มุมชวนคุย
บทเรียนดีมีไว้จดจำ...อ่านดูแล้วจะรู้เอง
มอมมี่
07/09/2004 23:50
1,486 เข้าชม
1. บทเรียนสำคัญบทแรก - คนทำความสะอาด <br>
<br>
เมื่อครั้งที่ฉันเข้าเรียนในวิทยาลัยได้สองเดือน <br>
อาจารย์ให้พวกเราทำแบบทดสอบอันหนึ่ง <br>
ฉันเป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียน <br>
จึงตอบคำถามได้อย่างสบาย จนมาถึงคำถามสุดท้าย <br>
<br>
"สุภาพสตรีที่เป็นคนทำความสะอาดโรงเรียนชื่อว่าอะไร?" <br>
<br>
ต้องเป็นเรื่องตลกอะไรสักอย่างแน่ <br>
ฉันเคยเจอคนทำความสะอาดหลายครั้ง <br>
เธอเป็นคนตัวสูง ผมดำ และอายุกว่า 50 <br>
แต่ฉันจะรู้ชื่อเธอได้อย่างไร? <br>
ฉันส่งกระดาษคำตอบ โดยไม่ได้ตอบข้อสุดท้าย <br>
ก่อนหมดคาบเรียน นักศึกษาคนหนึ่งถามว่า <br>
คำถามข้อสุดท้ายจะถูกคิดรวมในคะแนนของผลการเรียนด้วยหรือไม่ <br>
<br>
"แน่นอน" อาจารย์ตอบ "เมื่อเธอเข้าทำงาน <br>
เธอจะต้องพบกับคนมากมาย <br>
ซึ่งทุกคนมีความสำคัญพอ <br>
ที่สมควรจะได้รับความสนใจและเอาใจใส่ <br>
แม้ว่าพวกเธอจะทำได้แค่เพียงยิ้มให้และกล่าวสวัสดีก็ตาม" <br>
<br>
ฉันไม่เคยลืมบทเรียนนั้นเลย <br>
และได้รู้ว่าชื่อของสตรีคนนั้นคือ โดโรธี <br>
<br>
<br>
2. บทเรียนสำคัญที่สอง - รับคนกลางฝน <br>
คืนหนึ่ง เวลา 23:30 น. <br>
สตรีสูงอายุเชื้อสายแอฟริกันคนหนึ่ง ยืนอยู่ริมทางหลวง สาย อลาบามา พยายามต้านฝนที่ตกหนักอยู่ <br>
รถของเธอเสีย และเธอต้องการเดินทางต่อไปอย่างมาก แม้จะเปียกโชก เธอตัดสินใจโบกรถคันที่วิ่งผ่านมา ชายหนุ่มผิวขาวผู้หนึ่งหยุดรถเพื่อช่วยเหลือเธอ <br>
ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในยุคที่มีความขัดแย้ง <br>
เรื่องการเหยียดผิวอย่างทศวรรษที่ 60 <br>
ชายหนุ่มช่วยเหลือให้เธอได้รับความปลอดภัยและส่งเธอขึ้นรถแท๊กซี่ <br>
<br>
แม้ว่าเธอจะเร่งรีบมาก แต่ก็ขอบคุณเขา <br>
และจดที่อยู่ของเขาไปด้วย <br>
เจ็ดวันหลังจากนั้น ก็มีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูบ้านของเขา ด้วยความประหลาดใจ <br>
โทรทัศน์สีจอยักษ์เครื่องหนึ่งถูกนำมาส่งยังบ้านของเขาและมีข้อความแนบมาด้วย ใจความว่า: <br>
<br>
"ขอบพระคุณมากสำหรับความช่วยเหลือบนทางหลวงในคืนนั้น ฝนไม่ได้ชะแต่เพียงเสื้อผ้าของฉันเท่านั้น <br>
แต่ชะเอากำลังใจของฉันไปด้วย <br>
<br>
แต่เมื่อคุณผ่านมา เป็นเพราะคุณ <br>
ฉันจึงสามารถไปทันดูใจสามีที่กำลังจะเสียชีวิต <br>
ทันเวลาก่อนที่เขาจะสิ้นลมพอดี ขอพระเจ้าอวยพรคุณ สำหรับการช่วยฉัน <br>
และการช่วยเหลือผู้อื่น อย่างไม่เห็นแก่ตัวของคุณ" <br>
<br>
