกันอยู่ภายในถุงอัณฑะ เพื่อปรับอุณหภูมิให้ต่ำกว่าช่องท้องประมาณ 3 - 5 องศาเซลเชียส เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการผลิตตัวอสุจิ (Sperm) <br>
<br>
2. หลอดสร้างตัวอสุจิ (Semimiferous tubles) และท่อนำตัวอสุจิ (vasdeferens) <br>
<br>
หลอดสร้างตัวอสุจิเป็นหลอดที่หน้าที่ผลิตตัวอสุจิจะประกอบด้วยกลุ่มเชล spermatogonium และ sertoli cell <br>
<br>
ทำหน้าที่สร้างอาหารให้ตัวอสุจิและปล่อยออกมาทาง retetestis เข้าไปอยู่ในหลอดเก็บตัวอสุจิ <br>
<br>
3. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (seminal vesicle) ทำหน้าที่สร้างอาหารให้แก่ตัวอสุจิ ส่วนมากเป็นน้ำตาลฟรักโตส วิตามินซี และโปรตีนโกบุลิน <br>
<br>
4. ต่อมลูกหมาก (prostate gland) ทำหน้าที่หลั่งสารที่เป็นเบสอย่างอ่อนและสารที่ทำให้ตัวอสุจิแข็งแรงและว่องไว <br>
<br>
5. ต่อมคาวเปอร์ (cowper gland) มีหน้าที่หลั่งสารของเหลวใสๆไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะเกิดดารกระตุ้นทางเพศ <br>
<br>
6. อวัยวะเพศชาย (pennis) เป็นกล้ามเนื้อที่หดและพองตัวได้คล้ายฟองน้ำในวลาปกติจะอ่อนและงอตัวอยู่ แต่เมื่อถูกกระตุ้นจะเเข็งตัวเพราะมีเลือดมาคั่งมาก ภายในจะมีท่อปัสสาวะทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิและน้ำปัสสาวะ <br>
<br>
น้ำอสุจ ิแต่ละครั้งที่หลั่งออกมาประกอบด้วยตัวอะสุจิและน้ำหล่อเลี้ยงต่างๆประมาณครั้งละ 3 ลบ . ซม . จำนวนอสุจิประมาณ 300-500 ล้านตัว <br>
<br>
ตัวอสุจ ิมีขณาดเล็กมากมีลักษณะคล้ายลูกอ๊อดประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนหางดังรูป มีอายุ 48 ชั่วโมงเมื่อเข้าไปในมดลูก <br>
รูปประกอบกระทู้
กลับหน้ารวม

ความคิดเห็น 203

Avatar
Momay 22/06/2006 19:41
#1
ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง <br>
<br>
โครงสร้างของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง <br>
<br>
รังไข่ (Ovary) รังไข่ชั้นนอกประกอบด้วยถุงไข่ซึ่งเจริญอยู่ในชั้นต่างๆ <br>
<br>
ถุงไข่อ่อน (primodial follicle) ประกอบด้วยเซลล์ไข่ (oocyte) ล้อมรอบด้วยเซลล์แกรนูโลซา เจริญอยู่ในขั้น <br>
diplotene ของระยะ prophase ของการแบ่งตัวแบบ meiosis ครั้งที่ 1 การแบ่งตัวจะดำเนินต่อเมื่อผู้หญิง เข้าสู่วัยแรกรุ่นเท่านั้นถุงไข่ปฐมภูมิ (primary follicle) เซลล์ไข่เจริญขึ้นล้อมรอบด้วยเซลล์แกรนูโลซา ซึ่งแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและมีตัวรับสัญญาณ FSH (FSH receptor) เซลล์ไข่หลั่งสาไกลโคโปรตีน แยกไข่อ่อนจากเซลล์แกรนูโลซาถุงไข่ทุติยภูมิ (secondary follicle) เซลล์ไข่จะเจริญและ โตเต็มที่ มีตัวรับสัญญาณของ LH (LH receptor) เซลล์ไข่ที่อยู่ในถุงไข่ขั้นนี้แบ่งตัวแบบไมโอซิสต่อ อยู่ในขั้นเมทาเฟสที่ 1 (Metaphase i) <br>
<br>
