Talk About Women

สูงสุดคืนสู่สามัญ
สูงสุดคืนสู่สามัญ

เดือนตุลาคมของทุกปี คือจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดในระบบราชการที่ว่าเริ่มต้นคืองบประมาณประจำปีที่ว่าสุดก็คือการเดินทางอันยาวไกลของการรับราชการได้มาถึงจุดสุดท้ายของชีวิตรับราชการแล้วถ้าไม่แหกโค้งชีวิตลาจากโลกนี้ไปเสียก่อน
การรับราชการดูไปก็คล้าย ๆ กับหัวโขนที่เขาสมมุติให้เราเป็น เมื่อจบแล้วก็ต้องถอดหัวโขนคืนเขาไปทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของสมมุติชั่วคราว เหมือนกลอนของท่านพุทธทาสที่ว่า
“โขนสวมหัวคนเต้น
หมายเป็นลิงยักษ์สักครู่
ถอดโขนแล้วคนเดิมดู
ใช่ผู้ยักษ์ลิงสิ่งลวง”
พูดถึงหัวโขนทำให้นึกถึง นนทุก เป็นตัวละครตัวหนึ่งซึ้งของรามเกียรติ์ภาคบนสวรรค์ระหว่างที่เทวดาทั้งหลายจะขึ้นไปเฝ้าพระอินทร์ ก็ต้องมาล้างเท้า เทวดามือบอนก็เขกหัวเจ้านนทุกคนละโป๊ก สอง โป๊ก จนนน ทุกหัวโล้นไปทั้งหัว เจ้านน ทุกแค้นใจมาก จึงเข้าไปพบพระอินทร์ขอพรให้คัวเองมีนิ้ววิเศษจะได้มีอาวุธป้องกันตัวเอง ฝ่ายพระอินทร์ ก็เลยอนุมัติจัดให้ นนทุกก็เลยมีนิ้ววิเศษติดตัว คราวนี้พวกเทวดาที่มาล้างเท้าก็ถูกนนทุกชี้ตายกันเป็นแถวพวกเทวดาเริ่มเดือดร้อนบ้าง จึงรวมตัวกันเข้าไปฟ้องพระอินทร์
พระอินทร์จึงให้พระนารายณ์มาจัดการกับเจ้านนทุก พระนารายณ์ นั้นที ๔ มือก็แปลงร่างเป็นหญิงสาวมาชวน นนทุกร่ายรำแล้วก็ใช้นิ้วชี้ชี้ตัวตายเมื่อตายแล้วนนทุกก็กลับชาติมาเกิดเป็นทศกัณฑ์ในเมืองมนุษย์ พระนารายณ์ก็อวตารมาเป็นพระราม
เรื่อง นนทุก นี้จริง ๆ ให้ข้อคิดที่ดีมากในระบบราชการหรือการเมืองก็แล้วแต่
ในเนื้อเรื่องนั้นถ้าเราจะสมมุติให้พระอินทร์ คือผู้บังคับบัญชาชั้นสูงที่มีอำนาจในการตัดสินใจในการแต่งตั้งโยกย้าย ส่วนเจ้ายักษ์นนทุก ก็คือพวกที่ไม่สมควรที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญ ๆ แต่เมื่อ นนทุกขอแล้วได้ เมื่อได้ก็กลับมาสร้างความเดือนร้อนให้กับพวกเทวดา ก็คือคนดี ๆ นั่นเอง เพราะคนดี ๆ ใครเขาจะไปขออำนาจ อำนาจหรือยศทั้งหลายต้องให้มันเป็นไปตามควรของมันจึงจะเป็นธรรมชาติ ถ้าไปผิดธรรมชาติมันก็เหมือนผลไม้ บางทีมันยังไม่ถึงจังหวะที่จะรับประทาน เราเด็ดมาแล้วก็เอาแก๊สบ่มแม้มันจะสุกก็จริงแต่มันก็กินไม่อร่อย แล้วเผลอ ๆ ก็เป็นอันตรายอีกด้วย
บางทีเขาก็เปรียบเปรยบทบาทของชีวิตเหมือนละคร สมมุติกันเป็นคัวพระ ตัวนาง ตัวประกอบอะไรก็แล้วแต่ เมื่อจบแล้วก็เลิกรากันไป หลวงคาแพรเยื่อไม้เคยเทศราสอนไว้ว่า
