มุมชวนคุย
อยากทราบถึงส่วนผสมของเครื่องสำอางค์อันตรายคะ
ต้นเตย
23/06/2006 19:12
3,376 เข้าชม
มีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเขาหน้าดำและอีกหลายปัญหา คะ คือว่าทุกปัญหาสะสมบนหน้าเขาเลยคะ แล้วห่างกันมานานประมาณ 2 เดือนเจอกันอีกทีหน้าเขาใสเป็นสีชมพูเลยแบบไม่ต้องปัดแก้มด้วย ต้นเตยเลยถามเขา ๆ ก็เอาผลิตภัณฑ์ที่เขาใช้มาให้ดู รูสึกว่าเขาจะเขียนยี่ห้อว่า pure white แต่ไม่ใช่ของแอมเวย์นะคะ เขาซื้อมาจากจ.ราชบุรี คะ มันจะมีสบู่ โลชั่นเช็ดหน้า ครีมกลางวัน และครีมกลางคืน ต้นเตยเลยเอาโลชั่นเช็ดหน้ามาทดลองกันผงซักฟอกป้ายกระดาษทิชชูแล้วเอาโลชั่นหยดลงไป เป็นสีน้ำตาลไหม้เลยคะเพื่อนตกใจมากเลยโทรไปถามคนขาย เขาบอกว่ามันไม่อันตรายเลย แต่ว่ามันเป็นส่วนผสมของแอลกอล์ฮอล์เลยเป็นสีน้ำตาล เขารักษาผิวหน้ามาหลายร้อยคนแล้วไม่มีอะไร คือทุกคนที่ต้นเตยเห็นหน้าเขาใสมาก ๆๆๆ ต้นเตยอยากได้คำตอบว่าที่เป็นสีน้ำตาลเนี้ยะมันจะเป็นเฉพาะสารไฮโดรคิวโนนหรือหลาย ๆ ตัว คะ
<br>
อันตรายในเครื่องสำอาง <br>
<br>
1. สิว-ฝ้า <br>
<br>
ขณะนี้มีเครื่องสำอางหลายยี่ห้อที่วางขายในร้านค้า ศูนย์เครื่องสำอาง แผงลอย รถเร่ หรือผู้เร่ขาย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เป็นเครื่องสำอางที่อ้างสรรพคุณทาสิว ทาฝ้า ฝ้ากันแดด หรืออ้างสรรพคุณทำให้หน้าขาว แต่ลักลอบใช้สารที่ห้ามใช้ ที่ตรวจพบแล้วคือ พบว่ามีการลักลอบใช้สารปรอทแอมโมเนีย, สารไฮโดรควิโนน รวมทั้งกรดวิตามินเอ(เรติโนอิค แอซิด) สารเหล่านี้เป็นอันตรายต่อผิวหน้ารวมทั้งอาจเป็นอันตรายต่อระบบอวัยวะภายในร่างกายอีกด้วย <br>
ตัวอย่างเช่น <br>
สารปรอทแอมโมเนีย <br>
ทำให้เกิดอาการแพ้ ผื่นคัน ผิวหน้าดำ ผิวบางลง เกิดพิษสะสมของสารปรอท ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ <br>
สารไฮโดรควิโนน <br>
ทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง อาจเกิดจุดด่างขาวที่หน้า หรือผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวร รักษาไม่หาย <br>
กรดวิตามินเอ <br>
เป็นตัวยาที่อันตราย ทำให้ผิวหน้าแดง แพ้รุนแรง แสบร้อน อักเสบ ใช้แล้วผิวหน้าลอก <br>
การหลีกเลี่ยงการเป็นฝ้า <br>
ทำได้ง่ายหากสามารถปฏิบัติเป็นประจำ โดยการหลีกเลี่ยงแสงแดด ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดฝ้า อาจใช้ผ้าโพกหน้า กางร่ม หรือสวมหมวกปีกกว้าง หลีกเลี่ยงความร้อนจากเตา และทำจิตใจให้แจ่มใส เบิกบาน ไม่เครียด <br>
<br>
<br>
<br>
<br>
2. อันตรายจากการทำเบบี้เฟซ <br>
<br>
การทำเบบี้เฟซนั้นเป็นการลอกผิวด้วยสารเคมี ซึ่งแพทย์ได้ทำกันมานานแล้ว เพื่อขจัดริ้วรอย แผลเป็น จุดด่างดำ ความหยาบกระด้างของผิวหนัง โดยสารเคมีจะไปกระตุ้นให้ผิวหนังชั้นนอกหลุดลอกออกไป เผยให้เห็นผิวหนังชั้นในซึ่งเนียนเรียบกว่าเดิม สารเคมีที่นำมาใช้ส่วนใหญ่จะเข้าข่ายเป็นยา การลอกผิวด้วยสารเคมีนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายได้มาก เพราะถ้าสารเคมีแทรกซึมลงสู่ผิวหนังลึกเกินไป จะทำให้เกิดความเจ็บปวด และอาจเกิดเป็นแผลเป็นถาวร อีกทั้งปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารเคมีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อาจเกิดการแพ้ การระคายเคืองได้ ดังนั้น การลอกผิวจึงควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะแพทย์จะเลือกทั้งชนิด และความเข้มข้นของสารเคมี วิธีใช้ อย่างเหมาะสม รวมทั้งหากมีอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์หรือโรคแทรกซ้อนใดๆ จะได้บำบัดรักษาได้ทันท่วงที จะเกิดผลดีและปลอดภัยกว่าการไปลอกผิวตามร้านเสริมสวย <br>
<br>
3. สารตะกั่วในเครื่องสำอาง <br>
<br>