ถุงไข่กราเฟียน (graffian follicle) เซลล์แกรลูโนซาเพิ่มจำนวน การสะสมของเหลวในถุงไข่ (follicular fluid) เกิดช่องของเหลวตรงกลางเรียกว่า แอนทรัม (antrum) เซลล์ไข่ในถุงไข่กราเฟียนแบ่งตัวแบบไมโอซิสถึงขั้น เมทาเฟสที่ 2 จะไม่เจริญต่อจนกว่าจะได้รับการผสมกับเชื้ออสุจิ ของเหลวในถุงไข่ (follicular fluid) ประกอบด้วยโปรตีน ฮอร์โมนชนิดเปปไทด์ (FSH,LH) เอนไซม์ต่างๆ <br>
<br>
หน้าที่ของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง <br>
<br>
การสร้างเซลล์ไข่ (Oogenesis) เซลล์โอโอโกเนีย ทั้งหมดในรังไข่ของตัวอ่อนในครรภ์จะพัฒนาเป็น เซลล์ไข่ปฐมภูมิ จากนั้นเริ่มมีการแบ่งตัวแบบไมโอซิส ครั้งที่ 1 โดยการสร้าง DNA เพิ่มขึ้น (4n) เมื่อคลอด เซลล์ไข่อยู่ในขั้นปฐมภูมิซึ่งมีโคโมโซม 46 อัน แต่ละโคโมโซมมี 2 โครมาทิด เซลล์หยุดการเจริญที่ขั้น diplotene ตลอดวัยเด็ก เมื่อถึงวัยแรกรุ่นรังไข่เริ่มทำงานเซลล์ไข่ปฐมภูมิแบ่งตัวต่อให้เซลล์ไข่ทุติยภูมิ ซึ่งมีโคโมโซมลดลงครึ่งหนึ่ง และโพลาร์บอดีอันที่ 1 การแบ่งตัวแบบไมโอซิสครั้งที่ 2 เกิดขึ้นขณะที่เซลล์อยู่ใน ท่อนำไข่และได้รับการผสมกับเชื้ออสุจิแล้วเมื่อการแบ่งตัวแบบไมโอซิสครั้งที่ 2 เสร็จสมบูรณ์จะได้ไข่ที่เจริญเต็มที่ ซึ่งมีโครโมโซม 23 อัน และโพลาร์บอดีอันที่ 2 รอบเดือนระบบสืบพันธุ์เพศหญิงมีลักษณะการเปลี่ยนแปลง เป็นวงจรหรือเป็นรอบ แต่ละรอบใช้เวลา 28 วัน การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดที่รังไข่ มดลูก และอวัยวะเพศส่วนอื่นๆ <br>
เช่น ปากมดลูก โดยเฉพาะที่มดลูกมีการสลายเซลล์ที่ผนังบุผนังมดลูกทำให้เกิดเป็นเลือดประเดือน รอบเดือนนี้ เป็นผลของการออกฤทธิ์ร่วมระหว่างฮอร์โมนจาก ไฮโพทาลามัสต่อมใต้สมองส่วนหน้า และรังไข่ รอบเดือนน ี้เริ่มนับวันที่มีประจำเดือนวันแรกเป็นวันที่ 1 <br>
<br>
1. การเปลี่ยนแปลงที่รังไข่ <br>
การเจริญของถุงไข่ ซึ่งมีเซลล์ไข่อยู่ภายในเรียกว่า Folliculogenesis แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะฟอลิคูลาร์ ได้แก่ ช่วง 14 วันแรกของรอบเดือนและระยะลูเทียม เริ่มหลังจากการตกไข่จนกระทั่งมีการสลายตัว ของคอปัสล ูเทียมซึ่งได้แก่ 14 วันหลังของรอบเดือน <br>
ก . ระยะฟอลิคูลาร์ <br>
เป็นช่วงเวลาของการเจริญเติบโตของถุงไข่อ่อนเกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยแรกรุ่น ภายใต้อิทธิพลของ FSH และ LH ถุงไข่อ่อนจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเซลล์แกรนูโลซาเพิ่มจำนวนและมีการสะสม <br>
<br>
การควบคุมการทำงานของรังไข่ <br>
การทำงานของรังไข่ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนโกนาโดโทรฟิน ซึ่งหลั่งมาจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า ความสัมพันธ์ ของไฮโพทาลามัส ต่อมใต้สมอง และรังไข่ LH จะมากระตุ้นเซลล์ทีคาให้สร้างแอนโดรเจน ซึ่งจะถูกเปลี่ยน เป็นเอสโทรเจนที่เซลล์แกรนูโลซาส่วน FSH จะเร่งให้มีการพัฒนาของเซลล์แกนูโซลาเพื่อให ้สร้างเอสโทรเจน โพรเจสเทอโรน และอินฮิบิน ในช่วงแรกของระยะฟอลิคูลาร์ระดับเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนต่ำ การหลั่งของ FSH และ LH ไม่ถูกยับยั้งดังนั้นจึงมีระดับค่อนข้างสูง เมื่อถุงไข่เจริญเติบโตทำให้มีการหลั่ง ของเอสโทรเจนเพิ่มขึ้นจึงมีผลยับยั้งการหลั่งของ FSH และ LH และ GnRH จากต่อมใต้สมองและ ไฮโพทาลามัส ตามลำดับ การควบคุมนี้เป็นการควบคุมป้อนกลับเชิงลบ ก่อนการตกไข่ FSH และ LH จะมีระดับต่ำลงในขณะที่เอสโทรเจนเพิ่มระดับขึ้นสูงมาก เอสโทรเจนที่พิ่มขึ้นจะมาควบคุมการทำงานของต่อม ใต้สมองส่วนหน้าและไฮโพทาลามัสเอสโทรเจนออกฤทธิ์ต่อต่อมใต้สมองส่วนหน้าโดยจะเตรียมต่อมเพื่อตอบสนอง ต่อ GnRH เพิ่มการหลั่งของ FSH และ LH เป็นการควบคุมป้อนกลับเชิงบวก (positive feedback control) เป็นผลให้เกิด LH surge การควบคุมป้อนกลับเชิงบวกนี้พบในเพศหญิงเท่านั้น หลังจากการตกไข่คอร์ปัสล ูเทียมสรางและหลั่งฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนมากซึ่งมีผลย้อนกลับไปยับยั้งการหลั่งของ FSH และ LH อินฮิบินจะออกฤทธิ์ยัยั้งการหลั่ง FSH ที่ต่อมใต้สมองส่วนหน้า ในระยะฟอลิคูลาร์ การหลั่งของ LH จะเป็นจังหวะขึ้นๆ ลงๆ ทุก 90 นาที ในระยะลูเทียมจังหวะของการหลั่ง LH จะนานขึ้น <br>
<br>
ความผิดปกติของระบบสีบพันธุ์เพศหญิง <br>
<br>
ประจำเดือนไม่มา (Amenorrhea) <br>
ภาวะที่ประจำเดือนมาไม่สมำเสมอมักพบในคนที่มีเอสโทรเจนต่ำหรือมีความผิดปกติของโรคอื่น เช่น hypothyroidism ทำให้ไม่มีประจำเดือน amenorrhea แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ในกรณีที่ไม่เคยมี ประจำเดือนเลยตั้งแต่เป็นสาวเรียกว่า primary amenorrhea สาเหตุที่พบบ่อยคือ กรณีที่มีความผิดปกติ <br>
ของต่อมใต้สมองอย่างรุนแรง ส่วนบางรายที่เคยมีประจำเดือนมาก่อนแต่หยุดไปด้วยสาเหตุบางประการ เช่น การตั้งครรภ์ เกิดเจ็บป่วย ช่วงการซ้อมหนักในนักกีฬาหรือมีความวิตกกังวลสูง กลุ่มนี้จัดอยู่ในพวก secondary amenorrhea <br>
<br>
รังไข่ทำงานน้อย (Hypogonadism) <br>
เด็กหญิงที่เกิดมาโดยไม่มีรังไข่แต่กำเนิกหรือรังไข่ไม่ทำงานก่อนวัยแรกรุ่น จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า female eunucoidism คือ จะไม่มีลักษณะเพศทุติยภูมิ อวัยวะเพศจะมีลักษณะคล้ายของเด็ก ตัวจะ สูงเพราะ epiphysial plat ยังไม่เปิด <br>
<br>
รังไข่ทำงานมาก (Hypogonadism) <br>
เป็นภาวะที่รังไข่หลั่งฮอร์ดมนออกมามากกว่าปกติเนื่องจากมีเนื้องอกของรังไข่ จะสังเกตเห็น ความปกติได้ในระยะก่อนวัยแรกรุ่น ถ้าเป็นเนื้องอกของเซลล์ทีคาแอนโรเจนจะหลั่งออกมามาก เด็กหญิงจึง มีลักษณะคล้ายเด็กชาย แต่ถ้าเป็นเนื้องอกของเซลล์แกรนูโลซาจะทำให้เอสโทรเจนสูง จึงเป็นสาวเร็วจะมีประ จำเดือนตั้งแต่ยังน้อย <br>
<br>
การตั้งครรภ ์ (pregnancy) <br>
<br>
การปฏิสนธิ (Fertilization) <br>
ความสามารถของเซลล์ไข่ในการปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิ อยู่ได้นานประมาณ 15-18 ชม . หลังจากการตกไข่ถ้าเซลล์ไข่ไม่ได้รับการผสมก็จะสลายตัวไป ส่วนเชื้ออสุจิมีชีวิตอยู่ในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงได้นานประมาณ 48 ชม . <br>