ด้วยความจริงใจ นาง แนท คิง โคล <br>
<br>
<br>
3. บทเรียนสำคัญที่สาม - ระลึกถึงคนที่ให้บริการเสมอ <br>
ในสมัยที่ไอศครีมซันเดยังมีราคาถูกอยู่มาก <br>
เด็กชายอายุสิบขวบคนหนึ่งเข้าไปในคอฟฟี่ชอปของโรงแรมแห่งหนึ่งแล้วนั่งที่โต๊ะ <br>
เมื่อพนักงานเสริฟวางแก้วน้ำลงตรงหน้า เด็กชายก็ถามว่า <br>
"ไอศครีมซันเดราคาเท่าใหร่ครับ?" <br>
<br>
"ห้าสิบเซ็นต์" พนักงานเสริฟสาวตอบ <br>
แล้วเด็กชายก็ดึงมือออกจากกระเป๋า <br>
แล้วก็นับเ หรียญในมือ <br>
<br>
"งั้น ไอศครีมเปล่าๆล่ะครับราคาเท่าใหร่?" เด็กชายถามอีก <br>
<br>
ตอนนี้เริ่มมีคนรอโต๊ะมากขึ้นและพนักงานเสริฟสาวก็เริ่มจะหมดความอดทน <br>
<br>
"สามสิบห้าเซ็นต์" เธอตอบห้วนๆ <br>
เด็กชายนับเหรียญในมืออีกครั้ง <br>
<br>
"ผมขอไอศครีมเปล่าครับ" เด็กชายบอก <br>
แล้วพนักงานเสริฟสาวก็เอา <br>
ไอศครีมมาให้ เอาใบเสร็จมาให้แล้วก็เดินหนีไป <br>
เด็กชายทานไอศครีมหมดแล้ว ก็จ่ายเงินแล้วก็จากไปเมื่อพนักงานเสริฟเดินกลับมา <br>
เธอก็เริ่มร้องให้เมื่อเธอเช็ดโต๊ะบนโต๊ะนั้น <br>
มีเหรียญนิกเกิลราคาห้าเซ็นต์สองเหรียญและเหรียญเพนนีอีกห้าเหรียญวางอยู่อย่างบรรจงข้างจานเปล่านั้น <br>
<br>
เห็นไหมว่า เด็กชายไม่ทานไอศครีมซันเด <br>
เพราะเขาต้องเหลือเงินไว้ทิปพนักงานเสริฟสาวคนนั้น <br>
<br>
<br>
4. บทเรียนสำคัญที่สี่ - สิ่งที่กีดขวางทางของเรา <br>
ในยุคโบราณ มีหินผาตกลงมาขวางถนนเส้นหนึ่ง <br>
เมื่อพระราชามาพบเข้าจึงซ่อนพระองค์อยู่ <br>
เพื่อคอยดูว่าจะมีใครมาเอาหินใหญ่ก้อนนั้นออกไปจากทาง เมื่อเสนาบดีในราชสำนักของพระองค์และพ่อค้าผู้ร่ำรวยผ่านมา ก็เพียงแต่อ้อมหินผาก้อนใหญ่นั้นไป <br>
<br>
พวกเขากล่าวตำหนิพระราชาต่างๆนานา <br>
ที่พระองค์ไม่ใส่พระทัยที่จะดูแลทางนั้นให้ดี <br>
แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรที่จะเอาหินนั้นออกไปให้พ้นทาง <br>
<br>
จนกระทั่งชาวบ้านคนหนึ่งแบกผักกองใหญ่ผ่านมา <br>
เมื่อเขาเดินมาถึงหินผานั้น เขาก็วางสัมภาระลง <br>
แล้วพยายามที่จะขยับก้อนหินนั้นให้พ้นทาง <br>
หลังจากทั้งผลักทั้งดึงหินก้อนนั้น <br>
ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ <br>
<br>
เมื่อเขาหยิบสัมภาระของเขาขึ้นมา <br>
เขาก็เห็นถุงเงินวางอยู่ตรงจุดที่ก้อนหินผาเคยอยู่ <br>
ในถุงนั้นมีเหรียญทองและจดหมายจากพระราชา เขียนไว้ว่า <br>
ทองในถุงนั้นเป็นของผู้ที่เอาหินผาออกไปจากถนน <br>
ชาวบ้านคนนั้นได้รู้สิ่งที่เราไม่เคยได้รู้ <br>
<br>
ทุกๆอุปสรรคที่กีดขวางทางนั้น จะมอบโอกาสที่ราจะดีขึ้น ให้กับเรา <br>
