โรคพาร์คินสัน

โรคพาร์คินสันเป็นที่รู้จักกันครั้งแรกโดย นายแพทย์ เจมส์ พาร์คินสัน และเพื่อเป็นเกียรติ ชื่อของเขาจึงกลายมาเป็นชื่อของโรคนี้ ในอดีตแพทย์หลายคนเคยเข้าใจผิดว่า โรคนี้เกิดจากความผิดปกติที่ไขสันหลัง เพราะผู้ป่วยจะมีอาการแขนขาสั่นเกร็ง เคลื่อนไหวช้าไปจนถึงเคลื่อนไหวไม่ได้ ต้องนอนอยู่ตลอดเวลา แต่ในปัจจุบันค้นพบแล้วว่า สาเหตุของโรคนี้ เป็นผลมาจาก ความผิดปกติในสมองส่วนลึก ซึ่งเกิดจากกลุ่มเซลล์ประสาทสีดำ (Substatia Nigra) ภายในสมองส่วนนั้นลดจำนวนลง จนทำให้การหลั่งสารสื่อประสาทที่มีชื่อ โดปามีน ขาดตกบกพร่อง
อาการของผู้ป่วย
-อาการสั่น ราว 60-70% ของผู้ป่วยจะมีอาการสั่นเป็นอาการเริ่มต้น การสั่นนี้จะลักษณะเฉพาะคือสั่นมากเวลาอยู่นิ่ง ๆถ้าเคลื่อนไหวหรือใช้มือทำงานจะสั่นน้อยลงหรือหายไป (ต่างจากอาการที่สั่นพบในผู้สูงอายุทั่วไป) อาการสั่นในผู้ป่วยพาร์คินสันนี้ถ้านับอัตราเร็วจะพบว่า สั่นราว 4-8 ครั้งต่อวินาที และอาจมีการสั่นของนิ้วมืออาการสั่นมักเริ่มเกิดขึ้นที่มือ แขน ขา คาง ศีรษะ หรือแม้แต่ลำตัว ระยะแรกอาการสั่นอาจจะเป็นข้างใดข้างหนึ่งต่อมา
-อาการเกร็ง จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อของร่างกายโดยเฉพาะแขน ขา และลำตัวโดยที่ผู้ป่วยไม่ได้เคลื่อนไหว หรือทำงานหนักแต่อย่างใด กล้ามเนื้อของร่างกายจะมีความตึงสูง และแข็งเกร็งอยู่ตลอดเวลา จนผู้ป่วยบางรายต้องกินยาแก้ปวดเมื่อย หรือหายามาทาบรรเทาตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรือหาหมอนวดมาช่วยบีบนวดคลายเส้นให้เป็นประจำ
-อาการเคลื่อนไหวช้า ผู้ป่วยในระยะแรก จะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรช้าลงไปจากเดิมมาก ไม่กระฉับกระเฉงว่องไวเหมือนก่อน เช่น เดินช้างุ่มง่าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะเริ่มเคลื่อนไหวในรายที่เป็นมากอาจสะดุดขาตัวเองหกล้มบ่อย ๆ บางรายถึงกับกระดูกขาหัก แขนหัก สะโพกหัก หลังหัก หรือล้มหัวฟาดพื้น เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องให้ไม้เท้าหรือมีคนคอยพยุง
-ท่าเดินผิดปกติ ผู้ป่วยด้วยโรคพาร์คินสันจะมีลักษณะท่าเดนิจำเพาะตวัที่ผิดจากโรคอ่าน คือจะเดินก้าวสั้น ๆ แบบซอยเท้าในช่วงแรกๆ และต่อมาจะก้าวยาวเรื่อย ๆ จนเร็วมากและหยุดทันทีไม่ได้ มิฉะนั้นจะล้มหน้าคว่ำง่าย นอกจากนี้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังเดินหลังค่อม ตัวงอโคเงและแขนไม่แกร่ง มือจะชิด แนบลำตัว เดินแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์
-การแสดงสีหน้าท่าทาง ผู้ป่วยจะมีใบหน้าเฉยเมยไม่มีอารมณ์ หน้าตาทื่อ ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ เวลาพูดก็จะขยับปากแทบไม่ได้
-เสียงพูด ผู้ป่วยจะพูดเสียงสั่น ๆ และเบาจนฟังไม่ชั ยิ่งพูดนานเสียงจะค่อย ๆ หายไปบางรายที่เป็นมากเสียงพูดจะราบเรียบ รัวและระดับเสียงจะอยู่ระดับเดียว ไม่มีน้ำหนักเสียง
-การเขียน จะเขียนได้ลำบาก และตัวอักษรที่เขียนจะเล็กลงเรื่อย ๆ จนอ่านไม่ออก
-การกลอกตา ตาของผู้ป่วยจะกลอกไปมาไม่ได้หรือกลอกขึ้นลงได้ตามปกติและบางครั้งจะเคลื่อนไหวแบบกระตุก ๆ