การปฏิสนธิระหว่างเชื้ออสุจิและเซลล์ไข่เกิดขึ้นในท่อนำไข่ ไกลโคเจนที่สะสมในชั้นเยื่อบุของช่องคลอดถูกเปลี่ยนเป็นกรดแลกติก ภาวะกรดที่เพิ่มขึ้นทำให้เชื้ออสุจิเคลื่อนที่ได้ดีขึ้น เอสโทรเจนมีลให้มดลูกบีบตัวช่วยพาเชื้ออสุจิไปยังท่อนำไข่ ส่วนเซลล์ไข่จะถูกปัดเข้าไปในท่อนำไข่โดยฟิมเปรีย เมื่อเชื้ออสุจิสัมผัสกับเซลล์ไข่แคลเซียมจากภายนอกเคลื่อนผ่านช่องแคลเซียมเข้าสู่ภายในหัวของเชื้ออสุจิ การเพิ่มของแคลเซียมจะกระตุ้นให้เชื้ออสุจิปล่อยเอนไซม์อะโครซิน และเจาะผ่านชั้นโซนาเพลลูซิดา ทันทีที่เยื่อหุ้มไข่และเยื่อหุ้มเชื้ออสุจิรวมตัวกัน ภายในเซลล์ไข่เริ่มการแบ่งตัวแบบไมโอซิสครั้งที่ 2 ต่อ ได้เป็นเซลล์ไข่ที่มีโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่ง เมื่อโปรนิวเคลียสทั้งสองชนิดรวมตัวกันได้ตัวอ่อนที่มี 46 โครโมโซม ตัวอ่อนแบ่งตัวให้กลุ่มเซลล์ (morula) ขณะเดินทางมายังมดลูกหลังจากปฏิสนธิได้ 6 วันตัวอ่อนจะะแบ่งเซลล์ได้ประมาณ 64 เซลล์ จากนั้นพัฒนาเป็นขั้นบลาสโทซิสต์ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ชั้นในซึ่งจะเจริญไปเป็นทารก เซลล์ชั้นนอกเรียกว่า โทรโฟบลาสต์ <br>
การฝังตัวของตัวอ่อน บลาสโทซิสต์จะลอยอยู่ในของเหลวในโพรงมดลูกอยู่ประมาณ 1 วันก่อนที่จะฝังตัวในผนังมดลูกในวันที่ 7 หลังการปฏิสนธิ เมื่อบลาสโทรซิสต์ฝังตัวเซลล์โทรโฟบลาสต์จะพัฒนาเป็น 2 ชั้น เซลล์ชั้นในที่หุ้มตัวอ่อนเรียกว่าไซโทโทรโฟบลาสต์ ส่วนชั้นนอกเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ซินซิทิโอโทรโฟบลาสต์ เซลล์โทรโฟบลาสต์เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของรก เมื่อรกเจริญเติบโตจะทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสารอาหาร ออกซิเจน และของเสยต่างๆ ระหว่างระบบไหลเวียนของแม่และลูก <br>
<br>
ฮอร์โมนจากรก <br>
ขณะตั้งครรภ์รกจะสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับการตั้งครรภ์หลายตัวจากชั้นเซลล์ซินซิทิโอโทรโฟบลาสต์ <br>
ก . โกนาโดโทรฟินจากรก <br>
สามารถวัด HCG ในปัสสาวะของมารดาได้ตั้งแต่วันที่ 9 ของการตั้งครรภ์และระดับจะสูงขึ้นระหว่างสัปดาห์ที่ 9-12 หลังจากนั้นจะลดลง การตรวจพบ HCG ในปัสสาวะหรือเลือดใช้เป็นดัชนีบ่งชี้ถึงการตั้งครรภ์ HCG ทำหน้าที่ยืดอายุการทำงานของคอร์ปัสลูเทียม กระตุ้นการสร้างและหลั่งฮอร์โมนณัแลกซินเพื่อยับยั้งการหดตัวของมดลูก <br>
ข . Human chorionic somatomammotropin (HCS) <br>
เป็นฮอร์โมนชนิดเปปไทด์ประกอบด้วยกรดอะมิโน 191 หน่วย มีโครงร้างเหมือนฮอร์โมน <br>
โซมาโทโทรฟินหรือโกรทฮอร์โมน และโพรแลกทิน แต่มีผลแบบโพรแลกทินสูงกว่าโกรทฮอร์โมน ขณะที่ระดับ HCG ลดต่ำลงหลังจาก 3 เดือนของการตั้งครรภ์ รกจะสร้าง HCS ในสัปดาห์ที่ 4 และจะเพิ่มระดับขึ้น เรื่อยๆ จนถึงระดับสูงสุดเมื่อใกล้คลอด <br>
ค . โพรเจสเทอโรน <br>
