ถึงเวลา..รับผิดชอบ ทำท้อง..ต้องรับ กฎหมายบังคับชายไทย


จากกรณี “ชีวิตเด็ก” ซึ่งเด็กมีสิทธิที่จะมีชีวิต ที่ “เดลินิวส์” โดยทีม “สกู๊ปหน้า 1” เป็นแกนหลัก ได้ให้ความสำคัญกับการนำเสนอเพื่อให้สังคมไทยตื่นตัวเรื่องนี้ และก็ได้ผลแล้วระดับหนึ่ง ต่อมาปัญหาชีวิตเด็กก็เกิดกรณีครึกโครมขึ้นอีกในประเด็น “ทำแท้งเถื่อน” โดยพบศพเด็กทารกวัยก่อนคลอดที่วัดไผ่เงินโชตนาราม ถึง 2,002 ศพ ซึ่ง “เดลินิวส์” ก็นำเสนอเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อมิให้การแก้ปัญหาเป็นเสมือนไฟไหม้ฟาง เช่นที่ผ่านมา
   
และล่าสุดก็เริ่มจะมีการแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
   
ประเด็น “ลงโทษผู้ชายทำท้องแล้วทิ้ง” ก็ส่วนหนึ่ง...
   
ทั้งนี้ พ.ร.บ.อนามัยเจริญพันธุ์ ยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม กำลังจะมีการขับเคลื่อนออกมา ขณะเดียวกัน ก็มีการจุดพลุเรื่องมาตรการทางกฎหมายเอาผิดผู้ชายที่ทำผู้หญิงท้องแล้วทิ้ง จนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีการทำแท้งเถื่อน ซึ่งส่งผล เกี่ยวพันทั้งชีวิตเด็ก ชีวิตแม่เด็ก ชีวิตคนรอบข้าง และลุกลามเป็นอีกปัญหาสังคม โดยรัฐบาล นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เห็นพ้อง
   
ในงานสัมมนา “ทำท้องแล้วต้องรับ” เมื่อ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา อิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) บอกว่า... เหตุผลที่ต้องมีมาตรการทางกฎหมาย เพราะเด็กหญิงที่ตั้งท้อง โรงเรียนบางแห่งก็ไล่ออก แต่ฝ่ายชายกลับเรียนได้ และอาจไปทำผู้หญิงคนอื่นท้องอีก ซึ่งไม่ยุติธรรมกับผู้หญิง ขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนก็บอกว่าหนึ่งในสาเหตุการไปทำแท้งของผู้หญิง ก็เพราะท้องแล้วเรียนหนังสือต่อไม่ได้ 
   
รวมไปถึงมีความเห็นจากอธิบดีอัยการฝ่ายวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุด นายวิชช์ จีระแพทย์ ที่ว่า จากการระดมความเห็นฝ่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญา โดยกำหนดบทลงโทษผู้ชายที่ทำให้ผู้หญิงท้องแล้วไม่รับผิดชอบ ต้องได้รับโทษ อาจจะจำคุก 2-3 ปี รวมทั้งพ่อแม่ผู้ชายก็ต้องได้รับโทษด้วยการถูกปรับ ซึ่งจะเป็นมาตรการป้องปราม หรืออย่างน้อยก็ทำให้ผู้ชายรู้จักป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัย
   
เมื่อพลิกประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ความผิดฐานทำให้แท้งลูก ก็ดูจะเอาผิดแต่กับผู้หญิง และผู้รับทำแท้งเถื่อนเป็นหลัก เช่น มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยินยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี  ปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 302 ผู้ใดที่ทำให้หญิงแท้งลูก โดยหญิงนั้นยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
   
กับการจะมีมาตรการทางกฎหมายเอาผิดกับผู้ชายในกรณีทำท้องแล้วไม่รับผิดชอบนั้น วันชัย สอนศิริ เลขาธิการสภาทนายความ บอกว่า... เห็นด้วย เพราะว่าเมื่อท้องแล้วผู้ชายไม่รับ ทอดทิ้ง ไม่รับผิดชอบ ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบเพียงลำพัง แม้ว่าในทางแพ่งจะมีการให้ฟ้องร้องได้ แต่เป็นการเพิ่มภาระให้กับฝ่ายหญิงอีก 
   