“ชีวิตเหมือนโรงละคร
ปวงนิกรเราท่านเกิดมา
ต่างร่ายรำคามทีท่า
คามลีลาของบทละคร
บาทีก็เศร้าบางคราวก็สุข
บางทีก็ทุกข์หัวอกสะท้อน
มีรักมีร้างมีจากมีจร
พอจบละครชีวิตก็ลา”
ชีวิตการรับราชการนั้นเป็นชีวิตที่ต้องดำเนินไปตามกฎกติกาที่วางเอาไว้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมก็คือประเทศชาตินั่นเอง พวกเราส่วนใหญ่มีความมุ่งมั่นที่จะอาสาเข้ามาทำหน้าที่รับใช้ชาติบ้านเมืองจึงเลือกเข้ามารับราชการ และในการที่จะให้ภารกิจประสลความสำเร็จได้นั้นก็ต้องมีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน แบ่งงานกันตามความรู้ความสามารถ เมื่อเราเริ่มต้น ณ จุดสตาร์ท ทุกคนก็มีความมุ่งมั่นทุมเททำงานกันอย่างจริง ๆ จัง ๆแต่พอนานวันเข้าเป้าหมายในเรื่องสิ่งที่มุ่งมั่นเริ่มแปรเปลี่ยนไปกลายเป็นเป้าหมายของกลุ่ม หรือแคบลงมาก็เป็นแค่พวกพ้องของตนเอง ในที่สุดก็จึงเกิดความขัดแย้งในอุดมการณ์ ที่เราเคยคิดอยากจะทำเพื่อชาติกลายมาเป็นทำเพื่อคัวเอและพวกพ้องในที่สุดศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดก็คือกิเลสภายในของเราเองที่มาครอบงำให้เรามองไม่เห็นผลประโยชน์ของบ้านเมือง เพราะเรามักจะมองแคบคิดใกล้ ใฝ่ต่ำ
มองแคบ คือมองแค่ตัวเองและพวกพ้อง
คิดใกล้ คือข้ามีโอกาสเมื่อไรถึงทีข้าบ้างล่ะเพราะรอมานานแล้ว
ใฝ่ต่ำ ก็คือการกระทำผิด มิชอบ การคอรัปชันซึ่งบางครั้งโอกาสก็ไม่ได้เปิดให้ทุกครั้งเสมอไป หลายรายต้องมาแหกโค้งชีวิตไปเสียก่อนก็มีมาก
แต่สุดท้าย เมื่อมาถึงวันนี้ท่านเคยถามตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า ตั้งแต่เริ่มต้นรับราชการมาจนถึงวันนี้ท่านปฏิบัติตัวคุ้มกับที่เรียกว่า “ข้าราชการ”หรือยัง ข้าราชการ แปลว่า ผู้รับใช้พระเจ้าแผ่นดิน ทำให้ประชาชนชื่นใจ ถ้าบวก ลบ คูณ หาร แล้วท่านมีความภาคภูมิใจที่ได้รับใช้ได้เบื้องพระยุคลบาทด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดี
สามารถที่จะเล่าสู่ลูกหลานให้ฟังหันอย่างสบายใจเป็นความภาคภูมิใจของตระกูลสืบต่อไป
แต่ถ้าหากท่านบวก ลบ คูณ หารแล้ว ท่านทีความหม่นหมองมากกว่าความบริสุทธิ์ ท่านจะภูมิใจได้อย่างไร จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ลูกหลานฟังได้อย่างไรว่าสมัยคุณพ่อหรือคุณปู่รับราชการอยู่ได้ทำโน่นทำนี่เอาไว้ ่ท่านจะเล่าไม่ได้เต็มปาก ในที่สุดก็มาถึงกฎแห่งกรรมที่ว่า
“หว่านพืชพันธุ์อย่างไร
ผลนั้นไซร้ย่อมได้ตาม
ทำดีได้ดีงาน ถ้าทำทรามความชั่วมี
หว่านพืชปลูกพันธุ์ดี เจ้าอิ่มพีผลดีเอย.”