รกจะเริ่มสร้างโพรเจสเทอโรนในสัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์ถึงระดับสูงสุดเมื่อใกล้คลอด โพรเจสเทอโรนถูกขับทิ้งทางปัสสาวะ โพรเจสเทอโรนเป็นฮอร์โมนที่สำคัญสำหรับการตั้งครรภ์โดยเตรียมเยื่อบุมดลูกเพื่อรับตัวอ่อน ทำงานร่วมกับฮอร์โมนรีแลกซิน ลดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของแม่ไม่ให้ต่อต้านการมีทารกซึ่งเปรียบเสมือนเซลล์แปลกปลอมในร่างกายของแม่ <br>
ง . เอสโทรเจน <br>
รกสร้างเอสโทรเจนได้ทั้งเอสทราไดออล เอสโทรนและเอสไทรออล แต่สร้างเอสไทรออลได้มากกว่าฮอร์โมนอีก 2 ชนิดและมีระดับเพิ่มขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์คือช่วยในการพัฒนาเต้านมและทำให้กล้ามเนื้อมดลูกมีขนาดโตขึ้น ทำให้เอ็นยึดต่างๆในอุ้งเชิงกราน และกระดูกหังหน่าว ช่วยให้บิเวณช่องคลอดขยายออกได้กว้างขึ้น
Avatar
Momay 22/06/2006 19:42
#2
ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) <br>
<br>
ระบบต่อมไร้ท่อเป็นอีกระบบหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะภายในร่างกายให้ทำงานประสานงานกันซึ่งระบบนี้จะทำหน้าที่นอกเหนือไปจากการทำงานของระบบประสาท เพราะการกระทำของต่อมไร้ท่อให้ผลช้าแต่ทำงานนานกว่าระบบประสาทโดยอาศัยสารเคมีที่ต่อมไร้ท่อผลิตขึ้นมาที่เรียกว่า ฮอร์โมน (Hormone) ฮอร์โมนเกือบทั่งหมดจะถูกขนส่งไปสู่อวัยวะทั่วร่างกายโดยทางระบบไหลเวียนโลหิตแต่จะออกฤทธิ์หรือมีผลต่ออวัยวะหรือเซล บางตัวเท่านั้น ต่อมไร้ท่อในร่างกายมนุษย์ ที่ควบคุมการเจริญเติบโตแบ่งออกได้ดังนี้คือ <br>
<br>
1. ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญ ๆ คือ <br>
<br>
- Hormone ควบคุมเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกายโดยเฉพาะกระดูกและกล้ามเนื้อ <br>
<br>
- Hormone กระตุ้นต่อมธัยรอยด์ให้สร้าง Thyroxin เพิ่มขึ้น <br>
<br>
- Hormone กระตุ้นการสร้างเซลสืบพันธ์ <br>
<br>
- Hormone กระตุ้นการตกไข่และสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและชาย <br>
<br>
- Hormone กระตุ้นต่อมหมวกไต ส่วนเปลือกให้สร้างฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้น <br>
<br>
- Hormone กระตุ้นการขยายเต้านมสำหรับหญิงที่มีครรภ์ <br>
<br>
- Hormone ช่วยในการดูดน้ำกลับจากท่อของหน่วยไตเพื่อรักษาระดับน้ำในร่างกาย ถ้ามี Hormone น้อย จะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า เบาจืด คือ ปัสสาวะมากและจาง <br>
<br>
- Hormone ที่ช่วยทำให้มดลูกหดตัวในการคลอดกระตุ้นการหลั่งน้ำนมและช่วยในการหลั่งน้ำกามและเร่งการเคลื่อนของตัวอสุจิในเพศชายเพื่อการผสมพันธ์ <br>
<br>
- Hormone กระตุ้นให้เซลเม็ดสีสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น <br>
<br>
2. ต่อมธัยรอยด์ (ThyroidGland) <br>
<br>
ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญคือธัยร็อกซิน (Thyroxin) โดยอาศัยไอโอดีนเป็นวัตถุดิบ ( ร่างกายต้องการไอโอดีนประมาณสัปดาห์ละ 1 มิลลิกรัม ) ธัยร็อกซินมีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง คือ <br>
<br>
- ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก สมองและระบบประสาท ในเด็กที่กำลังเจริญเติบโตถ้าขาดจะทำให้สมองเสื่อม ในผู้ใหญ่ถ้าขาดจะทำให้การรับรู้และสั่งงานของระบบประสาทช้าลง <br>
<br>
- ช่วยในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเพื่อเป็นผู้ใหญ่ <br>
<br>
- ควบคุมอัตราเมตาบอลิสึม (BMR) ในร่างกายความผิดปกติอันเนื่องมาจากธัยร็อกซิน แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ <br>
<br>
1) มีธัยร็อกซินน้อยไป (Hypothyroxin) <br>
<br>
1.1) ในทารก ทำให้เกิดร่างกายแคระแกรน เจริญเติบโตช้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง ลิ้นใหญ่และอาจห้อยออกมานอกปาก ปัญญาเสื่อม <br>
<br>
1.2) ในผู้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการบวมใสใต้ผิวหนังแลดูคล้ายเทียนไขกล้ามเนื้อไม่มีแรง ผิวหนังแห้ง ซีด โลหิตจาง สติปัญญาเชื่องช้าลง <br>
<br>
1.3) เกิดโรคคอพอกชนิดธรรมดา <br>
<br>
2) มีธัยร็อกซินมากเกินไป (Hyperthyroxin) <br>
<br>
2.1) ร่างกายผอม น้ำหนักลด กินจุ อ่อนแอ ตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากและไวขึ้น <br>
<br>
2.2) เกิดโรคคอพอกชนิดเป็นพิษ <br>
<br>
<br>
3. ต่อมเพศ (Gonad) <br>
<br>
ในชายได้แก่อัณฑะและในหญิงได้แก่รังไข่ซึ่งมีหน้าที่สำคัญ 2 อย่างคือ สร้างเซลสืบพันธ์และสร้างฮอร์โมน <br>
<br>
<br>
ฮอร์โมนเพศชาย ที่สำคัญคือ เทสทอสเตอโรน (Testosterone) ซึ่งจะทำหน้าที่หลายอย่างคือ <br>
<br>
1) ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธ์ <br>
<br>
2) ทำให้อัตราการเจริญเติบโตของกระดูกเพิ่มขึ้น <br>
<br>
3) กระตุ้นการสร้างโปรตีนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเอ็นไซม์ <br>
<br>
4) ควบคุมการหลั่งของฮอร์โมนเพศชาย <br>
<br>
- ถ้าตัดอัณฑะออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้ <br>
<br>
1) ในเด็ก - ทำให้อวัยวะสืบพันธ์ไม่เจริญ <br>
<br>
- ไม่มี Secondary sexual characteristic <br>
<br>
- มีไขมันสะสมมากขึ้น แขนขายาวผิดปกติ <br>
<br>
- เป็นหมัน <br>
<br>
2) ในผู้ใหญ่ - เป็นหมัน <br>
<br>
- ไม่มีความรู้สึกทางเพศ มีลักษณะไปทางเพศหญิง <br>
<br>
ฮอร์โมนเพศหญิง ที่สำคัญคือ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) <br>
<br>
ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธ์และลักษณะต่างๆของความเป็นเพศหญิง ส่วนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จะเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์คือ ระงับไม่ให้ไข่สุกระหว่างตั้งครรภ์ป้องกันไม่ให้มีประจำเดือนระหว่างตั้งครรภ์ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุมดลูกชั้นในเพื่อรองรับการฝังตัวของไข่ที่ถูกผสม และกระตุ้นต่อมน้ำนมให้เจริญเติบโต <br>