สารตะกั่ว สารประกอบของตะกั่วและแร่ธาตุตะกั่ว ( lead , its compounds and minerals) จัดเป็นวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง เพราะสารนี้หากถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเด็กๆ แต่ในวัตถุดิบบางชนิดที่นำมาผลิตเครื่องสำอางอาจมีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่บ้าง กฎหมายกำหนดไว้ว่าอาจพบตะกั่วได้ในอัตราส่วนไม่เกิน 20 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก หากพบว่าผลิตภัณฑ์ใดมีสารตะกั่วเกินกว่านี้ จะเข้าข่ายเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ผู้ใดผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย หรือขายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีเครื่องสำอางเพียงประเภทเดียวที่อนุญาตให้มีส่วนผสมของสารตะกั่วได้ คือ ผลิตภัณฑ์แต่งผมดำ แต่เนื่องจากผลิตภัณฑ์นี้อาจเป็นอันตรายรุนแรงต่อผู้ใช้ จึงมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดในระดับเป็นเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ และสารตะกั่วที่จะนำมาใช้ต้องอยู่ในรูปสารประกอบแอซีเทตของตะกั่ว ( lead acetate ) เท่านั้น โดยมีอัตราส่วนสูงสุดที่ให้ใช้คือ 0.6 % ( คำนวณในรูปโลหะตะกั่ว ) ผลิตภัณฑ์นี้จะต้องผ่านการขึ้นทะเบียนให้เรียบร้อยก่อนวางจำหน่าย สังเกตได้ง่ายๆว่าที่ฉลากจะมีข้อความ "เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ" อยู่ใกล้เลขทะเบียนในกรอบเครื่องหมาย อย. และเวลาใช้อย่าลืมปฏิบัติตามคำเตือนที่ระบุไว้อย่างเคร่งครัดด้วย <br>
<br>
4. ติดเชื้อจากเครื่องสำอาง <br>
<br>
ในบางโอกาสคุณสุภาพสตรีอาจได้รับบริการเสริมสวยแต่งหน้าจากช่างเสริมสวย ซึ่งถ้าหากช่างใช้อุปกรณ์ชิ้นนั้นๆกับลูกค้าหลายคน โดยไม่มีวิธีการทำความสะอาดที่ถูกต้อง คุณก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อผ่านมาทางอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้ได้ หรือแม้แต่เครื่องสำอางที่วางให้ทดลองใช้อยู่ตามร้านค้าต่างๆ ก็อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้เช่นกัน รวมทั้งการหยิบยืมเครื่องสำอางใช้กันในหมู่เพื่อนฝูง เป็นการแพร่กระจายเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี ดังนั้น พึงระมัดระวังเรื่องการติดเชื้อจากการใช้เครื่องสำอางร่วมกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้แปรงปัดขนตา หรืออายแชโดว์ร่วมกับผู้ที่เป็นโรคตาแดง หรือใช้พู่กันทาปากร่วมกับผู้ที่เป็นโรคเริม ท่านก็มีโอกาสได้รับเชื้อโรคเหล่านี้ไปด้วยนะคะ ทางที่ดีแล้ว เครื่องสำอางควรเป็นของใช้เฉพาะบุคคล ไม่ควรหยิบยืม หรือใช้ร่วมกับผู้อื่นค่ะ <br>
<br>
5. การแพ้เอเอชเอ <br>
<br>
ปัจจุบันเครื่องสำอางหลายชนิดนิยมผสมสารเอเอชเอลงไป เอเอชเอ หรือที่มีชื่อเต็มว่า อัลฟ่า ไฮดรอกซี่ แอซิด นั้น เป็นสารประเภทกรดอ่อนๆที่จะช่วยกระตุ้นการหลุดลอกของเซลผิวหนังชั้นนอก เซลชั้นล่างซึ่งอยู่ในสภาพดีก็จะเลื่อนขึ้นมาแทนที่ ทำให้แลดูผิวเนียนสดใสกว่าเดิม ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ผสมสารเอเอชเอพึงระวังไว้เสมอว่า เมื่อไปกระตุ้นให้ผิวหนังชั้นนอกหลุดลอกออกไปเร็วกว่าปกติ ผิวหนังชั้นในซึ่งบอบบางกว่าซึ่งเลื่อนขึ้นมาแทนที่นั้น ย่อมมีโอกาสเกิดอันตรายจากแสงแดดมากกว่าปกติ ดังนั้น ต้องระวังไม่ให้บริเวณที่ใช้เครื่องสำอางผสมเอเอชเอโดนแสงแดด โดยอาจใช้ครีมผสมสารป้องกันแสงแดดทาไว้ในเวลากลางวันก็ได้ ส่วนเรื่องการแพ้นั้น เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ผู้ที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ผสมสารเอเอชเอเป็นครั้งแรก ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ด้วยการใช้เครื่องสำอางในปริมาณเล็กน้อยทาที่บริเวณท้องแขน ทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง ถ้าไม่มีความผิดปกติใดๆเกิดขึ้นแสดงว่าใช้ได้