-น้ำลายไหล เป็นอาการที่พบบ่อย คือมีน้ำลายสออยู่ที่มุมปากและไหลเยิ้มแทบจะตลอดเวลา
สาเหตุที่ทำให้สมองผิดปกติ
1.ความชราภาพของสมอง ทำให้เซลล์สมองสร้างโดปามีนไดน้อยลง เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่พบได้บ่อยสุด และจัดเป็นกลุ่มที่ไม่มีสาเหตุแน่นอน มักพบในผู้สูงวัยที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไปและพบได้บ่อยทั้งในทุกเพศ
2.การรับประทานยากล่อมประสาท หรือยานอนหลับที่ออกฤทธิ์กด หรือต้านการสร้างสารโดปามีน ผู้ป่วยโรคทางจิตส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับยากลุ่มนี้ เพื่อควบคุมอาการ แต่ในปัจจุบันมีการใช้ยาที่ปลอดภัยกว่าแต่ไม่มีผลต่อการเกิดโรคพาร์คินสัน
3.การรับประทานยาลดความดันโลหิตสูง ยาลดความดันโลหิตสูงบางชนิดมีคุณสมบัติลดการสร้างสารโดปามีน ซึ่งหากรับประทานมาก ๆ อาจทำให้เกิดโรคพาร์คินสันได้ อย่างไรก็ตามยาควบคุมความดันโลหิตสูงรุ่นใหม่จะขยายหลอดเลือดส่วนปลายจึงไม่ต้องกังวลว่าจะส่งผล
4.หลอดเลือดในสมองอุดตัน ส่งผลโดยตรงต่อการไหลเวียนของเลือดที่จะส่งไปยังเซลล์สมอง ซึ่งหากเซลล์สมองส่วนที่ทำหน้าที่สร้างสารโดปามีนขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง เซลล์ดังกล่าวก็จะตายหรือไม่ก็ทำให้การทำหน้าที่บกพร่อง
5.ร่างกายได้รับสารพิษที่ทำลายสมอง เช่น สารแมงกานีสจากโรงงาน สารคาร์บอนมอนอกไซด์จากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงของยานพาหนะหรือควันเสียขากโรงงานอุตสาหกรรม
6.สมองขาดออกซิเจน เช่น ผู้ป่วยที่จมน้ำ ถูกบีบคอ หรือทางเดินหายใจอุดตันเนื่องจากเสมหะหรืออาหารหลุดเข้าไปในหลอดลม
7.ศีรษะถูกกระทบกระเทือน หรือถูกกระแทก เช่น อุบัติเหตุรถตนตร์ หรือจักรยานยนต์ นักมวยที่ถูกชกศีรษะบ่อย ๆ
8.สมองอักเสบ เนื่องจากเชื้อโรคบางอย่างขึ้นไปทำลายเซลล์สมอง
9.ป่วยเป็นโรคทางสมองโดยผ่านทางพันธุกรรม เช่น โรควิลสันที่มีโรคตับพิการร่วมกับโรคสมอง ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากมีธาตุทองแดงไปเกาะในตับและสมองมากจนเป็นอันตรายขึ้นมา โดยโรคดังกล่าวสามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้
ผลจากพฤติกรรมและยารักษา
โดยปกติคนเราจะถ่ายอุจจาระได้ก็ต่อเมื่อเดิน หรือเคลื่อนไหวออกกำลังกายพอเหมาะ ดื่มน้ำมากเพียงพอ รับประทานอาหารถูกส่วน โดยเฉพาะผักผลไม้ต้องทานมาก ๆ จะช่วยให้ขับถ่ายสะดวก แต่เนื่องป่วยพาร์คินสัน เคลื่อนไหวร่างกายน้อย ไม่ค่อยดื่มน้ำ แถมผักผลไม้ก็ทานไม่ค่อยได้เพราะขยับปากเคี้ยวลำบาก และยายังมีผลข้างเคียงคือ ทำให้ท้องผูกได้ แต่ก็มีวิธีแก้ไขได้ด้วยการให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว และงดให้ผู้ป่วยดื่มชา กาแฟเพราะอาจทำให้อาการท้องผูกหนักขึ้น
ในรายที่รับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ จำเป็นต้องได้รับน้ำผลไม้เสริม หรืออาหารที่เป็นกากเพิ่มขึ้นและควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวันอย่างน้อยก็ให้เดินเคลบื่อนไหวแขนขาบ่อย ๆหากยังไม่ได้ผลอาจต้องให้ยาระบายอ่อน ๆ

ยังไม่มีความคิดเห็น