<br>
- ถ้าตัดรังไข่ออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้ <br>
<br>
1) ในเด็ก - อวัยวะสืบพันธ์ไม่เจริญ <br>
<br>
- ไม่มี Secondary sexual characteristic <br>
<br>
- ไม่มีเลือดประจำเดือน <br>
<br>
- มีลักษณะคล้ายชาย <br>
<br>
2) ในผู้ใหญ่ - ประจำเดือนหยุด <br>
<br>
- ไม่มีความรู้สึกทางเพศ <br>
<br>
- มีลักษณะคล้ายชาย
Avatar
Momay 22/06/2006 19:43
#3
ระบบประสาท (nervous system) <br>
<br>
ระบบประสาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ระบบประสาทส่วนกลาง (central nervoussystem หรือ CNS) ประกอบด้วยสมองและไขสันหลังและระบบประสาทส่วนปลาย หรือระบบประสาทรอบนอก ( peripheral nervous system หรือ PNS) ประกอบด้วยเส้นประสาทสมอง (cranial nerve) และเส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerve) และระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system หรือ ANS) <br>
<br>
ระบบประสาทรอบนอกหรือระบบประสาทส่วนปลาย <br>
ระบบประสาทรอบนอกประกอบด้วยหน่วยรับความรู้สึกทั้งหมด เส้นประสาทที่ติดต่อระหว่างหน่วย <br>
รับความรู้สึกกับระบบประสาทส่วนกลาง และเส้นประสาทที่เชื่อมโยงระหว่างระบบประสาท <br>
ส่วนกลางกับหน่วยปฎิบัติงาน <br>
<br>
1.1 ระบบประสาทใต้อำนาจจิตใจ (voluntary nervous system) หรือ ระบบประสาทโซมาติก (somatic nervous system) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อลาย <br>
<br>
1.2 ระบบประสาทอัตโนวัต ิ (Involuntary nervous system หรือ Autononic nervous system) หรือ ระบบประสาทนอกอำนาจจิตใจ ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบระบบประสาทอัตโนมัติประกอบด้วยระบบซิมพาเทติก (sympathetic system) และระบบพาราซิมพา <br>
เทติก (parasympathetic system) <br>
<br>
สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน <br>
<br>
สมองส่วนหน้า (forebrain หรือ prosencepphalon) ประกอบด้วยเทเลนเซฟาลอน <br>
(telencephalo) และไดเอนเซฟาลอน (diencephalon) เทเลนเซฟาลอนคือสมองใหญ่ (cerebrum) ส่วนไดเอนเซฟาลอนประกอบด้วยไฮโพทาลามัส (hypothalamus) ทาลามัส (thalamus) <br>
<br>
สมองส่วนกลาง (midbrain หรือ mesencephalon) ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของก้านสมองและเป็นจุดศูนย์กลางของรีเฟลกซ์เกี่ยวกับการมองเห็น (visual reflex) และรีเฟลกซ์เกี่ยวกับการได้ยิน (auditory reflex) ประกอบด้วยเซรีบรัมพีดังเคิล (cerebralpeduncle) และคอร์พอราควอไดร์เจอมินาร์ (corpora quadrigermina) ซึ่งแบ่งออกเป็น คอลิคูไลด์ (superior colliculi) 2 พู ( lob) และอินฟีเรียคอลิคูไลด์ (inferior colliculi) 2 พู <br>
<br>
สมองส่วนท้าย (hindbrain หรือ rhombencephalon) ประกอบด้วยเมดัลลาออบลองกาตา <br>
(medulla oblongate) เซรีเบลลัม (cerebellum) และ พอนส์ (pons) <br>
<br>