“การมีมาตรการกฎหมาย เป็นสิ่งดี เพราะทำให้ทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายชาย ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ ระมัดระวังมากขึ้น และกฎหมายคุ้มครองเด็กก็เอาผิดพ่อแม่ผู้ปกครองได้ในกรณีปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลเอาใจใส่ลูก เห็นด้วยที่ต้องมีการรับผิดชอบตรงนี้” ...เลขาฯ สภาทนายความระบุ
   
ด้าน แอนนี่ บรู๊ค นักแสดงสาวเจ้าของฉายาม่ายดีเอ็นเอ ที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อเร็ว ๆ นี้ ให้ความเห็นว่า... ก็เห็นด้วยที่จะมีมาตรการเอาผิดทางกฎหมายกับผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบ โดยเธอให้เหตุผลเสริมว่า... เพราะผู้หญิงฝ่ายเดียวท้องเองไม่ได้ ฝ่ายชายจึงควรจะมีส่วนรับผิดชอบด้วย และการที่ผู้หญิงต้องเลี้ยงดูลูกเองคนเดียว ทั้งลำบากและเหนื่อย ซึ่งควรจะดูสถิติด้วยว่าผู้หญิงวัยใดที่ประสบปัญหานี้ จะได้แก้ปัญหาได้ถูกจุด 
   
นักแสดงสาวรายนี้บอกอีกว่า... ไม่อยากให้สังคมประณามหญิงที่ตั้งท้องในวัยเรียนเป็นผู้หญิงไม่ดี มองด้วยสายตาประณามหยามเหยียดจนไม่มีที่ยืน เพราะคงไม่มีใครอยากผิดพลาด ควรจะให้โอกาสได้แก้ไข เช่น ให้โอกาสในการเรียนหนังสือ มีโรงเรียนพิเศษสำหรับหญิงท้อง หรือมีกรุ๊ปเรียนพิเศษในห้องเหมือนต่างประเทศ 
   
ปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิ ปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี ก็ระบุว่า... เห็นด้วยกับการมีกฎหมายเพื่อให้ฝ่ายชายรับผิดชอบเรื่องนี้ ซึ่งจากสถิติร้องทุกข์ของมูลนิธิมีเรื่องข่มขืนแล้วท้องมากที่สุด แม้ว่าจะมีมาตรการทางแพ่งให้ผู้ชายต้องรับผิดชอบ แต่เรื่องก็มักจะเงียบไป หรือรับผิดชอบ เช่น จ่ายค่าเลี้ยงดู ก็จะแค่ตอนแรก ต่อไปก็ไม่มี แบบนี้ฝ่ายหญิงก็จะลำบากมาก ซึ่งก็ทำอะไรฝ่ายชายมากไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายชัดเจน
   
“อยากให้มีมาตรการทางกฎหมายมานานแล้ว และเมื่อมีจริงก็ต้องปฏิบัติจริงจังด้วย จะได้ลดจำนวนการท้องไม่พร้อม การถูกผู้ชายทอดทิ้ง การทำแท้งผิดกฎหมายที่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งทางที่ดีควรมีการป้องกันแต่ต้นเหตุจะดีกว่า” ...ปวีณากล่าว และก็ยังทิ้งท้ายด้วยว่า... แต่จะอย่างไรเรื่องการ “รักนวลสงวนตัว” “อย่าชิงสุกก่อนห่าม” ก็ยังใช้ได้กับสังคมไทยปัจจุบัน “และต้องเน้นเรื่องสอนเพศศึกษาด้วย”
   
ณ วันนี้การแก้ปัญหาดังกล่าวนี้เริ่มจะเป็นระบบ-รูปธรรม
   
“ความรับผิดชอบของผู้ชาย” ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ
   
พร้อม ๆ ไปกับการต้องดำเนินการให้จริงจัง-รอบด้าน!!.

ขอบคุณ เดลินิวส์

🎁 สินค้าแนะนำ: เลือกซื้อจากบทความนี้



Tag :




แสดงความคิดเห็น






ยังไม่มีความคิดเห็น

Pooyingnaka Wellness


Advertisement