<br>
<br>
5. บทเรียนสำคัญที่ห้า - ให้เมื่อมีค่า <br>
หลายปีมาแล้ว <br>
เมื่อฉันไปทำงานเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งฉันได้รู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ ลิซ <br>
ซึ่งป่วยเป็นโรคร้ายที่มีน้อยคนที่จะเป็น <br>
โอกาสที่เธอจะหายจากโรคนี้ได้คือต้องทำการถ่ายเลือดจากน้องชายอายุห้าขวบของเธอ <br>
<br>
ผู้ซึ่งรอดจากโรคร้ายนี้ได้อย่า งปาฏิหารย์ <br>
จึงทำให้เขาร่างกายเขาสร้างภูมิคุ้มกันโรคร้ายนี้ขึ้นมา <br>
หมออธิบายสถานการณ์ให้น้องชายของเธอฟัง และถามเด็กชายว่า <br>
เขาต้องการจะให้เลือดของเขาแก่พี่สาวหรือไม่ <br>
ฉันเห็นเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วพูดว่า <br>
<br>
"ได้ครับ หากมันช่วยพี่สาวผมได้" <br>
เมื่อทำการถ่ายเลือด เขานอนยิ้มอยู่ที่เตียงข้างๆพี่สาว ในขณะที่เราเริ่มจะเห็นสีสันคืนสู้แก้ม <br>
ของเธอ หน้าของเด็กชายก็เริ่มซีดและรอยยิ้มก็จางหายไป <br>
<br>
เด็กชายมองไปที่หมอและถามด้วยเสียงสั่นเครือ <br>
<br>
"ผมกำลังจะตายใช่ไหม?" <br>
ด้วยความเป็นเด็ก เขาเข้าใจหมอผิดไป <br>
เด็กชายคิดว่าเขาต้องให้เลือดทั้งหมดของเขาให้แก่พี่สาวเพื่อช่วยชีวิตเธอ <br>
<br>
<br>
<br>
ถึงแม้ว่าบทความนี้จะยาวไปสักหน่อย แต่ฉันก็เชื่อเหลือเกินว่า มันให้ข้อคิดดีๆที่เราลืมเลือนไป <br>
<br>
เมื่อครั้งที่ฉันเข้าเรียนในวิทยาลัยได้สองเดือน <br>
อาจารย์ให้พวกเราทำแบบทดสอบอันหนึ่ง <br>
ฉันเป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียน <br>
จึงตอบคำถามได้อย่างสบาย จนมาถึงคำถามสุดท้าย <br>
<br>
"สุภาพสตรีที่เป็นคนทำความสะอาดโรงเรียนชื่อว่าอะไร?" <br>
<br>
ต้องเป็นเรื่องตลกอะไรสักอย่างแน่ <br>
ฉันเคยเจอคนทำความสะอาดหลายครั้ง <br>
เธอเป็นคนตัวสูง ผมดำ และอายุกว่า 50 <br>
แต่ฉันจะรู้ชื่อเธอได้อย่างไร? <br>
ฉันส่งกระดาษคำตอบ โดยไม่ได้ตอบข้อสุดท้าย <br>
ก่อนหมดคาบเรียน นักศึกษาคนหนึ่งถามว่า <br>
คำถามข้อสุดท้ายจะถูกคิดรวมในคะแนนของผลการเรียนด้วยหรือไม่ <br>
<br>
"แน่นอน" อาจารย์ตอบ "เมื่อเธอเข้าทำงาน <br>
เธอจะต้องพบกับคนมากมาย <br>
ซึ่งทุกคนมีความสำคัญพอ <br>
ที่สมควรจะได้รับความสนใจและเอาใจใส่ <br>
แม้ว่าพวกเธอจะทำได้แค่เพียงยิ้มให้และกล่าวสวัสดีก็ตาม" <br>
<br>
ฉันไม่เคยลืมบทเรียนนั้นเลย <br>
และได้รู้ว่าชื่อของสตรีคนนั้นคือ โดโรธี <br>
<br>
<br>
2. บทเรียนสำคัญที่สอง - รับคนกลางฝน <br>
คืนหนึ่ง เวลา 23:30 น. <br>
สตรีสูงอายุเชื้อสายแอฟริกันคนหนึ่ง ยืนอยู่ริมทางหลวง สาย อลาบามา พยายามต้านฝนที่ตกหนักอยู่ <br>