ภาพแสดงสมองส่วนต่าง ๆ <br>
<br>
สมอง มี 2 ชั้น ( ตรงข้ามกับไขสันหลัง ) <br>
1. Gray matter เป็นที่อยู่ของกระแสประสาทและ axon ที่ไม่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม <br>
2. White matter เป็นที่อยู่ของ axon ที่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม <br>
<br>
เยื่อหุ้มสมอง (Menirges) 3 ชั้น คือ <br>
1. ชั้นนอก (Pura mater) เหนียว แข็งแรงมากโดยมีหน้าที่ป้องกันการกระทบกระเทือน <br>
2. ชั้นกลาง (Arachoid mater) เป็นเยื่อบางๆ <br>
3. ชั้นใน (Pia mater) มีเส้นเลือดแทรกมากมายทำหน้าที่ส่งอาหารไปเลี้ยงสมอง ในระหว่าง <br>
ชั้นกลางกับชั้นในจะมีการบรรจุของเหลวที่เรียกว่า น้ำเลี้ยงสมองไขสันหลัง โดยจำทำหน้าที่ให้สมองแลไขสันหลังเปียกชื้ออยู่เสมอ <br>
<br>
ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ส่วน คือ <br>
1. White matter เป็นส่วนที่มีสีขาวรอบนอก ไม่มีเซลล์ประสาทจะมีเฉพาะใยประสาทที่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม <br>
2. Gray matter เป็นส่วนสีเทา ประกอบด้วยใยประสาทที่ไม่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม และตัวเซลล์ประสาทซึ่งมีทั้ง <br>
ประเภทประสานงานและนำคำสั่ง <br>
<br>
โครงสร้างของไขสันหลังและเส้นประสาทไขสันหลัง <br>
1. ปีกบน (dorsal horn) เป็นบริเวณรับความรู้สึก <br>
2. ปีกล่าง (ventral horn) เป็นบริเวณนำคำสั่ง <br>
3. ปีกข้าง (lateral horn) เป็นบริเวณระบบประสาทอัตโนวัติ Note <br>
<br>
เซลล์ประสาท ส่วนประกอบของเซลล์ประสาท <br>
1. ตัวเซลล์ (cell body หรือ soma) มีส่วนประกอบเหมือนเซลล์ทั่วๆไป เช่น นิวเคลียส ไมโตคอนเดีย <br>
2. ใยประสาท (nerve fiber) คือส่วนของโปรโตพลาสซึมของเซลล์ที่ยื่นออกไปมี 2 ชนิดคือ
Avatar
Momay 22/06/2006 19:44
#4
<a href="http://www.kkw.ac.th/stuweb/6_1/group1/index.htm" target="_blank">http://www.kkw.ac.th/stuweb/6_1/group1/index.htm</a>ที่มาน่ะ <br>
<br>
เห็นมีคนอยากได้ แล้วบอกว่า search แล้วไม่มี
Avatar
Gump 24/06/2006 03:55
#5
ดีครับ...ผมได้ทบทวนไปด้วย..^^..
Avatar
บา 03/07/2006 16:31
#6
<img src="pic/b5.gif"> <img src="pic/b4.gif"> <img src="pic/b3.gif"> <img src="pic/b2.gif"> หวัดดี อไร มาเล่นๆ บาย บาย
Avatar
พิสส่า 10/07/2006 16:39
#7
<img src="pic/b11.gif">ขอบคุณคะ <br>
Avatar
มาม่า 11/07/2006 12:36
#8
<img src="pic/b8.gif"> <img src="pic/b3.gif"> <img src="pic/b2.gif"> <img src="pic/b1.gif"> <img src="pic/b4.gif"> <img src="pic/b5.gif"> <img src="pic/b6.gif"> <img src="pic/b10.gif"> <img src="pic/b11.gif">
Avatar
jan 11/07/2006 16:05
#9
ขอบคุณ
Avatar
ki 11/07/2006 16:09
#10
ดีใจจะได้ทบทวน

แสดงความคิดเห็น

Avatar 1 Avatar 2 Avatar 3 Avatar 4 Avatar 5 Avatar 6
ลากรูปภาพมาวางที่นี่ หรือ คลิกเพื่อเลือกรูป
รองรับ JPG, PNG, GIF ไม่เกิน 2MB