ถ้าเราจะเปรียบชีวิตคนเราที่อยู่ร่วมกันในสังคมให้เหมือนการเล่นหนังตะลุงซึ่งเป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรมทางภาคใต้ของไทยเรา หนังตะลุงก็สอนชีวิตคนเราได้เป็นอย่างดีโดยผ่านคัวละครที่ถูกสมมุติขึ้นมาให้เป็นตัวท้าว พระยา สามัญขน โดยมีแสงไฟส่องผ่านแผ่นหนังทำให้ตัวละครดูมีชีวิตชีวา ประกอบกังเสียงพากย์ขอนักพากย์ชั้นครูเช้าไปอีก ทำให้คนดูอินไปตามบทที่ถูกแต่งขึ้นมา แต่พอหนังตะลุงลาโรงเขาก็จะดับไปเก็บเจ้าตัวที่ถูกสมมุติทั้งลายแหล่ลงไปในกล่องไม้ เพื่อเก็บเอาไว้ใช้แสดงคราวหน้า
ชีวิตการรับราชการก็เช่นเดียวกันกับหนังตะลุงถูกสมมุติให้เป็นโน่นเป็นนี้ มีตำแหน่งใหญ่โตมากมายแต่ผลสุดท้ายทุกตัวละครก็ต้องโดดลงไปในกล่องจบเกมชีวิตราชการ เมื่อเวลาที่เขากำหนดนั้นมาถึง
บางท่านตอนมีอำนาจวาสนาแสดงบทบาทเสียจนลืมนึกไปว่า อีตอนกลับมาแสดงบทประชาชนเต็มขั้นแล้วท่านก็คือคุณลุงแก่ ๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าทุกคนนึกถึงว่าสักวันหนึ่งฉันจะลงมาเล่นบทคุณลุงแก่ ๆ หรือบทประชาชนธรรมดา ก็จะไม่กล้าที่อวดโตวางกล้ามจนลืมตัวไปชั่วคราว ช่วงชีวิตที่รับราชการอยู่นั้นทันสั้นนิดเดี่ยวไม่ยาวนนาน บางท่านชอกว่าเหมือนฝันไปแว๊บเดียวจริง ๆ
อันว่ายศช้างขุนนางพระมันไม่เข้าใครออกใครทำให้คนเราธรรมดานี่แหละเปลี่ยนไปได้มาก มาถึงตรงนี้หลายท่านคงได้ข้อคิดแล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างขอยืมเขามาชั่วคราว อย่าว่าแต่ยศถาบรรดาศักดิ์เลยแม้แต่ชีวิตร่างกายของเราก็ขอยืมเขามาทั้งนั้นแหละพอถึงเวลาเขาก็จะมาเอาคืนไปแน่นอนเป็นสัจธรรมไม่มีใครหนีพ้น
ท่านจวงจื๊อบอกว่ายศถาบรรดาศักดิ์ก็เหมือนโรงเตี๊ยม เรามาดูเรื่องเล่าของท่านจวงจื๊อปราชญ์ชาวจีนกันว่าท่านมองยศถาบรรดาศักดิ์ว่าเป็นโรงเตี๊ยมได้อย่างไร
ฮุ่ยจื่อไปเป็นอัครมหาเสนาบดี จวงจื๊อคิดจะไปเยี่ยมเขา มีคนพูดแก่ฮุ่ยจื่อว่า “โดยภายนอกจวงจื้อก็ว่ามาเยี่ยมท่านที่แท้แล้วก็ใคร่อยากจะแย่งตำแหน่งของท่าน”ฮุ่ยจื้อจึงรู้สึกใจคอไม่สู้ดี
เมื่อจวงจื้อมาถึงแล้ว เห็นฮุ่ยจื่อไม่ค่อยสบายใจจวจื้อ จึงหัวเราะ ถามว่า
“ทางภาคใต้มีนกชนิดหนึ่งเรียกว่า เยียนชูอยู่ใจประเภทเดียวกันกับหงส์ ไม่ทราบว่าท่านเคยได้ยินมาบ้างหรือเปล่า
นกชนิดนี้ เมื่อบอนมาจากทะเลใต้ไปเกาะพักหากมิใช่เป็นหน่อไม้แล้ว ก็จะไม่กิน
ถ้าหากมิใช่เป็นน้ำใสในสำธารแล้วก็จะไม่ดื่มมีอยู่หนึ่งมันบินอยู่เหนือนกฮูกตัวหนึ่งนกฮูกตัวนั้นกำลังจิกเนื้อหนูเน่ากินอยูอย่างเอร็ดอร่อย