รถของเธอเสีย และเธอต้องการเดินทางต่อไปอย่างมาก แม้จะเปียกโชก เธอตัดสินใจโบกรถคันที่วิ่งผ่านมา ชายหนุ่มผิวขาวผู้หนึ่งหยุดรถเพื่อช่วยเหลือเธอ <br>
ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในยุคที่มีความขัดแย้ง <br>
เรื่องการเหยียดผิวอย่างทศวรรษที่ 60 <br>
ชายหนุ่มช่วยเหลือให้เธอได้รับความปลอดภัยและส่งเธอขึ้นรถแท๊กซี่ <br>
<br>
แม้ว่าเธอจะเร่งรีบมาก แต่ก็ขอบคุณเขา <br>
และจดที่อยู่ของเขาไปด้วย <br>
เจ็ดวันหลังจากนั้น ก็มีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูบ้านของเขา ด้วยความประหลาดใจ <br>
โทรทัศน์สีจอยักษ์เครื่องหนึ่งถูกนำมาส่งยังบ้านของเขาและมีข้อความแนบมาด้วย ใจความว่า: <br>
<br>
"ขอบพระคุณมากสำหรับความช่วยเหลือบนทางหลวงในคืนนั้น ฝนไม่ได้ชะแต่เพียงเสื้อผ้าของฉันเท่านั้น <br>
แต่ชะเอากำลังใจของฉันไปด้วย <br>
<br>
แต่เมื่อคุณผ่านมา เป็นเพราะคุณ <br>
ฉันจึงสามารถไปทันดูใจสามีที่กำลังจะเสียชีวิต <br>
ทันเวลาก่อนที่เขาจะสิ้นลมพอดี ขอพระเจ้าอวยพรคุณ สำหรับการช่วยฉัน <br>
และการช่วยเหลือผู้อื่น อย่างไม่เห็นแก่ตัวของคุณ" <br>
<br>
ด้วยความจริงใจ นาง แนท คิง โคล <br>
<br>
<br>
3. บทเรียนสำคัญที่สาม - ระลึกถึงคนที่ให้บริการเสมอ <br>
ในสมัยที่ไอศครีมซันเดยังมีราคาถูกอยู่มาก <br>
เด็กชายอายุสิบขวบคนหนึ่งเข้าไปในคอฟฟี่ชอปของโรงแรมแห่งหนึ่งแล้วนั่งที่โต๊ะ <br>
เมื่อพนักงานเสริฟวางแก้วน้ำลงตรงหน้า เด็กชายก็ถามว่า <br>
"ไอศครีมซันเดราคาเท่าใหร่ครับ?" <br>
<br>
"ห้าสิบเซ็นต์" พนักงานเสริฟสาวตอบ <br>
แล้วเด็กชายก็ดึงมือออกจากกระเป๋า <br>
แล้วก็นับเ หรียญในมือ <br>
<br>
"งั้น ไอศครีมเปล่าๆล่ะครับราคาเท่าใหร่?" เด็กชายถามอีก <br>
<br>
ตอนนี้เริ่มมีคนรอโต๊ะมากขึ้นและพนักงานเสริฟสาวก็เริ่มจะหมดความอดทน <br>
<br>
"สามสิบห้าเซ็นต์" เธอตอบห้วนๆ <br>
เด็กชายนับเหรียญในมืออีกครั้ง <br>
<br>
"ผมขอไอศครีมเปล่าครับ" เด็กชายบอก <br>
แล้วพนักงานเสริฟสาวก็เอา <br>
ไอศครีมมาให้ เอาใบเสร็จมาให้แล้วก็เดินหนีไป <br>
เด็กชายทานไอศครีมหมดแล้ว ก็จ่ายเงินแล้วก็จากไปเมื่อพนักงานเสริฟเดินกลับมา <br>
เธอก็เริ่มร้องให้เมื่อเธอเช็ดโต๊ะบนโต๊ะนั้น <br>
มีเหรียญนิกเกิลราคาห้าเซ็นต์สองเหรียญและเหรียญเพนนีอีกห้าเหรียญวางอยู่อย่างบรรจงข้างจานเปล่านั้น <br>
<br>
เห็นไหมว่า เด็กชายไม่ทานไอศครีมซันเด <br>
เพราะเขาต้องเหลือเงินไว้ทิปพนักงานเสริฟสาวคนนั้น <br>
<br>
<br>
4. บทเรียนสำคัญที่สี่ - สิ่งที่กีดขวางทางของเรา <br>
ในยุคโบราณ มีหินผาตกลงมาขวางถนนเส้นหนึ่ง <br>
เมื่อพระราชามาพบเข้าจึงซ่อนพระองค์อยู่ <br>
เพื่อคอยดูว่าจะมีใครมาเอาหินใหญ่ก้อนนั้นออกไปจากทาง เมื่อเสนาบดีในราชสำนักของพระองค์และพ่อค้าผู้ร่ำรวยผ่านมา ก็เพียงแต่อ้อมหินผาก้อนใหญ่นั้นไป <br>
<br>
พวกเขากล่าวตำหนิพระราชาต่างๆนานา <br>
ที่พระองค์ไม่ใส่พระทัยที่จะดูแลทางนั้นให้ดี <br>
แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรที่จะเอาหินนั้นออกไปให้พ้นทาง <br>
<br>
จนกระทั่งชาวบ้านคนหนึ่งแบกผักกองใหญ่ผ่านมา <br>
เมื่อเขาเดินมาถึงหินผานั้น เขาก็วางสัมภาระลง <br>
แล้วพยายามที่จะขยับก้อนหินนั้นให้พ้นทาง <br>
หลังจากทั้งผลักทั้งดึงหินก้อนนั้น <br>
ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ <br>
<br>
เมื่อเขาหยิบสัมภาระของเขาขึ้นมา <br>
เขาก็เห็นถุงเงินวางอยู่ตรงจุดที่ก้อนหินผาเคยอยู่ <br>
ในถุงนั้นมีเหรียญทองและจดหมายจากพระราชา เขียนไว้ว่า <br>
ทองในถุงนั้นเป็นของผู้ที่เอาหินผาออกไปจากถนน <br>
ชาวบ้านคนนั้นได้รู้สิ่งที่เราไม่เคยได้รู้ <br>
<br>
ทุกๆอุปสรรคที่กีดขวางทางนั้น จะมอบโอกาสที่ราจะดีขึ้น ให้กับเรา <br>
<br>
<br>
5. บทเรียนสำคัญที่ห้า - ให้เมื่อมีค่า <br>
หลายปีมาแล้ว <br>
เมื่อฉันไปทำงานเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งฉันได้รู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ ลิซ <br>
ซึ่งป่วยเป็นโรคร้ายที่มีน้อยคนที่จะเป็น <br>
โอกาสที่เธอจะหายจากโรคนี้ได้คือต้องทำการถ่ายเลือดจากน้องชายอายุห้าขวบของเธอ <br>
<br>
ผู้ซึ่งรอดจากโรคร้ายนี้ได้อย่า งปาฏิหารย์ <br>
จึงทำให้เขาร่างกายเขาสร้างภูมิคุ้มกันโรคร้ายนี้ขึ้นมา <br>
หมออธิบายสถานการณ์ให้น้องชายของเธอฟัง และถามเด็กชายว่า <br>
เขาต้องการจะให้เลือดของเขาแก่พี่สาวหรือไม่ <br>
ฉันเห็นเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วพูดว่า <br>
<br>
"ได้ครับ หากมันช่วยพี่สาวผมได้" <br>
เมื่อทำการถ่ายเลือด เขานอนยิ้มอยู่ที่เตียงข้างๆพี่สาว ในขณะที่เราเริ่มจะเห็นสีสันคืนสู้แก้ม <br>
ของเธอ หน้าของเด็กชายก็เริ่มซีดและรอยยิ้มก็จางหายไป <br>
<br>
เด็กชายมองไปที่หมอและถามด้วยเสียงสั่นเครือ <br>
<br>
"ผมกำลังจะตายใช่ไหม?" <br>
ด้วยความเป็นเด็ก เขาเข้าใจหมอผิดไป <br>
เด็กชายคิดว่าเขาต้องให้เลือดทั้งหมดของเขาให้แก่พี่สาวเพื่อช่วยชีวิตเธอ <br>
<br>
<br>
<br>
ถึงแม้ว่าบทความนี้จะยาวไปสักหน่อย แต่ฉันก็เชื่อเหลือเกินว่า มันให้ข้อคิดดีๆที่เราลืมเลือนไป <br>