มันกลัวว่านกเยียนชูจะมาแย่งหนูเน่าในกรงเล็บของมันจึงเงยหัวขึ้นแล้วส่งเสียง”ไป”ดังลั่น
ในตอนนี้ท่านก็คิดจะส่งเสียง “ไป” เหมือนดั่งที่นกฮูกได้กระทำเช่นนั้นใช่ไหม
มนุษย์นี้แม้ว่าจะมีความจำเป็นที่จะต้องแต่งตั้งขึ้นก็ตาม
แต่กล่าวสำหรับผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศและฐานะตำแหน่งก็เหมือนกับโรงเตี้ยมไม่มีอะไรที่น่าอาลัยอาวรณ์ แต่ประการใดทั้งสิน
ก่อนคืนสู่สามัญ...มีข้อคิดสะกิดใจฝากไว้ในใจทุกคน
★ ถ้าฉันกลับไปเริ่มต้นใหม่ชายอายุ ๘๕ ปี กำลังจะตาย เป็นผู้เขียนขึ้น
“ถ้าฉันกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้งฉันจะผ่อนคลายให้มากกว่านี้
ฉันจะยืดหยุ่นให้มากกว่าเดิม
ฉันจะเป็นคนโง่เง่ากว่าที่ฉันเป็นอยู่
ฉันจะทำตัวให้ถูกสุขภาพน้อยกว่าเก่า
ฉันจะรับเอาโอกาสต่าง ๆ ให้มากขึ้น
ฉันจะเดินทางให้มากกว่าเดิม
ฉันจะไปปีนภูเขาให้มากกว่านี้
ฉันจะไปว่ายน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ ให้มากขึ้น
ฉันจะไปชมสถานที่ต่าง ๆ ที่ฉันไม่เคยไปให้มากกว่าเดิม
ฉันจะมีเรื่องยุ่งยากจริง ๆ ให้มากขึ้นและมีเรื่องยุ่งยากที่คิดขึ้นเองให้น้อยลง
คุณก็เห็นแล้วฉันเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนที่มีชีวิตอยู่ด้วยการป้องกันโรคภัยเอาไว้ มีสติปัญญาดีทั้งยังมีจิตใจปกติ ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า วันแล้ววันเล่า
ฉันเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนที่ไม่เคยไปไหนมาไหนโดยปราศตากเครื่องวัดอุณหภูมิ กระติกน้ำร้อนน้ำยาบ้วนปาก เสื้อฝน และร่มชูชีพ ถ้าฉันได้กลับไปทำเรื่องทั้งหมดนั้นอีกครั้งในคราวหน้า ฉันจะท่องเที่ยวให้เบิกบานใจกว่านี้
ถ้าฉันได้กลับไปทำเรื่องทั้งหมดนั้นอีกครั้งอีกจะออกเดินทางเท้าเปล่าในฤดูใบไม้ผลิให้เร็วกว่านี้ และฉันจะพักอยู่ในฤดูใบไม้ร่วงให้นานกว่าเดิมสักหน่อย
ฉันจะไปนั่งม้าหมุนให้มากขึ้น
ฉันจะเฝ้าขมพระอาทิตย์ขึ้นให้บ่อยกว่านี้ และฉันจะเล่นกับเด็ก ๆ ให้มากกว่าเดิม
ถ้าฉันได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างนั้นอีกครั้ง แต่คุณก็เห็นอยู่แล้วว่าฉันทำไม่ได้”
★ การใช้ชีวิตให้คุ้ม******


25 Jul 2007  |  Post by : giftset

Comment



Pooyingnaka Wellness

Webboard
โพสต์โดย: Maryland 2
โพสต์โดย: อยากมีใครสักคน 8
โพสต์โดย: thememory 19
โพสต์โดย: tesalapao 6
โพสต์โดย: fh400 1
โพสต์โดย: masterburger 0

สินค้าแนะนำสำหรับคุณ